ชวนไปพักใจ เที่ยว “กาญจนบุรี” ในสไตล์เฮลท์แอนด์เวลเนส ที่จะได้พักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ ท่ามกลางธรรมชาติสดชื่นช่วงกรีนซีซัน ชิมอาหารสุขภาพ ทรีตเมนต์ผ่อนคลาย อาบป่าฮีลใจ และซึมซับบรรยากาศดีๆ ให้เต็มปอด
ช่วงหลายปีมานี้ สไตล์การท่องเที่ยวที่มาแรงอย่างมากก็คือ การเที่ยวในแบบเฮลท์แอนด์เวลเนส หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่เป็นการไปพักผ่อนเพื่อรักษา ฟื้นฟู และสร้างสมดุลให้กับสุขภาพกาย จิตใจ และอารมณ์ในแบบองค์รวม ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่การไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวแบบทั่วๆ ไป
ทริปนี้ชวนออกมานอกเมืองกรุงแบบไม่ไกลมาก มาที่ “กาญจนบุรี” เมืองที่หลายๆ คนน่าจะเคยมาเที่ยวกันแล้ว แต่ครั้งนี้ชวนมาเที่ยวแบบฮีลใจกันบ้าง
เปิดทริปเที่ยวกันด้วยการมาสัมผัสสัตว์โลกแสนรักกันที่ “ซาฟารีพาร์ค” ที่นี่เป็นสวนสัตว์เปิดแห่งแรกของกาญจนบุรี ถ้าใครเคยเห็นภาพที่มียีราฟยื่นหัวเข้ามาในรถแบบใกล้ชิดสุดๆ ก็คือที่นี่เลย
มาถึงแล้วต้องจอดรถไว้ที่ลานจอด เสร็จแล้วซื้อตั๋วเข้าชม ก็จะได้นั่งรถมินิบัสเข้ามาที่โซนสวนสัตว์เปิดด้านใน ซึ่งก็จะมีทั้งกวาง เสือโคร่ง เสือดาว สิงโต นกกระจอกเทศ ยีราฟ ม้าลาย เป็นต้น โดยจะมีจุดที่สามารถเปิดกระจกให้อาหารสัตว์ได้ และโซนสัตว์อันตรายจะต้องปิดกระจกให้มิดชิด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลตลอดเวลา และจุดไฮไลต์ก็คือ โซนยีราฟ-ม้าลาย ที่สามารถเปิดกระจกให้อาหารได้ แต่บางครั้งยังไม่ทันได้ยื่นอาหารออกไปให้ เจ้ายีราฟก็ใช้คอยาวๆ ให้เป็นประโยชน์ด้วยการยื่นคอผ่านกระจกเข้ามากินผักถึงในรถแล้ว
ถัดจากโซนสวนสัตว์เปิด ก็ยังมีสัตว์เล็กอื่นๆ ที่อยู่ในกรง มีโซนให้อาหารเสือ รวมถึงมีการแสดงโชว์ช้างแสนรู้ และโชว์จับจระเข้ ส่วนใครอยากป้อนนมลูกเสือ หรือถ่ายรูปกับลูกเสือตัวเล็กน่ารัก ก็มีให้บริการอยู่บริเวณทางเข้าซาฟารีพาร์ค
เที่ยวสวนสัตว์แล้วก็มาดูแลสุขภาพกันต่อที่ “คำแสด สปา แอนด์ เวลเนส เซ็นเตอร์” ที่ตั้งอยู่ภายใน คำแสด ริเวอร์แคว รีสอร์ท
ที่นี่ให้บริการปรึกษาและแนะนำเรื่องสุขภาพโดยศาสตร์การแพทย์แผนไทยประยุกต์ ผสมผสานกับการดูแลสุขภาพตามแนวหลักธรรมชาติบำบัดโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ไปจนถึงโปรแกรมสปาเพื่อความผ่อนคลาย
อย่างที่มาทริปนี้มีเวลาแค่สั้นๆ แต่ก็มีหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น การตรวจวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน แนะนำอาหารตามธาตุเจ้าเรือน เดินชมสวนพืชผักสมุนไพรออร์แกนิก และการประคบหินร้อน ซึ่งหินที่ได้นี้เป็นหินจากริมแม่น้ำแคว นำไปอบให้ร้อนแล้วประคบตามจุดต่างๆ ของร่างกาย
และนอกจากจะมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวมแล้ว ที่นี่ก็มีห้องพักให้บริการด้วย ท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่นริมแม่น้ำแควใหญ่ กับบรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับการพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง
ออกจากตัวเมืองกาญจนบุรี มุ่งหน้าสู่ อ.ไทรโยค มาที่ “ริเวอร์แคว วิลเลจ รีสอร์ท แอนด์ ออนเซ็น” ที่นี่ครบครันทั้งที่พัก กิจกรรมแอดเวนเจอร์ต่างๆ และที่พลาดไม่ได้คือการมาทำสปาและแช่ออนเซ็น
โดยโซนสปาของที่นี่จะต้องนั่งเรือข้ามฝั่งไป พอขึ้นไปฝั่งด้านบนแล้ว ก็จะมีพนักงานออกมาต้อนรับและแนะนำทรีตเมนต์ต่างๆ รวมถึงบ่อออนเซ็นที่มีถึง 15 บ่อ ในส่วนของทรีตเมนต์ก็มีทั้งสมุนไพรบำบัด ทรีตเมนต์พลับพลึง พอกผิว นวดแผนไทย โปรแกรมผิวหน้ากระจ่างใส โปรแกรมบำรุงเท้า และโปรแกรมพิเศษ “อบสินแร่อัญมณีนิลดำ” เป็นที่แรกที่เดียวในไทย ด้วยการใช้มณีนิลเป็นตัวกระจายความร้อนและแร่ธาตุต่างๆ ไปยังจุดต่างๆ ของร่างกายแทนการลงน้ำหนักด้วยมือ (ปัจจุบันปิดให้บริการชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งวันที่ 11 ก.ย.69)
ไฮไลต์ห้ามพลาดคือ การแช่ออนเซ็น 15 บ่อ ซึ่งแต่ละบ่อก็จะมีความแตกต่างกัน เช่น บ่อน้ำแร่ร้อน บ่อสมุนไพร บ่อกาแฟ บ่อยูคาลิปตัส บ่อปลาบำบัด บ่อนม เป็นต้น
และอีกหนึ่งโปรแกรมสุดชิลคือ Sense of Nature หนีความวุ่นวายมาพักผ่อน สัมผัสประสบการณ์ล่องแพทำสปา ที่แรกและที่เดียวในไทย ในเวลา 90 นาทีเต็ม
ไปกันต่อที่ อ.ทองผาภูมิ ก่อนจะไปพักผ่อน ชวนมาย้อนวัยกันที่ “Train Town 555” หรือ เมืองรถไฟ 555 ที่นี่จำลองโลกแห่งรถไฟหลากหลายแบบมาให้เราได้สนุกกัน ทำรางรถไฟเป็นเส้นทางให้รถไฟคันเล็กวิ่งผ่าน ทั้งสะพานข้ามแม่น้ำแคว วิ่งผ่านหุบเหว ลอดถ้ำอวตาร ผ่านสวนผลไม้ในพื้นที่ของเมืองรถไฟ และตลอดเส้นทางก็มีป้ายสัญญาณต่างๆ ไฟเขียวไฟแดง ที่เหมือนกับเส้นทางรถไฟของจริง โดยรถไฟคันเล็กนี้ผู้ใหญ่ก็ลงไปนั่งได้ด้วย เหมือนได้ย้อนวัยกันอีกครั้ง
แวะผ่อนคลายกันหน่อยที่ “น้ำพุร้อนลิ่นถิ่น” สถานที่แช่น้ำร้อนผ่อนคลาย เป็นบ่อน้ำแร่จากธรรมชาติ ความร้อนประมาณ 57 องศาเซลเซียส จะแบ่งออกเป็นบ่อแช่ตัวและบ่อแช่เท้า ซึ่งจะมีการปรับอุณหภูมิให้มีความร้อนเหมาะสมกับการลงไปแช่
ใครที่อยากฮีลใจ ใกล้ชิดธรรมชาติ ต้องมาที่ “อิ่มเอมฮัท” คาเฟ่เล็กๆ บนเนินเขา ที่นอกจากจะแวะมานั่งพักสบายๆ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรม “อาบป่า” ให้ธรรมชาติโอบกอดเรา และรับพลังงานดีๆ จากธรรมชาติรอบตัว วิธีอาบป่าก็ทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 รับฟังเสียงของธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ เดินช้าๆ ไม่ต้องรีบเร่ง ใช้เท้าสัมผัสผืนดิน ใช้ร่างกายโอบกอดต้นไม้ ใช้ตามองไปรอบๆ ตัว และใช้ลิ้นลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้ใจในการทำ
อิ่มเอมไปกับพลังงานดีๆ จากธรรมชาติแล้ว หากมีเวลาแนะนำให้นอนพักที่ทองผาภูมิสักคืน แล้วตื่นมายามเช้าแวะไปตลามเช้าทองผาภูมิ เดินดูพืชผักผลไม้สดๆ บางอย่างอาจจะหาได้ยากในเมืองหลวง รวมถึงของกินท้องถิ่นที่แปลกตา
และยามเช้าแบบนี้ก็จะมีพระสงฆ์เดินบิณฑบาต จากบริเวณตลาดเช้ากลับไปยัง “วัดท่าขนุน” โดยไฮไลต์ก็คือช่วงที่พระสงฆ์จะเดินข้ามสะพานแขวนที่ทอดผ่านแม่น้ำแควน้อย เชื่อมฝั่งวัดท่าขนุนกับฝั่งตลาดทองผาภูมิ
และที่พิเศษคือช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ราวๆ 07.00 น. บริเวณ “ตลาดริมแคว เมืองท่าขนุน” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดท่าขนุน จะมีกิจกรรมตักบาตรยามเช้า มีการสวดมนต์ และพระสงฆ์ให้ศีลให้พร ก่อนที่พระท่านจะเดินข้ามสะพานแขวนกลับไปยังวัด
#########################################
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


