“เที่ยวภูพยัคฆ์ กินผักปลอดสาร ชมตำนานผู้กล้า ชิมกาแฟรสเลิศ พิชิตยอดภู”
สโลแกนท่องเที่ยวภูพยัคฆ์ สะท้อนตัวตนของอดีตสมรภูมิสู้รบ “ภูพยัคฆ์” ที่วันนี้ได้กลายเป็นพื้นที่สงบงาม มีวิวทิวทัศน์สุดบรรเจิด ที่กำลังเดินหน้าสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตามแนวพระราชดำริ “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” ของสมเด็จพระพันปีหลวง
ภูพยัคฆ์ อดีตสมรภูมิสีแดง ฐานที่มั่นสำคัญของ พคท.
“ภูพยัคฆ์” ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำรีพัฒนา (หมู่ 12) ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เป็นหมู่บ้านชาวลัวะที่ตั้งอยู่บนดอยสูงราว 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ใต้เทือกเขาผีปันน้ำ ที่กั้นเขตแดนระหว่างไทย-ลาว หลักกิโลเมตรที่ 30
“ภูพยัคฆ์” เดิมชื่อ “ภูผายักษ์” บนยอดภูเป็นหินผาสวยงาม มีสภาพเป็นป่าดิบและเป็นดงเสือ จึงได้ชื่อว่า “ภูพยัคฆ์”
ในอดีตภูพยัคฆ์ เป็นดินแดนล้าหลังทุรกันดาร ชาวบ้านอยู่กันอย่างลำบากยากแค้น ไม่มีโรงหมอ อนามัย หรือบริการด้านสาธารณสุขที่จะช่วยรักษาคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ชาวบ้านทำไร่ทำนาได้ผลผลิตไม่เพียงพอ แต่กลับโดนอำนาจรัฐรีดภาษีสารพัด ทำให้ประชาชนที่ถูกกดขี่เอาเปรียบ เก็บความแค้นเคืองนี้เอาไว้ในใจ
ครั้นหลัง “วันเสียงปืนแตก” 7 สิงหาคม 2508 ที่ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)” และกองทัพปลดแอดประชาชนหันมาจับปืนสู้กับอำนาจรัฐแบบเต็มพิกัด
ภูพยัคฆ์ถือเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสู้รบดุเดือดระหว่างพคท.กับรัฐบาล เนื่องจากภูพยัคฆ์เป็นฐานที่มั่นสำคัญของพคท. ในพื้นที่ภาคเหนือ มาตั้งแต่ปี 2509
สมรภูมิภูพยัคฆ์สู้รบกันยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี กระทั่งนโยบาย 66/2523 “การเมืองนำการทหาร” ในสมัยรัฐบาล “พลเอก เปรม ติณสูลานนท์” ได้เป็นกาวใจสร้างความสมานฉันท์ให้คนในชาติ สมาชิก พคท. กองทัพปลดแอก และนักศึกษาที่หนีเข้าป่าไปจับปืนทั่วเมืองไทย รวมถึงภูพยัคฆ์ ต่างทยอยออกจากป่ามามอบตัว และร่วมกันพัฒนาชาติไทยไปด้วยกัน
ส่งผลให้ฐานที่มั่นภูพยัคฆ์สิ้นสุดบทบาทลงในปี 2526 ปิดตำนานสมรภูมิสู้รบอันดุเดือด แต่เปิดตำนานบทใหม่ของภูพยัคฆ์ใต้พระบารมีของสมเด็จพระพันปีหลวงขึ้นมา
สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ภูพยัคฆ์
ในอดีตทั้งก่อนและหลังสมรภูมิสู้รบ ธรรมชาติที่ภูพยัคฆ์ มีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม จากการถูกบุกรุกทำลายทำไร่เลื่อนลอย และ “การปลูกฝิ่น” ที่ทำให้ผืนป่ากลายเป็นภูเขาหัวโล้นเหี้ยนเตียน
กระทั่งเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2546 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมบริเวณภูพยัคฆ์ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดตั้ง “สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน” ขึ้น เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม
รวมทั้งป้องกันมิให้ป่าไม้ถูกทำลาย และให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า ภายใต้แนวพระราชดำริ “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” และ “คนกับป่าจะอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องทำลายซึ่งกันและกัน”
นอกจากนี้ยังเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ชาวบ้านมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการปรับเปลี่ยนจากนาดำไหล่เขาไปเป็น
นาขั้นบันไดอันสวยงาม
ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกหม่อน และปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ ภายใต้แบรนด์ “ภูพยัคฆ์” พร้อมทั้งจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการร่วมกันในการรับซื้อ จำหน่าย และแปรรูปผลผลิต ได้ด้วยตนเอง
ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชไม้ผลเมืองหนาว พืชผักสวนครัวแบบปลอดสารเคมี และสารฆ่าแมลง มีการจัดตั้งธนาคารอาหาร จัดทำฝายกักเก็บน้ำ และระบบส่งน้ำให้สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี
ผลจากโครงการตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง นอกจากจะทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ช่วยพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับคืนสู่ความเขียวขจีแล้ว ยังทำให้พื้นที่บริเวณภูพยัคฆ์และบ้านน้ำรีพัฒนา มีทัศนียภาพที่งดงาม กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของจังหวัดน่าน
หมู่บ้านต้นแบบ บ้านน้ำรีพัฒนา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการดำเนิน “โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตามพระราชดำริ” โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบท
โครงการดังกล่าว มี “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” องคมนตรี เป็นประธาน โดยมีบ้านน้ำรีพัฒนา เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของโครงการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม สำหรับดำเนินการเป็น “หมู่บ้านต้นแบบ” ของการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เดินหน้าโครงการท่องเที่ยวภูพยัคฆ์-บ้านน้ำรีพัฒนา
ปัจจุบันบ้านน้ำรีพัฒนา มีพื้นที่ 41,112 ไร่ มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน มีทัศนียภาพที่สวยงาม และมีภูพยัคฆ์เป็นไฮไลต์สำคัญ ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่โดดเด่นทางการท่องเที่ยวไม่น้อย เนื่องจากมีจุดเด่นทางการท่องเที่ยวในหลากมิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
ทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่มีทัศนียภาพของพื้นที่อันงดงาม มีจุดชมวิวทะเลหมอก จุดชมวิวทุ่งนาขั้นบันได และชมทิวทัศน์ท้องนาป่าเขา
ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร แหล่งเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ศึกษาดูงาน พร้อม ชม ชิม ชอป “กาแฟภูพยัคฆ์” ถึงถิ่นบนดอยสูง ซึ่งวันนี้ได้มีการพัฒนากรรมวิธีในการปลูกและการผลิตอย่างต่อเนื่อง
และห้ามพลาดกับ “หม่อนภูพยัคฆ์” ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตหม่อน (มัลเบอร์รี) ชั้นเยี่ยมของเมืองไทย ทั้ง หม่อนผลสดลูกโตใหญ่ และหม่อนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำมัลเบอร์รี น้ำสกัดมัลเบอร์รีเข้มข้น และแยมมัลเบอร์รี เป็นต้น
ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสัมผัสวิถีวัฒนธรรมของชาวลัวะ รวมถึงด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่ โดยเฉพาะเรื่องราวตำนานสมรภูมิภูพยัคฆ์ ซึ่งปัจจุบันมีอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ พิพิธภัณฑ์ชุมชน จัดแสดงเรื่องราวดังกล่าว
ขณะที่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีที่นี่มีการจัดงานรำลึกวีรชนอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ ซึ่งจะมีสหายทั้งจากที่ภูพยัคฆ์และที่อื่น ๆ มาร่วมงานกันอย่างคึกคัก
ด้วยเหตุนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จังหวัดน่าน และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ภูพยัคฆ์-บ้านน้ำรีพัฒนา สู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเต็มรูปแบบ
โดยไทม์ไลน์เบื้องต้นของโครงการดังกล่าว มีดังนี้ เริ่มสำรวจศักยภาพพื้นที่ช่วงพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 เตรียมความพร้อมชุมชนช่วงสิงหาคม–กันยายน 2569 ก่อนพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ตุลาคม 2569 ถึงกันยายน 2570 และทดสอบความพร้อมก่อนเปิดการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบในปี 2571 ควบคู่การทำตลาดและประชาสัมพันธ์
และนี่ก็คือเรื่องราวบางส่วนของภูพยัคฆ์และบ้านน้ำรีพัฒนา ใต้พระบารมี ที่วันนี้กำลังเดินหน้ายกระดับสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนชั้นดีอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน


