xs
xsm
sm
md
lg

รู้จัก “Blue Bottle Coffee” กาแฟสเปเชียลตี้ระดับโลก ที่จะมาเปิดในเมืองไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สัญลักษณ์ขวดสีฟ้าเรียบง่ายบนแก้วกาแฟ บรรดาคอกาแฟย่อมรู้ดีว่านี่คือโลโก้ของ “Blue Bottle Coffee” ร้าน กาแฟสเปเชียลตี้ชื่อดังระดับโลก ที่สร้างภาพลักษณ์ให้การดื่มกาแฟนั้นเป็นวัฒนธรรมสุดละเมียด เต็มไปด้วยศิลปะ และที่สำคัญกำลังจะมาเปิดสาขาในประเทศไทยครั้งแรก

ในวงการคนดื่มกาแฟ คำว่า “กาแฟคลื่นลูกที่สาม” (Third Wave Coffee) หมายถึงการให้ความสำคัญกับรสชาติ ความสดใหม่ และเรื่องราวของเมล็ดกาแฟ ซึ่งชื่อ “Blue Bottle Coffee” มักถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์ต้นแบบ นับตั้งแต่แรงบันดาลใจของการเปิดร้าน ไปจนถึงกระบวนการต่างๆ กว่าจะมาถึงแก้วกาแฟในมือของลูกค้า ที่มีโลโก้ขวดสีฟ้าเรียบๆอันเป็นเอกลักษณ์ จนมีคนเปรียบเปรยว่าเป็น บริษัท Apple ในวงการกาแฟ

สาขาในอเมริกา (ภาพ: Blue Bottle Coffee)
จุดเริ่มต้นจากนักดนตรีที่เบื่อกาแฟคั่วค้างคืน
Blue Bottle กำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.2002 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดย James Freeman หรือ W. James Freeman นักคลาริเน็ตที่เคยเล่นในวงออร์เคสตราท้องถิ่น เบื่อหน่ายกาแฟที่ขายตามร้านทั่วไป ซึ่งมักเป็นกาแฟที่คั่วเข้มและเก็บไว้นานจนสูญเสียรสชาติ เขาจึงเริ่มคั่วเมล็ดกาแฟเองในปริมาณไม่มากที่โรงคั่วเล็กๆที่เช่าไว้

Freeman ตั้งชื่อแบรนด์ตาม “The Blue Bottle” ร้านกาแฟแห่งแรกในยุโรปกลางที่กรุงเวียนนาเมื่อปี ค.ศ.1683 โดย Franz George Kolshitsky ชายผู้ช่วยเหลือเวียนนาในช่วงสงครามกับออตโตมัน และนำเมล็ดกาแฟที่กองทัพทิ้งไว้มาเปิดร้าน

James Freeman (ภาพ: Blue Bottle Coffee)
จุดขายของกาแฟ Blue Bottle คือ การคั่วสดแล้วส่งถึงบ้านภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนที่ต่อมา Freeman เปิดรถเข็นกาแฟและร้านเล็กๆ ตามตลาดนัดเกษตรกร เน้นการชงแบบ pour-over ตามออเดอร์ ไม่เร่งรีบ ลูกค้าต้องรอสักพัก แต่รสชาติที่ได้นั้นสุดละมุน ทำให้ลูกค้าเต็มใจที่จะต่อคิวยาวเพื่อได้ลิ้มรสกาแฟสดใหม่

ภาพ: Blue Bottle Coffee
ความแตกต่างที่ทำให้ Blue Bottle โดดเด่น
สิ่งที่ทำให้ Blue Bottle ไม่เหมือนร้านกาแฟทั่วไปคือความยึดมั่นในความสดใหม่เป็นหลัก การคั่วเมล็ดกาแฟในปริมาณน้อย เป็นเจตนารมณ์ให้ลูกค้าได้ดื่มกาแฟภายในไม่กี่วันหลังคั่ว เมล็ดที่ขายต้องได้คะแนนคัพปิ้งอย่างน้อย 84 คะแนนขึ้นไป (มาตรฐานสเปเชียลตี้คือ 80 คะแนน) และส่วนใหญ่เป็นออร์แกนิก

สาขาในอเมริกา (ภาพ: Blue Bottle Coffee)
แหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟยังต้องคัดมาจากความสัมพันธ์ระยะยาวกับเกษตรกรในหลายประเทศ เช่น เอธิโอเปีย, เคนยา, โคลอมเบีย, เปรู ฯลฯ เน้นการซื้อโดยตรงหรือผ่านระบบที่โปร่งใส จ่ายในราคาสูงกว่ามาตรฐาน และทำงานร่วมกับผู้ผลิตเพื่อพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟอย่างต่อเนื่อง

ภาพ: Blue Bottle Coffee
การชงกาแฟที่ร้านก็นับเป็นอีกจุดเด่น บาริสต้าชงตามออเดอร์ทีละแก้ว ต้องใช้เวลาและความตั้งใจ บรรยากาศร้านมักเรียบง่าย เน้นแสงธรรมชาติและพื้นที่ว่าง เพื่อให้ลูกค้าโฟกัสที่รสชาติของกาแฟที่มีเอกลักษณ์ต่างกัน ต่างจากเชนใหญ่ที่เน้นความรวดเร็วและรสชาติมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก กล่าวได้ว่า Blue Bottle ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาของเมล็ดกาแฟแต่ละล็อต และลูกค้าก็ยินดีที่จะรอเพื่อได้กาแฟแก้วที่ดีที่สุด

ภาพ: Blue Bottle Coffee
การขยายสาขาสู่ต่างประเทศ
จากร้านเล็ก ๆ ในแคลิฟอร์เนีย Blue Bottle ขยายไปนิวยอร์กและเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ก่อนเปิดสาขาแรกในต่างประเทศที่กรุงโตเกียว ปี ค.ศ.2015 เพราะ James Freeman ชื่นชอบวัฒนธรรมการชงกาแฟแบบญี่ปุ่นที่พิถีพิถัน รวมทั้งบรรยากาศที่เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร้านกาแฟดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า "Kissaten"

สาขาในโตเกียว (ภาพ: Blue Bottle Coffee)
ต่อมาเปิดสาขาที่เกาหลีใต้ (2019), ฮ่องกง (2020), จีนแผ่นดินใหญ่ (2022) และสิงคโปร์ (2025) โดยปัจจุบันมีสาขากว่าร้อยแห่งทั่วโลก (ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น)

ภาพ: Blue Bottle Coffee
กาแฟขวดสีฟ้าเดินทางมาถึงประเทศไทย
หลังจากมีกระแสข่าวมานาน ในปี 2026 "Blue Bottle” สาขาแรกในไทยจะเปิดที่ เซ็นทรัล พาร์ค (ชั้น 1 ใกล้ลาน Sky Hall) ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้

ตามด้วยสาขาที่ เอ็มควอเทียร์ด้วยรูปแบบ Flagship Store มีขนาดกว่า 200 ตารางเมตร ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม โดยไทยกลายเป็นประเทศลำดับที่ 7 ที่ Blue Bottle เข้ามาเปิดร้าน

ภาพ: Blue Bottle Coffee