อช. ไทรโยคอัพเดตอาการของ “ลูกช้างป่าพลัดหลง“ ที่ล่าสุดบาดแผลบริเวณลิ้นและใต้งวงดีขึ้นตามลำดับแล้ว และสามารถกินนมได้ตามปกติ แต่ยังคงต้องติดตามอาการถ่ายเหลวอย่างใกล้ชิดต่อไป
จากข่าว อช. ไทรโยค ได้พบลูกช้างป่าพลัดหลงบริเวณชายน้ำห้วยแม่น้ำน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่าลูกช้างป่าอยู่ในสภาพอิดโรยและมีบาดแผลหลายแห่งและมีอาการน่าเป็นห่วง โดยทางเฟซบุ๊กเพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น. หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไทรโยคที่ ทย.5 (แม่น้ำน้อย) ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน หมู่บ้านแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ว่าพบลูกช้างป่าจำนวน 1 ตัว บริเวณ ชายน้ำห้วยแม่น้ำน้อย จึงดำเนินการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พื้นที่ดังกล่าวต้องเข้าไปโดยเรือชาวบ้านใช้ระยะเวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นพื้นที่ยากต่อการเข้าถึง
บริเวณจุดที่ได้รับแจ้ง พบลูกช้างป่าพลัดหลง จำนวน 1 ตัว มีสภาพอิดโรยและไม่พบโขลงช้างบริเวณนั้น คาดว่าถูกทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน เจ้าหน้าที่จึงได้นอนเฝ้าเพื่อสังเกตพฤติกรรม และรอโขลงช้างมารับ ตลอดทั้งคืนลูกช้างป่าส่งเสียงร้องเรียกหาแม่ช้างเป็นช่วงๆ แต่ไม่มีเสียงฝูงตอบรับ คาดว่าฝูงน่าจะไปไกลแล้ว สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่ลาดชัน ลูกช้างสามารถเดินวนเวียนได้เพียง 1.5 เมตร อีกฝั่งติดแม่น้ำ จุดที่ลูกช้างอยู่ห่างจากตลิ่งประมาณ 30 เซนติเมตร
ลูกช้างป่ามีพฤติกรรมดูดรากไม้และดูดหินบริเวณใกล้เคียง คาดว่าโขลงช้างได้เดินข้ามน้ำทำให้ลูกช้างพัดไหลตามน้ำมา โดย 2 วันที่ผ่านมามีฝนตกในพื้นที่ค่อนข้างมาก อาจทำให้ปริมาณน้ำในลำห้วยเพิ่มขึ้นและจะเป็นอันตรายต่อลูกช้างป่า และได้จัดหานมเพื่อนำไปป้อนให้ลูกช้างป่าดังกล่าว โดยได้รับคำแนะนำจากทีมสัตวแพทย์ สบอ.3 (บ้านโป่ง) เพื่อให้ลูกช้างไม่ขาดอาหาร
ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น ทีมสัตวแพทย์ สบอ.3 (บ้านโป่ง) และ สัตวแพทย์ สบอ.3 สาขาเพชรบุรี ได้เข้าพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ลูกช้างป่า โดยเส้นทางการเข้าไปตรวจสอบต้องนั่งเรือเข้าไปยังจุดพบลูกช้างป่าต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ประกอบกับในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก ทีมสัตวแพทย์ฯได้ประเมินอาการลูกช้างเบื้องต้นพบว่าพบเป็นลูกช้างป่าเพศผู้ น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม อายุไม่เกิน 2 สัปดาห์ มีสภาพอิดโรยมีแผลถลอกพุพอง และหลุมแผลหลายจุดในช่องปาก มีแผลคล้ายร้อนใน ขาดน้ำอย่างรุนแรง มีแผลที่สะดือ งวงมีแผลพุพองมีเศษเนื้อตาย ไม่มีหนอง ไม่มีไข่แมลงวัน ปากเป็นแผลร้อนในขนาดเท่าเหรียญ 10 กินนมได้น้อย เนื่องจากเจ็บแผล มีแมลงคล้ายผึ้งตอมที่บริเวณตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแดง อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือขาดน้ำ ถ่ายเหลวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
สุขภาพอยู่ในแนวโน้มน่าเป็นห่วง ทีมสัตวแพทย์ลงความเห็นว่าลูกช้างป่าอยู่ในสภาพวิกฤต จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายมายัง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค เพื่อให้ทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ วางแผนทำการช่วยเหลือและรักษาอย่างใกล้ชิด ต่อมาเวลา 16.00 น. ทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ได้เข้ามาตรวจดูอาการลูกช้างดังกล่าว เบื้องต้นให้อุทยานแห่งชาติไทรโยคจัดหาคอกพักชั่วคราว พ้นยาฆ่าเชื้อรอบๆ คอก จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลผลัดเปลี่ยนเวรดูแลตลอดและให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทีมสัตวแพทย์ และจะตรวจหาเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างเด็ก (EEHV) ในวันนี้ (1 สิงหาคม 2569) ในระหว่างที่รอผลตรวจ จึงให้ลูกช้างดังกล่าวอยู่ในคอกกักกันโรคที่จัดไว้ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามอาการโดยทีมสัตวแพทย์ต่อไป
และล่าสุดอุทยานฯ ไทรโยค ได้อัพเดตอาการลูกช้างป่าพลัดหลงว่า บาดแผลบริเวณช่องปากและใต้งวงดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ โดยให้ข้อมูลว่า
สำหรับข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้ ลูกช้างป่ามีน้ำหนักตัว 62.8 กิโลกรัม ความสูงจากปลายขาหน้าถึงหัวไหล่ 64 เซนติเมตร ความยาวลำตัวจากหัวไหล่ถึงโคนหาง 64 เซนติเมตร ขนาดรอบอก 100 เซนติเมตร รอบขาหน้า 38 เซนติเมตร รอบขาหลัง 34 เซนติเมตร ความยาวงวง 30 เซนติเมตร ความยาวหาง 40 เซนติเมตร และใบหูกว้าง 15 เซนติเมตร นอกจากนี้ ทีมสัตวแพทย์ได้ตรวจสอบจำนวนเล็บ พบว่าเท้าหน้าซ้ายและขวามีข้างละ 5 เล็บ ส่วนเท้าหลังซ้ายและขวามีข้างละ 4 เล็บ โดยทีมสัตวแพทย์ระบุว่าลูกช้างมีขนาดตัวเล็กกว่าเกณฑ์ช้างแรกเกิดทั่วไป ซึ่งโดยปกติจะมีน้ำหนักเฉลี่ยตั้งแต่ 70-80 กิโลกรัมขึ้นไป
ด้านอาการและสุขภาพของลูกช้างป่าในวันที่ 2 สิงหาคม พบว่าบาดแผลบริเวณช่องปากและใต้งวงมีอาการดีขึ้น อักเสบน้อยลงตามลำดับ โดยทีมสัตวแพทย์ได้ทำแผลบริเวณสะดือ ช่องปาก และงวง เป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าลูกช้างมีอาการถ่ายเหลวแต่ไม่มีกลิ่นคาว และปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งทีมสัตวแพทย์ยังคงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง ลูกช้างสามารถกินนมผงชงได้ในปริมาณรวม 7,600 มิลลิลิตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
ในด้านพฤติกรรม ลูกช้างป่าเริ่มแสดงความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น สามารถเดินเล่นและเดินตามทีมพี่เลี้ยงกับทีมสัตวแพทย์ได้เป็นอย่างดี มีรูปแบบการพักนอนเป็นรอบ รอบละ 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะลุกขึ้นมากินนมตามช่วงเวลาปกติ ควบคู่กับการดูแลของทีมพี่เลี้ยงที่ทำการเช็ดตัวลูกช้างป่าด้วยน้ำขมิ้นผสมข่าเป็นประจำทุกวัน ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น เพื่อช่วยลดการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง
นายพีร พวงมาลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะให้ยารักษาตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งติดตามผลการตรวจเพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนการให้ยาและปรับสูตรโภชนาการทางการแพทย์ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของลูกช้างป่าต่อไป ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กองอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้ลงพื้นที่ร่วมดูแลและติดตามอาการของลูกช้างป่าอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง
สำหรับขั้นตอนต่อไป ทีมสัตวแพทย์จะเฝ้าติดตามอาการถ่ายเหลวและลักษณะของปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการทำแผลและดูแลสุขอนามัยตามตารางเดิม พร้อมทั้งจะรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนและสื่อมวลชนทราบเป็นระยะ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้ลูกช้างป่าตัวนี้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ และสามารถใช้ชีวิตในผืนป่าได้ตามปกติในโอกาสต่อไป
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


