“จอร์เจีย”ประเทศรอยต่อสองทวีปยุโรป-เอเชีย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคน ด้วยการผสมผสานระหว่างความอลังการของธรรมชาติสุดตระการตา ประวัติศาสตร์โบราณ ศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ รวมทั้งผู้คนที่เป็นมิตร
ชวนมารู้จักประเทศแห่งนี้ในมุมด้านการท่องเที่ยวกันให้มากขึ้น
ดินแดนแห่งเทือกเขาคอเคซัส
“จอร์เจีย” (Georgia) หรือชาวท้องถิ่นเรียกตัวเองว่า “Sakartvelo” เป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างยุโรปกับเอเชีย จึงมีความผสมผสานภูมิประเทศอันตระการตา วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์สูง อารยธรรมโบราณ เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
ประเทศแห่งนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคทรานส์คอเคซัส (Transcaucasia) ทางตะวันออกของทะเลดำ มีพรมแดนติดกับรัสเซียทางทิศเหนือ ตุรกี และอาร์เมเนียทางทิศใต้ อาเซอร์ไบจานทางทิศตะวันออก และมีชายฝั่งทะเลดำทางทิศตะวันตก พื้นที่รวมประมาณ 69,700 ตารางกิโลเมตรซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางภูมิศาสตร์อย่างน่าทึ่ง
จอร์เจีย นับเป็นหนึ่งในประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1991 ปัจจุบันมีเมืองหลวง คือ “ทบิลิซี” (Tbilisi) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคูร่า (Kura) หรือ มต์กวารี (Mtkvari) ในภาษาถิ่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ทั้งยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจอร์เจียน โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆปะปนอยู่ร่วมกัน เช่น อาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย และรัสเซีย
จุดเด่นอันหลากหลายด้านการท่องเที่ยว
สิ่งที่ทำให้จอร์เจียโดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว คือ ความหลากหลาย ครบเครื่องของรูปแบบการท่องเที่ยว ภายในเวลาไม่กี่วัน นักท่องเที่ยวมีโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองเก่าย้อนยุค ไปสัมผัสความงามของยอดเขาสูงตระหง่านปกคลุมด้วยหิมะ ชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกของยูเนสโก แล้วเปลี่ยนไปพักผ่อนริมชายหาดทะเลดำได้ไม่ยากภายในทริปเดียว
เหตุผลสำคัญที่ฉายภาพการท่องเที่ยวของจอร์เจียให้น่าจับตา เช่น
ภูมิประเทศอันหลากหลาย เทือกเขาคอเคซัสใหญ่ (Greater Caucasus) ทางทิศเหนือมียอดเขาสูงกว่า 5,000 เมตร ขณะที่ชายฝั่งทะเลดำทางตะวันตกมีสภาพอากาศกึ่งร้อนชื้นและหาดทรายดำ ในขณะที่ที่ราบและหุบเขาตรงกลางเต็มไปด้วยไร่องุ่นและโบสถ์โบราณ
โดยเฉพาะจุดหมายยอดนิยมที่แทบจะเป็นภาพแทนสัญลักษณ์จอร์เจีย คือ โบสถ์เกอร์เกตี้ (Gergeti Trinity Church) ซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาโอบล้อมสุดอลังการ
จุดเด่นอีกด้าน คือ จอร์เจีย ยังเป็นแหล่งกำเนิดไวน์ของโลก โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าการทำไวน์ในจอร์เจียมีอายุประมาณกว่า 8,000 ปี วิธีหมักไวน์แบบดั้งเดิมในไหดินเผาที่ฝังใต้ดิน เรียกว่า “คเวฟรี” (Qvevri) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก โดย “ภูมิภาคคาเคติ” (Kakheti) ทางตะวันออก ถือเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวสายไวน์
ในด้านวัฒนธรรมการต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ฝังรากลึกในสังคมจอร์เจียก็เป็นเสน่ห์ที่ใครๆต่างชื่นชม ชาวท้องถิ่นมีชื่อเสียงเรื่องความใจดีและการจัดงานเลี้ยงแบบ “ซูปรา” (Supra) การร่วมมื้ออาหารที่มีการกล่าวอวยพรและดื่มไวน์อย่างเป็นพิธีการ หากใครการได้เข้าร่วมซูปราถือเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวมักจดจำไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัย ก็นับว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง แม้นักท่องเที่ยวบางคนอาจมีประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่ดีบ้าง แต่หากวัดด้วยสถิติที่เป็นข้อมูลทางการ จาก Safety Index by Country โดย สถาบัน Numbeo ในปี 2026 ประเทศจอร์เจีย มีความปลอดภัยสูง ติดอันดับที่ 21 ของโลก (เทียบกับเมืองไทย ซึ่งอยู่ในอันดับ 48)
สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง
ทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ที่นี่มีย่านเมืองเก่า (Old Town) เต็มไปด้วยบ้านไม้สีสันสดใส ระเบียงไม้ฉลุลาย โบสถ์โบราณ และโรงอาบน้ำที่ใช้น้ำพุร้อนใต้ดินมาตั้งแต่สมัยโบราณ นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นรถเคเบิลคาร์ไปชมวิวจากป้อมนาริคาลา (Narikala Fortress) เดินเล่นบนสะพานสันติภาพ (Bridge of Peace) ที่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และเยี่ยมชมวิหารโฮลีทรินิตี้ (Sameba Cathedral)
ไม่ไกลจากเมืองหลวง ยังมี “Mtskheta” เมืองหลวงยุคโบราณที่เป็นมรดกโลก มีวิหารสเวติตสโคเวลี (Svetitskhoveli Cathedral) และวัดจวารี (Jvari Monastery) ตั้งอยู่บนยอดเขา มองเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของชาวจอร์เจีย
คาซเบกิ (Kazbegi หรือ Stepantsminda) ทางตอนเหนือ ตื่นตาตื่นใจไปกับโบสถ์เกอร์เกติทรินิตี้ (Gergeti Trinity Church) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เบื้องหลังคือยอดเขาคาซเบก
สวาเนติ (Svaneti) โดยเฉพาะเมืองเมสเทีย (Mestia) และอุชกูลี (Ushguli) เป็นพื้นที่ภูเขาสูงที่มีหอคอยหินโบราณกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นจุดหมายของนักเดินป่าและผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวสวาน
คาเคติ คือดินแดนแห่งไร่องุ่นและไวน์ เมืองซิกนาคี (Sighnaghi) หรือ “เมืองแห่งความรัก” มีกำแพงเมืองเก่าและวิวหุบเขาอลาซานีอันกว้างไกล ขณะที่เทลาวี (Telavi) เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวไวน์ สามารถเยี่ยมชมโรงกลั่นไวน์แบบครอบครัวและชิมไวน์จากคเวฟรีได้โดยตรง
ทางตะวันตก บาตูมี (Batumi) บนชายฝั่งทะเลดำ เป็นเมืองรีสอร์ตที่ผสมผสานอาคารสมัยใหม่ โบสถ์ออร์โธดอกซ์ และคาสิโน มีสวนพฤกษศาสตร์และหาดสำหรับพักผ่อนช่วงฤดูร้อน หรือ บอร์โจมี (Borjomi) ที่มีน้ำแร่ชื่อดังและอุทยานแห่งชาติ และถ้ำโพรมีธีอุส รวมถึงหุบเขาและถ้ำต่าง ๆ ที่เป็นจุดนิยมของนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ
สถานที่โบราณอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ เมืองถ้ำอูพลีสซิเค (Uplistsikhe) ซึ่งเป็นเมืองที่ขุดจากหินมีอายุกว่า 3,000 ปี และอารามวาร์ดเซีย (Vardzia) ที่สร้างเป็นเมืองถ้ำบนหน้าผาในยุคกลาง
ข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติม
- สำหรับชาวไทย สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวและพำนักอยู่ในจอร์เจียได้ถึง 365 วัน (หรือ 1 ปีเต็ม) โดยไม่ต้องขอวีซ่า
- การเดินทางจากกรุงเทพฯ นิยมต่อเครื่อง 1 ครั้ง ด้วยสายการบินหลัก เช่น Qatar Airways (แวะที่โดฮา) หรือ Turkish Airlines (แวะที่อิสตันบูล)
- เว็บไซต์การท่องเที่ยวจอร์เจีย https://georgia.travel


