ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของประเทศไทย เมื่อในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2569 “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทยจากองค์การยูเนสโก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 19–29 กรกฎาคม 2569 ที่ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี
วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ถือเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 9 ของเมืองไทย และเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้
วัดพระมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่ในเขตกําแพงเมืองโบราณ มีถนนราชดําเนินผ่านหน้าวัด ในอดีตบริเวณนี้เป็นสันทรายทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้ เรียกว่า “หาดทรายแก้ว”
สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดพระมหาธาตุไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ปรากฏแน่ชัด แต่มีตำนานระบุว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกพร้อม ๆ กับ องค์พระมหาธาตุเจดีย์ ในราวปี พ.ศ. 854 ด้วยศิลปะการก่อสร้างแบบศรีวิชัย ภายในบรรจุพระทันตธาตุ หรือ ส่วนฟันของพระพุทธเจ้า
ในปี พ.ศ. 1093 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ปฐมกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช โปรดฯให้สร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น พร้อมกับสร้างเจดีย์องค์ใหม่ทรงสาญจีครอบพระบรมธาตุองค์เดิม
ต่อมาในปี พ.ศ. 1770 มีพระภิกษุจากลังกามาบูรณะองค์พระบรมธาตุให้เป็นแบบทรงลังกาหรือทรงโอคว่ำดังที่เห็นในปัจจุบัน
วัดพระมหาธาตุ เป็นมรดกแห่งธรรมและสัญลักษณ์แห่งศรัทธาเก่าแก่กว่าพันปี มีหัวใจสำคัญคือ “พระบรมธาตุเมืองนคร” ซึ่งเป็นพระเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และเป็นเจดีย์ทรงระฆัง หรือทรงลังกา ขนาดใหญ่องค์แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พระบรมธาตุเมืองนคร ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครศรีธรรมราช เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญยิ่งของภาคใต้ และของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งไม่เฉพาะแค่ชาวไทยเท่านั้น หากแต่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ และชาติอื่น ๆ ที่นิยมเดินทางมาสักการะบูชากันอย่างต่อเนื่อง
พระบรมธาตุเมืองนคร (ทรงลังกา) มีความสูง 55.78 เมตร องค์ระฆังสูง 9.80 เมตร มีปล้องไฉน 52 ปล้อง ปลียอดหุ้มด้วยทองคำเหลืองอร่าม จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “พระธาตุทองคำ” ขณะที่ยามแสงแดดตกต้ององค์พระธาตุ เหลื่อมเงากลับทาบทอดไม่ถึงพื้น จนดูเหมือนพระธาตุไม่มีเงา จึงทำให้ได้รับการเขียนขานว่าเป็น “พระธาตุไร้เงา” อีกฉายาหนึ่ง
นอกจากองค์พระบรมธาตุเมืองนครแล้ว ภายในวัดพระมหาธาตุ ยังมีสิ่งน่าสนใจอื่น ๆ อีกหลากหลาย อาทิ
“พระวิหารหลวง” ภายในประดิษฐาน “พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช” เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่และงดงามด้วยศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น มีขนาดหน้าตัก 3 วา 1 ศอก 12 นิ้ว ประดิษฐานบนฐานชุกชี พร้อมด้วยพระอัครสาวก ซึ่งเป็นองค์พระประธานที่ประดิษฐานต่าง ๆ จากที่อื่น ๆ เพราะตั้งไว้ค่อนข้างกลางพระวิหาร
“ซุ้มพระเจดีย์-พระวิหารคด” เป็นซุ้มเจดีย์หน้าทางเข้าวิหารคด ศิลปะศรีวิชัยมีหลายเรือนยอด (แบบเดียวกับพระธาตุไชยา) เชื่อว่าอาจจะเป็นแบบดั้งเดิมขององค์พระมหาธาตุเจดีย์ ส่วนพระวิหารคดนั้นน่ายลไปด้วยพระพุทธรูปจำนวนมากที่ประดิษฐานอยู่เรียงราย และมีบาตรพระให้ทำบุญกันตามศรัทธา
“วิหารเกษตร” ที่เรียงรายไปด้วยองค์พระพุทธรูปประทับยืน-นั่ง อยู่มากมาย รวมถึงมี “เส้นทางพระเจ้าตาก” เป็นเส้นทางที่เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยมาเดินปฏิบัติธรรมที่นี่ ภายในมีพระพุทธรูปยืน-นั่ง ประดิษฐานอยู่มากมาย
ในวิหารเกษตรยังมี ภาพจิตรกรรม รูปเคารพเกจิ ซึ่งหากสังเกตให้ดี ๆ จะพบว่ามีพระพุทธรูปองค์หนึ่งนิ้วมือข้างหนึ่งมี 6 นิ้ว ที่เป็ฯทริศนาธรรม และ “พระเจ้าชู้” ที่ถูกหลักเสียบไว้พร้อมกับมือที่ถูกตัด เนื่องจากไปแอบลักลอบมีชู้กับภรรยาผู้อื่น จนกลายเป็นอันซีนแห่งวัดพระมหาธาตุ
“วิหารพระทรงม้า” ที่โดดเด่นไปด้วยประติมากรรมปูนปั้น “ภาพพระม้า” ขนาดใหญ่ เป็นเรื่องราวการละทางโลกเพื่อออกแสวงหาทางธรรมของเจ้าชายสิทธัตถะ
ในวิหารพระทรงม้ายังมี ประติมากรรม “เท้าขัตตุคาม-รามเทพ” บริเวณบันดทางขึ้นสู่องค์พระธาตุ ซึ่งเชื่อกันว่าคือต้นแบบของท้าวจตุคามรามเทพอันลือลั่น ที่เคยโด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทยในช่วงปี พ.ศ. 2549-2550
และ “เจดีย์หกหว้า” ที่ทำจากหินแกรนิต เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาจึงได้มีการสร้าง “พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ประดิษฐานไว้ที่หน้าเจดีย์แห่งนี้
นอกจากนี้วัดพระมหาธาตุยังมีงานประเพณี สำคัญ คือ ประเพณี “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในช่วงวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชา โดยจะมีการนำผ้า “พระบฏ” ผ้าผืนยาวซึ่งนิยมใช้สีขาว เหลือง แดง ไปห่มรอบองค์พระธาตุ พร้อมจัดขบวนแห่แหนกันอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเชื่อว่าใครที่มีโอกาสไปร่วมงานแห่ผ้าขึ้นธาตุนั้นถือเป็นอีกหนึ่งสิริมงคลสูงล้ำของชีวิต
สำหรับวัดพระมหาธาตุมีความโดดเด่นในหลากหลายมิติ ทั้งการเป็นหลักฐานแห่งการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายานและเถรวาท ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รวมถึงเป็นแหล่งอารยธรรมที่แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนา และท้องถิ่นที่ส่งอิทธิพลให้กับอาคารสิ่งก่อสร้างในภูมิภาค
นอกจากนี้วัดพระมหาธาตุ ยังมีคุณค่าความโดดเด่นระดับสากล ที่ผ่านเกณฑ์ของยูเนสโก 2 ข้อ ได้แก่
เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และแหล่งอื่น ๆ
และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม อาทิ การแสดงโนรา และตำนานท้องถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งศักดิ์สิทธิ์และชุมชนโดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจให้ศาสนสถานและชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทยและแหล่งอื่น ๆ
ตอกย้ำให้เห็นความยิ่งใหญ่และความสำคัญในระดับสากลของแหล่งมรดกโลกอายุเก่าแก่กว่าพันปีแห่งนี้ ซึ่งว่ากันว่าใครที่ไปเยือนนครศรีธรรมราชแล้ว หากไม่ไปกราบพระธาตุเมืองนครนั้นเหมือนกับว่ายังไปไม่ถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยสมบูรณ์
สอดรับกับคำกล่าวที่ว่า “เกิดมาชาติหนึ่ง ต้องได้กราบ พระธาตุเมืองนคร”


