จาก "ดอนยายทอง" สู่หมุดหมายใหม่แห่งเพชรบุรี ย้อนรอยอารยธรรม 2,000 ปี ปักหมุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งอนาคต
หากเอ่ยถึงจังหวัดเพชรบุรี หลายคนอาจนึกถึงเมืองมรดกศิลปวัฒนธรรม พระนครคีรี พระราชวังเก่า วัดวาอาราม และขนมหวานขึ้นชื่อ แต่ในวันนี้ เพชรบุรีกำลังมีหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ที่น่าจับตา เมื่อแหล่งโบราณคดี "ดอนยายทอง" อำเภอบ้านลาด ได้กลายเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญของประเทศ และมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยผู้แทนสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ผู้บริหารจังหวัดเพชรบุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง พร้อมมอบเงินชดเชยผลอาสินแก่ นางคนางค์ เพชรสุด และนายเจน เพชรสุด เจ้าของพื้นที่ ณ พระที่นั่งราชธรรมสภา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี
แหล่งโบราณคดีที่ "ดอนยายทอง" เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นหลังจากมีการค้นพบกลองมโหระทึกในพื้นที่นาของชาวบ้าน ก่อนที่กรมศิลปากรจะเข้าดำเนินการศึกษาทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ ผลการขุดค้นเพียงหลุมขนาด 4 x 6 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร กลับสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการโบราณคดี เมื่อพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกถึง 6 ใบ โครงกระดูกมนุษย์รวม 9 โครง รวมถึงโครงกระดูกเด็กที่เพิ่งค้นพบล่าสุด พร้อมเครื่องประดับโบราณจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคำ กำไลทองคำ และโบราณวัตถุอีกหลายรายการ
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กลองมโหระทึกที่ค้นพบมีอายุราว 1,500–2,000 ปี แม้จะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์และต้องผ่านการบูรณะ แต่ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบกลองมโหระทึกจำนวนมากที่สุดในแหล่งโบราณคดีลักษณะเดียวกันของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของภูมิภาค
นอกจากกลองมโหระทึกแล้ว สิ่งที่สร้างความสนใจไม่แพ้กันคือการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์พร้อมเครื่องประดับทองคำ โดยเฉพาะโครงกระดูกหมายเลข 1 ที่พบกำไล แหวน และต่างหูทองคำจำนวนมาก นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตอาจเป็นบุคคลชั้นสูงของชุมชน และเครื่องประดับบางชิ้นอาจมีต้นกำเนิดจากอินเดีย สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศในอดีต
ยิ่งไปกว่านั้น โครงกระดูกทุกโครงยังมีแผ่นโลหะสำริดปิดบริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นรูปแบบพิธีกรรมที่พบได้ยากในประเทศไทย อีกทั้งยังพบร่องรอยการมัดศพและการวางศีรษะหันไปในทิศตะวันออกเฉียงเหนือในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมการฝังศพที่มีแบบแผนและความเชื่อที่ซับซ้อนของผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย
แม้ว่าปัจจุบันการขุดค้นจะต้องหยุดชั่วคราวเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนและมีน้ำใต้ดินไหลซึมเข้าสู่พื้นที่ แต่กรมศิลปากรยังคงเดินหน้าการเก็บกู้โบราณวัตถุ การอนุรักษ์ การบูรณะ และการศึกษาทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยศิลปากรจะเข้ามาศึกษาโครงกระดูกในเชิงมานุษยวิทยากายภาพ ขณะที่กลองมโหระทึกอีก 2 ใบที่ยังฝังอยู่ในหลุม มีสภาพสมบูรณ์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะสามารถบูรณะกลับมาได้เกือบสมบูรณ์
ความสำคัญของดอนยายทองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังดึงดูดความสนใจจากนักวิชาการในมณฑลกวางซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ต้องการร่วมศึกษาวิจัย เนื่องจากกลองมโหระทึกถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมของจีนตอนใต้ ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ของผู้คนในภูมิภาคเมื่อสองพันปีก่อน
ในอนาคต เมื่อการศึกษาทางโบราณคดีแล้วเสร็จ กรมศิลปากรมีแผนร่วมกับจังหวัดเพชรบุรีพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมจัดแสดงโบราณวัตถุที่ค้นพบอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี หรือพื้นที่จัดแสดงแห่งใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวได้สัมผัสมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติอย่างใกล้ชิด
ด้านนางกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยากายภาพจากมหาวิทยาลัยศิลปากรจะเข้าร่วมศึกษารายละเอียดของโครงกระดูกและดำเนินการเก็บกู้โครงกระดูกหมายเลข 1–4 ก่อน ส่วนโครงกระดูกหมายเลข 5–8 ซึ่งฝังซ้อนกัน จะยกขึ้นทั้งชุดเพื่อนำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการอนุรักษ์ เนื่องจากมีคราบเกลือและโลหะสำริดเกาะติด จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ กลองมโหระทึกอีก 2 ใบที่ยังอยู่ภายในหลุม มีสภาพสมบูรณ์เกือบ 100% พบในลักษณะคว่ำหน้าลง คาดว่าจะสามารถบูรณะกลับมาได้เกือบสมบูรณ์ และหากมีการขยายพื้นที่ขุดค้นในอนาคต มีแนวโน้มที่จะพบโครงกระดูกและโบราณวัตถุเพิ่มเติมอีก
ขณะที่นางคนางค์ เพชรสุด เจ้าของพื้นที่ กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่พื้นที่นาของตนเองกลายเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญของประเทศ แม้จะไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่ยินดีให้ความร่วมมือกับกรมศิลปากรในการเก็บกู้และศึกษาหลักฐานทางโบราณคดี เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติในอนาคต
"ดอนยายทอง" จึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี แต่กำลังจะกลายเป็นหน้าต่างสู่อดีต ที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน ผ่านกลองมโหระทึก โครงกระดูก เครื่องประดับ และพิธีกรรมที่ยังคงซ่อนความลับอีกมากมายรอการค้นพบ
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


