เจาะลึก 3 โรงแรมดังในกรุงเทพฯ ที่ได้รับประกาศนียบัตรด้านความยั่งยืนจาก “CF-Hotels” แพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับโมเดลจัดการสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้จริง ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวยั่งยืนที่กำลังมาแรงทั่วโลก
อีกหนึ่งเทรนด์ท่องเที่ยวที่กำลังมาแรงอย่างมากในยุคนี้ คือ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ทำลายทรัพยากร หรือไม่สร้างผลกระทบเชิงลบ เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ และทรัพยากรธรรมชาติยังคงอยู่ต่อได้อย่างยั่งยืน
และหนึ่งในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนคือ “CF-Hotels” หรือ Carbon Footprint Hotels ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน เริ่มโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อปี พ.ศ.2565 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลบัญชีรายการสิ่งแวดล้อม (ก๊าซเรือนกระจกประเภทองค์กร) โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และถูกต้องตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมไทย และนำไปสู่การพัฒนาแผนงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวต่อไปตามนโยบายของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573
สำหรับการใช้งานแพลตฟอร์ม CF-Hotels โรงแรมและที่พักต่างๆ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรี โดยจะมีแนวทางปฏิบัติและการเก็บข้อมูลต่างๆ ในการตั้งเป้าหมายและวางแผนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเปรียบเทียบเป็นรายปีได้ โดยการจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงานและคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการทำกิจกรรมลดการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทาง CF-Hotels จะมีการมอบประกาศนียบัตรด้านความยั่งยืนให้แก่ที่พักที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยจะมีการพิจารณาใหม่ในแต่ละปี เพื่อให้โรงแรมที่พักมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีโรงแรมที่พักเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 700 แห่ง และในปี พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา มีโรงแรมที่ได้รับประกาศนียบัตรด้านความยั่งยืน จำนวน 216 แห่งจากทั่วประเทศ
ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม CF-Hotels ถูกออกแบบให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานภายใต้มาตรฐาน ISO 14064-1 รวมถึงจัดทำแนวทางเชื่อมต่อกับมาตรฐานสากลและแหล่งทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำรายงานก๊าซเรือนกระจกไปประกอบการยื่นขอรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับสากลได้ อีกทั้งสามารถนำใบประกาศนียบัตรเข้าร่วมโครงการฯ ไปยื่นประกอบการขอมาตรฐานดาวแห่งความยั่งยืน STAR การประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการขอรับรองมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล
ทำความรู้จักกับ CF-Hotelsในเบื้องต้นกันไปแล้ว ลองมาเจาะลึกกับแนวทางการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของ 3 โรงแรมดังในกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับประกาศนียบัตรด้านความยั่งยืนจาก CF-Hotels ประจำปี 2568
Modena by Fraser Bangkok (โมเดนา บาย เฟรเซอร์ กรุงเทพ)
เป็นโรงแรมระดับกลางที่ออกแบบภายใต้แนวคิดทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โรงแรมให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการดำเนินการในด้านต่างๆ
โครงการที่โดดเด่นมากๆ คือการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Energy Recovery System) ด้วยการติดตั้ง “ระบบท่อดักลมเย็น” เพื่อหมุนเวียนและนำพลังงานความเย็นกลับมาใช้ใหม่ โดยเปลี่ยนทิศทางลมเย็นที่ได้จากระบบปั๊มความร้อนในการผลิตน้ำร้อนสำหรับห้องพัก ไปยังระบบท่อส่งลมบริเวณลิฟต์สำหรับผู้เข้าพัก ทำให้ลดการสูญเสียพลังงานและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีระบบไฟส่องสว่างแบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานอื่นๆ เช่น หลอดไฟ LED
นอกจากนี้ ยังมีการปลูกผักสวนครัวสำหรับใช้ในห้องอาหาร เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งวัตถุดิบระยะไกล ลดการใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับวัตถุดิบอาหาร และส่งเสริมการบริโภคอาหารที่สดใหม่ สะอาด และปลอดภัย ส่วนของใช้ที่จัดเตรียมในห้องพักเน้นใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ส่งเสริมให้ผู้เข้าพักลดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน และมีการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ
Waldorf Astoria Bangkok (วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ)
โรงแรมระดับ 5 ดาว ใจกลางเมืองย่านราชประสงค์ ดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ภายใต้กลยุทธ์ Travel with Purpose ของเครือฮิลตัน โดยมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น การบริจาคกล่องน้ำดื่มใช้แล้วในบรรจุภัณฑ์แบบกล่องกระดาษแปดเหลี่ยมที่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำไปผลิตเป็นแผ่นหลังคาในโครงการ “เก็บกล่องสร้างบ้าน” (Green Shelter Project) ของบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัยจากภัยธรรมชาติ โดยได้บริจาคกล่องน้ำดื่มใช้แล้วไปกว่า 90,530 กล่อง
อีกทั้งยังร่วมมือกับมูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) ประเทศไทย เพื่อบริจาคอาหารส่วนเกินจากไลน์บุฟเฟต์เพื่อลดปัญหา food waste ด้วยการส่งต่ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่ชุมชน โรงเรียน และผู้ด้อยโอกาส ที่ผ่านมาได้มีการบริจาคอาหารส่วนเกินกว่า 12.8 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับมื้ออาหารจำนวนกว่า 50,000 มื้อ
ในด้านการลดการใช้พลังงานได้มีการติดตั้ง “ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว” เพื่อควบคุมการเปิดปิดไฟและระบบปรับอากาศอัตโนมัติ รวมถึงการเลือกใช้หลอดไฟ LED ภายในพื้นที่ส่วนกลางและห้องประชุม ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้กว่า 39% เมื่อเทียบกับปี 2567
ส่วนการจัดการทรัพยากรน้ำมีมาตรการลดการใช้น้ำภายในโรงแรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งติดตามผลผ่านระบบ LightStay ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการความยั่งยืนของเครือฮิลตัน สำหรับวิเคราะห์และรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ครอบคลุมทั้งห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง และพื้นที่จัดเลี้ยง
สำหรับในห้องพัก ที่นี่ให้ความสำคัญกับการลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว โดยภายในห้องพักเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบรีฟิล และบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้
การจัดการด้านอาหารอย่างยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เลือกใช้ไข่จากระบบ Cage-Free และเลือกใช้ปลาจากแหล่งประมงที่ยั่งยืน
Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok (เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต กรุงเทพ)
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนวิทยุ ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลแห่งความยั่งยืนตลอดการเข้าพักใน 4 มิติหลักคือ Sleep Well (ประสบการณ์การเข้าพัก) Eat Well (กินดื่มเพื่อสุขภาพ) Meet Well (จัดประชุมและอีเวนต์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) และ Live Well (สุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาว) พร้อมปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากร การลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน มาตรการลดปริมาณขยะและการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น
สำหรับ Sleep Well จุดเด่นของห้องพักคือการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้รับการรับรองด้วย Green Globe Certification มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืนสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ ห้องพักทุกห้องมีระเบียงส่วนตัวและหน้าต่างบานใหญ่เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติพร้อมเมนูหมอนให้เลือกถึง 8 รูปแบบตามสรีระและการนอนส่วนบุคคล
ในด้าน Eat Well จากการออกแบบเมนูอาหารของรีสอร์ตทั้งเมนูเพื่อคนรักสุขภาพ และเมนูที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ โดยความร่วมมือกับองค์กร Humane Society International ที่คุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ในการรังสรรค์เมนูอาหารมังสวิรัติและเมนูจากพืช (Plant-based) รวมทั้งร่วมมือกับ Klimato แพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนในการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาหาร (Food Carbon Footprint) ทางรีสอร์ตยังสนับสนุนผลผลิตท้องถิ่นโดยจัดซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ในประเทศ เช่น ข้าวกล้อง ผัก และผลไม้ที่ส่งตรงจากโครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย นอกจากนี้ยังได้ส่งต่ออาหารส่วนเกินที่มีคุณค่าทางโภชนาการจากไลน์บุฟเฟต์และจากการจัดอีเวนท์เพื่อลดปัญหา food waste แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมผ่านมูลนิธิ Scholars of Sustenance (SOS) ประเทศไทย และเพื่อสุขภาพของผู้ที่ทำงานในอาคาร โรงแรมได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจาก FitWel สำหรับอาคารที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ
Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok ยังครบครันด้วย ศูนย์ประชุม BDMS Connect Center สำหรับ Meet Well โดยอาคารได้การรับรองมาตรฐานสากล LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) และ AMVS (ASEAN MICE Venue Standard) เพื่อรองรับการจัดประชุมและกิจกรรมระดับนานาชาติ ตัวอาคารออกแบบให้เปิดรับแสงจากธรรมชาติเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้า พร้อมกับติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ส่วนพรมปูพื้นเป็นพรมอัปไซเคิลที่ผลิตจากขวดพลาสติก PET รีไซเคิลจำนวน 202,850 ขวด สุขภัณฑ์เป็นแบบประหยัดน้ำที่ช่วยลดการใช้น้ำลงได้ถึง 45%
สำหรับ Live Wellมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขภาพด้วยความร่วมมือกับ BDMS Wellness Clinic ทั้งห้องฟิตเนส 24 ชั่วโมง สปา และโปรแกรมดูแลและฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม
รีสอร์ตยังมีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบทำความเย็น (Chiller Plant Efficiency Improvement) ด้วยการติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็นแบบ Magnetic Bearing Oil-Free ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 60,000 หน่วยต่อเดือน ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้ เพิ่มประสิทธิภาพระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ (Cooling Tower System) เพื่อช่วยลดปริมาณการระบายน้ำทิ้ง (Bleed-off) และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำหมุนเวียนภายในระบบทำให้ประหยัดน้ำได้เฉลี่ยราว 100 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน อีกทั้งปรับปรุงระบบรดน้ำสวนอัตโนมัติจาก 15 นาที เหลือ 10 นาทีต่อรอบ เพื่อลดการใช้น้ำโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพพื้นที่สีเขียวทำให้ประหยัดน้ำได้ประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ในปี 2568 สามารถประหยัดน้ำได้รวม 3,763 ลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่ากับอ่างอาบน้ำขนาด 150 ลิตรได้ถึง 25,086 อ่าง
ในการจัดการของเสียได้ร่วมมือกับ Corsair International ประเทศไทย ในการนำขยะพลาสติกเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิล (Upcycling) เพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันชีวภาพ (Bio-Oil) ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกำจัดขยะ โดยในปี 2568 สามารถนำขยะพลาสติกไปผลิตเป็นน้ำมันชีวภาพได้ถึง 657 ลิตร สำหรับขยะอาหารนั้นทางรีสอร์ตได้ติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ (Bio-Compost Machine) ส่งผลให้สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้ถึง 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% นำไปบริจาคให้ฟาร์มเลี้ยงปลา เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์และนำไปใช้เป็นสารอาหารบำรุงดินสำหรับงานเกษตรและภูมิทัศน์ ในปี 2568 สามารถลดขยะอาหารได้ 5,333 กิโลกรัม และนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 1,416 กิโลกรัม
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ CF-Hotels ที่มีระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่สามารถดำเนินการได้จริง วัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
#########################################
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


