xs
xsm
sm
md
lg

สัมผัส “สัมพันธ์สายน้ำ 3 ศาสนา” แห่งอยุธยา เรียนรู้พหุวัฒนธรรมริมเจ้าพระยา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พระนครศรีอยุธยา” ไม่ได้เป็นเพียงอดีตราชธานีอันรุ่งเรืองของสยาม หากยังเป็นดินแดนแห่งการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม มานานกว่าหลายร้อยปี ความเจริญรุ่งเรืองจากการเป็นศูนย์กลางการค้าในอดีต ทำให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมสายน้ำเจ้าพระยา ก่อเกิดเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางความเชื่อ แต่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

หนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนเรื่องราวดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ “สัมพันธ์สายน้ำ 3 ศาสนา” เส้นทางที่เชื่อมโยงศาสนสถานสำคัญ 3 แห่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย วัดพุทไธศวรรย์ วัดนักบุญยอแซฟ และมัสยิดกุฎีช่อฟ้า สถานที่ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของชาวพุทธ คริสต์ และอิสลาม ในเมืองมรดกโลกแห่งนี้


วัดพุทไธศวรรย์ ร่องรอยแรกเริ่มแห่งกรุงศรีอยุธยา

วัดพุทไธศวรรย์ถือเป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของอยุธยา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1896 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ณ บริเวณที่เคยเป็นเวียงเหล็ก อันเป็นที่ประทับเดิมก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ปรางค์ประธานองค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม อยู่กึ่งกลางของอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที มีลักษณะย่อเหลี่ยม มีบันไดขึ้น 2 ทาง ทางทิศตะวันออกกับทางทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือกับทิศใต้ มีมณฑป 2 หลัง ภายในมณฑปมีพระประธาน


นอกจากนี้ยังงานศิลป์หาชมยากที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “อันซีนอยุธยา” อยู่ภายในพระตําหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พระเถระชั้นผู้ใหญ่ สมัยกรุงศรีอยุธยา) ผนังของตําหนักแห่งนี้ มีจิตรกรรมล้ำค่าจากสมัยอยุธยาตอนปลาย คาดว่าตรงกับสมัยสมเด็จพระเพทราชา ราวปี พ.ศ. 2231-2245 ซึ่งนับว่าหลงเหลือให้เห็นชัดเจนที่สุดแล้ว


นอกจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว วัดพุทไธศวรรย์ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ผู้มาเยือนสามารถสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชมสถาปัตยกรรมโบราณ และสัมผัสบรรยากาศสงบร่มรื่นริมสายน้ำ ซึ่งยังคงเสน่ห์แห่งอดีตไว้อย่างครบถ้วน


วัดนักบุญยอแซฟ ร่องรอยแห่งศรัทธาของคริสตชนในสยาม

จากวัดพุทไธศวรรย์ เมื่อเดินทางลัดเลาะไปตามสายน้ำเจ้าพระยา จะพบกับวัดนักบุญยอแซฟ ศาสนสถานสำคัญของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งถือเป็นโบสถ์คริสต์แห่งแรก ๆ ของประเทศไทย

วัดแห่งนี้มีจุดเริ่มต้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาราวปี พ.ศ. 2208 เมื่อคณะมิชชันนารีต่างประเทศแห่งกรุงปารีสได้รับพระราชทานที่ดินจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


แม้วัดนักบุญยอแซฟจะได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่ต่อมาได้มีการบูรณะและก่อสร้างขึ้นใหม่ จนกลายเป็นศาสนสถานที่งดงามดังเช่นปัจจุบัน ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ผสมผสานความสง่างามของศิลปะตะวันตกเข้ากับบริบทของชุมชนริมน้ำไทย


เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในโบสถ์ ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบและศรัทธา แสงที่ส่องผ่านกระจกสีสะท้อนความงดงามทางศิลปกรรม ขณะเดียวกันก็สะท้อนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับชาติตะวันตกที่ดำเนินมายาวนานหลายศตวรรษ


มัสยิดกุฎีช่อฟ้า มรดกแห่งชุมชนมุสลิมกรุงเก่า

อีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของเส้นทางสัมพันธ์สายน้ำ 3 ศาสนา คือ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า ศาสนสถานเก่าแก่ของชุมชนมุสลิมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ชุมชนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ่อค้าและชาวมุสลิมจากเปอร์เซีย อินเดีย มลายู และดินแดนต่าง ๆ ในโลกมุสลิม เดินทางเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานในราชธานีของสยาม จนก่อเกิดเป็นชุมชนมุสลิมที่เข้มแข็งริมแม่น้ำเจ้าพระยา

มัสยิดกุฎีช่อฟ้าถือเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน ความโดดเด่นอยู่ที่สถาปัตยกรรมซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปะอิสลามกับภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยได้อย่างกลมกลืน

“มัสยิดกุฎีช่อฟ้า” ศาสนสถานสำคัญของชุมชนมุสลิมแห่งคลองขุนละครไชย หรือคลองตะเคียนในปัจจุบัน พื้นที่ริมคลองสายนี้เคยเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา เป็น “ชุมชนพหุวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ” ที่ผู้คนจากหลากหลายดินแดนเข้ามาตั้งถิ่นฐานและดำรงชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน ทั้งชาวพุทธ คริสต์ และมุสลิม จนกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของสังคมอยุธยาที่เปิดกว้างต่อผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นทางชลมารค ครั้งที่ 2 ราว ร.ศ.125 หรือประมาณ พ.ศ.2449 ในครั้งนั้น พระองค์เสด็จผ่านคลองขุนละครไชย โดยมีโต๊ะกีแย้ม อิหม่ามประจำมัสยิด เข้าเฝ้ารับเสด็จและขอพระราชทานนามให้กับมัสยิด เนื่องจากตัวอาคารในขณะนั้นเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีรูปทรงคล้ายโบสถ์ไทย และมีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบไทย ได้แก่ ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ประดับอยู่บนหลังคา ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า “กุฎีช่อฟ้า” และชื่อดังกล่าวได้กลายเป็นชื่อที่ผู้คนรู้จักและเรียกขานมาจนถึงปัจจุบัน

เส้นทาง “สัมพันธ์สายน้ำ 3 ศาสนา” ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยวชมศาสนสถานสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดินทางย้อนเวลาสู่เรื่องราวของผู้คนที่ใช้ชีวิตร่วมกันภายใต้ความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม

แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งไหลผ่านทั้งวัดพุทไธศวรรย์ วัดนักบุญยอแซฟ และมัสยิดกุฎีช่อฟ้า เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงชุมชนต่างความเชื่อให้ใกล้ชิดกันมาตลอดหลายร้อยปี สายน้ำสายเดียวกันนี้เคยเป็นเส้นทางการค้า การเดินทาง และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จนก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นของอยุธยา


ทุกวันนี้ เส้นทางแห่งศรัทธาทั้ง 3 ศาสนายังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน ถ่ายทอดบทเรียนสำคัญเรื่องการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพและเข้าใจในความแตกต่าง ซึ่งนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของชาวอยุธยาเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงามของประเทศไทย
หากมีโอกาสมาเยือนพระนครศรีอยุธยา ลองใช้เวลาสักวันล่องเรือหรือเดินทางตามเส้นทาง “สัมพันธ์สายน้ำ 3 ศาสนา” แล้วคุณจะได้ค้นพบว่า ความงดงามของเมืองมรดกโลกแห่งนี้ ไม่ได้อยู่เพียงในโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ หากยังอยู่ในเรื่องราวของผู้คนต่างศรัทธาที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันงดงามสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ เส้นทางแห่งศรัทธาทั้ง 3 ศาสนายังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน ถ่ายทอดบทเรียนสำคัญเรื่องการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพและเข้าใจในความแตกต่าง ซึ่งนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของชาวอยุธยาเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงามของประเทศไทย

หากมีโอกาสมาเยือนพระนครศรีอยุธยา ลองใช้เวลาสักวันล่องเรือหรือเดินทางตามเส้นทาง “สัมพันธ์สายน้ำ 3 ศาสนา” แล้วคุณจะได้ค้นพบว่า ความงดงามของเมืองมรดกโลกแห่งนี้ ไม่ได้อยู่เพียงในโบราณสถานอันยิ่งใหญ่ หากยังอยู่ในเรื่องราวของผู้คนต่างศรัทธาที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันงดงามสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline