SACIT หนุนภูมิปัญญา “ปูนปั้นเพชรบุรี” มอบทุนวิจัย “สูตรปูนตำใหม่” ผสมเปลือกไข่ น้ำเชื่อม เปลี่ยน Food Waste จากขนมหวาน เป็นวัตถุดิบงานหัตถศิลป์อันสวยงามวิจิตร ที่สร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าภารกิจนักปั้น ส่งเสริม “ปูนปั้นเพชรบุรี” จากภูมิปัญญางานช่างดั้งเดิมที่เคยจำกัดอยู่ในบริบทของงานประดับตกแต่งเชิงพุทธศิลป์และสถาปัตยกรรมดั้งเดิม สู่ “วัสดุสร้างสรรค์แห่งอนาคต” ที่นำนวัตกรรมมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานใหม่ สามารถตอบโจทย์ทั้งงานออกแบบ สถาปัตยกรรมร่วมสมัย และเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างมีศักยภาพ ผ่านกระบวนการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาสูตร “ปูนตำ” รูปแบบใหม่ ที่นำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานท้องถิ่นเมืองเพชรบุรี ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อในเรื่องของเมืองขนมหวาน อาทิ เศษวัตถุดิบเหลือทิ้งจากขนม เปลือกไข่และน้ำเชื่อม มาต่อยอดเป็นวัสดุทางเลือกที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งด้านความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมโยงงานหัตถศิลป์ไทยเข้ากับแนวคิด Sustainable เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยไม่ได้มุ่งเพียงการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา หากแต่ต้องก้าวไปสู่การสร้าง “ความยั่งยืน” ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้งานหัตถกรรมไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ SACIT จึงมุ่งทำหน้าที่เป็น “นักปั้นโอกาส” ให้แก่ช่างหัตถกรรม นักสร้างสรรค์ และหน่วยงานที่เล็งเห็นคุณค่าของงานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เครือข่าย และตลาดอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ภายใต้แนวทางดังกล่าว SACIT ได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนังจากวัสดุเหลือใช้ ของ นายชัชวาลย์ สหัสสพาศน์ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องอื่น ๆ (หัตถกรรมปูนปั้นสด) อ.เมือง จ.เพชรบุรี เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวัตถุดิบสำหรับงาน “ปูนปั้นสด” ซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางช่างอันทรงคุณค่าของไทย แต่ปัจจุบันวัสดุสำคัญที่ใช้ในการผลิต อาทิ ปูนขาว กาวหนังสัตว์ น้ำตาลโตนด กระดาษฟาง และเปลือกหอย กลับเริ่มหาได้ยากและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานในจังหวัดเพชรบุรีมาพัฒนาเป็นส่วนผสมในสูตร “ปูนตำโบราณ” เพื่อช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของวัสดุ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงการผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงธุรกิจและทรัพยากรภายในชุมชนให้เกิดการหมุนเวียนใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า จนสามารถพัฒนาเป็นวัสดุสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในปัจจุบัน
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า โจทย์ของ SACIT ไม่ใช่เพียงการรักษาภูมิปัญญา แต่คือการทำให้ภูมิปัญญานั้นอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน SACIT จึงต้องเชื่อมโยงงานช่างกับตลาด และทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าหัตถศิลป์สามารถเป็นอาชีพและโอกาสทางธุรกิจได้จริง ทั้งนี้ สำหรับการยกระดับผลิตภัณฑ์ “ปูนปั้นเพชรบุรี” ได้ถูกพัฒนาให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม จากงานประดับสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ สู่การออกแบบเป็น “โมดูลาร์ดีไซน์” หรือชิ้นส่วนสำเร็จรูป 3 มิติ ที่สามารถนำไปประกอบและใช้ในงานประดับตกแต่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องถูกล้อมกรอบอยู่เพียงแค่งานหัตถกรรมดั้งเดิม แต่เป็นหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่ช่วยรักษามรดกทางภูมิปัญญา ควบคู่ไปกับการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของช่างศิลปหัตถกรรมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีแรงกายและแรงใจสืบสานผลงานที่ทรงคุณค่า โดยผลที่ได้รับจากงานวิจัยสามารถไปต่อยอดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน นายชัชวาลย์ สหัสสพาศน์ ครูช่างศิลปหัตถกรรมของ SACIT กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้ คือการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานในจังหวัดเพชรบุรีมาต่อยอดเป็นวัตถุดิบใหม่สำหรับ “สูตรปูนตำ” ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและทดลองอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสูตรปูนปั้นโบราณเมืองเพชรให้สามารถต่อยอดสู่การสร้างผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนัง 3 มิติในรูปแบบโมดูลาร์ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านการออกแบบร่วมสมัยและการใช้งานจริง ซึ่งแนวคิดสำคัญของงานวิจัย คือการผสานภูมิปัญญาปูนตำโบราณของจังหวัดเพชรบุรีเข้ากับการใช้วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานในพื้นที่ อาทิ เปลือกไข่ และน้ำเชื่อมที่เหลือจากกระบวนการผลิตขนม เพื่อนำมาพัฒนาเป็นส่วนผสมใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อปูน พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ผลการวิจัยพบว่า ปูนสูตรใหม่มีคุณสมบัติหลายด้านที่เหนือกว่าสูตรโบราณซึ่งประกอบด้วยปูนขาว กาวหนังสัตว์ น้ำตาลโตนด และกระดาษฟาง โดยมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักหลังแห้งต่ำกว่า สามารถคงรูปและรักษาขนาดได้ดีกว่า อีกทั้งยังมีโครงสร้างภายในที่สม่ำเสมอและหนาแน่น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกร้าว บิดตัว หรือความเปราะเสียหายในระยะยาว จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการรายละเอียดสูงและการควบคุมขนาดอย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ปูนสูตรใหม่ยังมีค่าการหดตัวที่สม่ำเสมออยู่ระหว่างร้อยละ 6.34 – 7.99 ขณะที่ปูนสูตรโบราณมีค่าการหดตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 10.00 สะท้อนถึงโครงสร้างที่มีช่องว่างมากกว่าและสูญเสียน้ำได้รวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการยุบตัวมากกว่าอย่างชัดเจน เมื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนัง 3 มิติแบบโมดูลาร์แล้ว ยังพบว่าวัสดุดังกล่าวมีน้ำหนักเบา หดตัวอย่างสมดุล ไม่เสียรูป สามารถปั้นสด ถอดแบบ และขึ้นชิ้นงานขนาดเล็กได้โดยไม่แตกร้าว ช่วยลดทั้งต้นทุนและขั้นตอนการผลิต ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น และร่วมสืบสานภูมิปัญญาปูนตำโบราณของจังหวัดเพชรบุรีให้สามารถก้าวต่อไปได้อย่างร่วมสมัยและยั่งยืน
“ปูนตำเป็นวัสดุที่มีชีวิต ที่จะค่อย ๆ แข็งตัวภายใน 15–30 นาทีเมื่อสัมผัสอากาศ และสามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน–1 ปี หากปิดไม่ให้อากาศเข้า จุดเด่นสำคัญคือเป็น “ปูนที่หายใจได้” สามารถดูดซับและระบายความชื้นตามธรรมชาติ ลดการสะสมความชื้นเหมือนปูนซีเมนต์ทั่วไป อีกทั้งกระบวนการแข็งตัวของปูนขาวยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่โครงสร้างวัสดุ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากองค์ความรู้ดั้งเดิมนี้ จึงต่อยอดสู่การพัฒนาสูตรปูนร่วมสมัย โดยยังคงหลักการโบราณไว้ แต่ปรับใช้วัสดุใหม่ เช่น น้ำเชื่อมเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมขนมแทนกาวและน้ำตาลโตนด รวมถึงเปลือกไข่ที่ช่วยเพิ่มแคลเซียม ลดการแตกร้าว และเพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ สะท้อนการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายชัชวาลย์ กล่าว
อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน คือความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดย นายประวิทย์ เครือทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพชรบุรี ไทยดีเสิร์ท จำกัด และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี กล่าวเสริมว่า โรงงานลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนขยะจากสายการผลิตให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่ที่สร้างคุณค่าในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งการนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน เช่น เปลือกไข่วันละหลายหมื่นฟอง และน้ำเชื่อมที่เหลือจากกระบวนการผลิต มาต่อยอดในงานหัตถกรรม เป็นตัวอย่างของการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย ทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในชุมชน


