เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูร้อนของทุกปี นั่นคือสัญญาณว่า “ฤดูกาลแห่งทุเรียน” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง และสำหรับคนรักผลไม้แล้ว ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคมยาวไปจนถึงมิถุนายน ถือเป็นช่วงที่หัวใจพองโตที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่าง ระยองและจันทบุรี สองจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องสวนผลไม้ระดับตำนาน ที่พร้อมใจกันปล่อยผลผลิตสดใหม่ออกจากสวนแบบวันต่อวัน
ยิ่งเข้าสู่เดือนพฤษภาคม บรรยากาศยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงพีคที่ทุเรียนออกผลมากที่สุด ทั้งหมอนทองเนื้อแน่น ก้านยาวรสละมุน ชะนีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสายพันธุ์พื้นเมืองอีกมากมายที่หาได้เฉพาะบางสวนเท่านั้น
สำหรับหลายคนความสุขของการกินทุเรียนอาจจบลงแค่หน้าจาน แต่สำหรับสายเที่ยวตัวจริง ความฟินมันเริ่มต้นตั้งแต่การได้ออกเดินทาง ไปสูดกลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ และเดินลัดเลาะเข้าไปถึงสวนผลไม้ต้นกำเนิดของราชาผลไม้ด้วยตัวเอง
ทริปครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การ “ไปกินทุเรียน” แต่คือการออกเดินทางเพื่อสัมผัสเสน่ห์ของภาคตะวันออกแบบเต็มอิ่ม ทั้งสวนผลไม้ วิถีชุมชน งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และวิวทะเลสุดชิลที่ทำให้เราอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้นนานๆ
จุดหมายแรกของเราอยู่ที่ ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง พื้นที่ขึ้นชื่อเรื่องสวนทุเรียนของภาคตะวันออก ที่นี่มีสวนผลไม้เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง และสวนที่เราเลือกแวะในครั้งนี้คือ “สวนผู้ใหญ่เสวตร” สวนผลไม้บรรยากาศอบอุ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนมาเยี่ยมบ้านญาติในต่างจังหวัดมากกว่าการมาเที่ยวสวนผลไม้ทั่วไป
ทันทีที่เดินเข้ามาภายในสวน สิ่งแรกที่เห็นคือพื้นที่หน้าบ้านที่ต่อเติมเป็นลานขายทุเรียนแบบเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความคึกคัก บนโต๊ะไม้มีทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์วางเรียงกันแน่น ทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ สีเปลือกแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ กลิ่นหอมเฉพาะตัวของทุเรียนสุกลอยแตะจมูกตั้งแต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ เจ้าของสวนยืนต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง พร้อมชวนพูดคุยเรื่องทุเรียนแบบออกรส ราวกับกำลังเล่าเรื่องลูกหลานในบ้านให้ฟัง
นอกจากทุเรียนแล้ว ภายในสวนยังมีผลไม้ตามฤดูกาลอย่าง เงาะ มังคุด และลองกอง วางไว้ให้เลือกชิมแก้ร้อนจากความมันของทุเรียนกันแบบเพลิน ๆ ส่วนใครที่ยังรู้สึกไม่อิ่ม ที่สวนยังมีขนมจีนรสเด็ดคอยเสิร์ฟให้นักท่องเที่ยวได้เติมพลังอีกด้วย
แน่นอนว่ามาถึงสวนทั้งที เราไม่พลาดที่จะขอให้ “คุณนิว” เจ้าของสวน พาเดินลัดเลาะเข้าไปชมบรรยากาศภายในสวนแบบใกล้ชิด เพียงเดินพ้นจากโซนขายทุเรียนเข้าไปไม่ไกล ความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ก็โอบล้อมเราไว้ทันที เสียงใบไม้ไหวตามแรงลมเบา ๆ กับกลิ่นดินชื้นหลังการรดน้ำ กลายเป็นบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
สวนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ 3 งาน ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็นหลัก แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษ คือการยังคงปลูกทุเรียนสายพันธุ์โบราณแซมอยู่ภายในสวน ทั้งชะนีโบราณ กบสุวรรณ และจันทบุรี 5
คุณนิวเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันแทบไม่มีใครปลูกชะนีใหม่แล้ว เพราะเป็นสายพันธุ์เก่าที่ต้นสูงใหญ่ ดูแลยาก และเก็บผลผลิตลำบาก จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ “ชะนีโบราณ” ที่หากินได้ยากขึ้นทุกปี
ช่วงเย็นของวัน เราเปลี่ยนบรรยากาศจากสวนผลไม้ไปสูดลมทะเลกันต่อที่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จุดเช็กอินยอดฮิตของจังหวัดระยอง เส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาแหลมหญ้าเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยจนต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายแทบทุกมุม เบื้องหน้าคือทะเลอ่าวไทยสีฟ้าครามกว้างสุดสายตา และไกลออกไปสามารถมองเห็นเกาะเสม็ดได้อย่างชัดเจน ยิ่งช่วงพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีทองที่สะท้อนลงบนผิวน้ำยิ่งทำให้วิวตรงหน้าดูอบอุ่นและโรแมนติก
เช้าวันต่อมาจุดหมายต่อไปคือ “สวนป้าอิ๊ด” ใน ต.ท่าช้าง อ.เมืองจันทบุรี สวนผลไม้ขนาดใหญ่กว่า 200 ไร่ ที่เต็มไปด้วยต้นทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกองเรียงรายสุดสายตา ทันทีที่มาถึง บรรยากาศบริเวณโซนขายทุเรียนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลายคนนั่งล้อมวงชิมทุเรียนกันอย่างเอร็ดอร่อย เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และกลิ่นหอมของทุเรียนสุก ทำให้ทั้งสวนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ที่นี่มีบริการพาชมสวนทั้งแบบนั่งรถกอล์ฟและเดินเล่นชิล ๆ ภายในสวนร่มรื่นมาก ถนนเล็ก ๆ คดเคี้ยวผ่านแนวต้นทุเรียนสูงใหญ่ที่ปลูกกันมานานหลายสิบปี
สวนป้าอิ๊ดปลูกทุเรียนมานานกว่า 40 ปี แม้ส่วนใหญ่จะเป็นหมอนทอง แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่าง คือการรวบรวม “ทุเรียนนนท์” และสายพันธุ์หายากจากหลายพื้นที่มาอนุรักษ์ไว้มากกว่า 30 สายพันธุ์ ถือเป็นอีกหนึ่งสวนที่ไม่ได้มีแค่เรื่องการขายผลไม้ แต่ยังเต็มไปด้วยความตั้งใจในการรักษาพันธุ์ทุเรียนไทยเอาไว้ด้วย
หลังอิ่มหนำจากราชาผลไม้ เราแวะมาเดินย่อยกันต่อที่ ชุมชนริมน้ำจันทบูร ย่านเมืองเก่าอายุกว่า 300 ปี ที่ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของวันวาน บ้านไม้เก่า คาเฟ่เล็ก ๆ ร้านขนมพื้นเมือง และอาคารโบราณสไตล์จีนผสมยุโรป เรียงรายอยู่ริมแม่น้ำจันทบุรีตลอดสองฝั่ง
การเดินเล่นที่นี่เหมือนการค่อย ๆ ซึมซับเรื่องราวของเมืองผ่านกลิ่นกาแฟ เสียงจักรยานที่ปั่นผ่าน และลมเย็นจากแม่น้ำที่พัดมาตลอดทั้งสาย ยิ่งช่วงเย็น บรรยากาศยิ่งอบอุ่นและนุ่มนวลจนอยากนั่งทอดเวลาไว้ตรงนั้นให้นานที่สุด
จากเมืองเก่า เราเดินทางต่อไปยัง “ชุมชนบ้านบางสระเก้า” อ.แหลมสิงห์ แหล่งทำเสื่อกกจันทบูร งานหัตถกรรมพื้นบ้านที่อยู่คู่ชุมชนมายาวนาน ที่นี่เป็นแหล่งปลูกกกในพื้นที่น้ำกร่อย ทำให้ได้เส้นกกที่มีขนาดเล็ก ละเอียด และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ของจันทบุรี
หนึ่งในแบรนด์ที่น่าสนใจคือ “SUM MAT” ของเอ็ม-นพรุจ แซ่ลิ้ม ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งเสื่อสุริยา ที่นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาต่อยอดให้ร่วมสมัยมากขึ้น ทั้งการพัฒนาลวดลายใหม่ ๆ การเล่นสีสันให้ทันสมัย และการปรับเครื่องทอให้มีน้ำหนักเบา ถอดประกอบง่าย เหมาะกับทั้งการใช้งานจริงและการสาธิตให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ มันไม่ใช่แค่เสื่อธรรมดา แต่คือเรื่องราวของชุมชนที่ถูกถ่ายทอดผ่านเส้นกกทุกเส้นอย่างมีชีวิตชีวา
ก่อนปิดท้ายทริป เราแวะพักเหนื่อยกันที่ “หอมดิน กลิ่นจันทร์” คาเฟ่ไม้บรรยากาศอบอุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความเรียบง่ายของเมืองจันท์ เสียงเพลงเบา ๆ เครื่องดื่มเย็นชื่นใจ ทำให้ช่วงเวลาของการเดินทางเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
และทริป “ฤดูกาลแห่งทุเรียน” ครั้งนี้ ก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ทั้งหวาน หอม และอบอุ่นไม่ต่างจากรสชาติของราชาผลไม้เลยจริง ๆ
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


