กรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน 79 แห่งทั่วไทย รวม “ปราสาทตาควาย-ตาเมือน -คนา” ทำเขมรดิ้นพล่าน ออกหนังสือประท้วงไทยปฏิเสธการขึ้นทะเบียนของกรมศิลป์ ด้านเพจ “วุฒิ วรคุณ” ระบุ นี่ไม่ใช่แค่การรักษาโบราณสถาน แต่เป็นการบอกให้ชาวโลกรู้ว่า นี่คือการประกาศอธิปไตยทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการของไทย
กรมศิลป์ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน 79 แห่ง ทั่วไทย
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้ออกประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดต่าง ๆ รวม 11 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมโบราณสถานตามแนวชายแดนของประเทศไทย เพื่อสร้างการรับรู้และรับทราบอย่างเป็นทางการว่าโบราณสถานดังกล่าวเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การประกาศรายชื่อโบราณสถานครั้งนี้ จะส่งผลให้การดูแล ปกป้อง และอนุรักษ์โบราณสถานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการบุกรุกหรือการทำลายโบราณสถาน เอื้อต่อการดำเนินงานบูรณปฏิสังขรณ์และการอนุรักษ์ให้สามารถดำเนินการได้สะดวกและชัดเจนตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งรวมถึงปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย ในจังหวัดสุรินทร์ ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรยังคงเดินหน้าสำรวจ ขึ้นทะเบียน และคุ้มครองโบราณสถานสำคัญทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา โดยประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดต่าง ๆ รวม 79 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดทั่วไทย
และนี่คือบางส่วนของโบราณสถานทั้ง 79 แห่ง (ไล่ตามลำดับหน้าในราชกิจจานุเบกษา)
1. สุรินทร์ 9 แห่ง ได้แก่ ปราสาทหมอนเจริญ ปราสาทเบง ปราสาทเซ็ม ปราสาทหนองคะนา (ปราสาทหนองคันนา ปราสาทคนา หรือ ปราสาทหนองคนาย) ปราสาทโอทะลัน ปราสาททองบ้านหนองคันนา ปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย
2. ยะลา 2 แห่ง ได้แก่ อุโมงค์ปิยะมิตร และกำแพงเมืองบ้านกาแป๊ะกอตอ
3. อำนาจเจริญ 1 แห่ง ได้แก่ สิม (อุโบสถ) วัดศรีบุญเรือง
4. อุบลราชธานี 4 แห่ง ได้แก่ หาดทรายสูง ถ้ำฝ่ามือแดง ถ้ำวัวแดง และถ้ำแต้ม
5. ศรีสะเกษ 3 แห่ง ได้แก่ สถูปคู่ ภาพสลักผาจันทร์แดง และภาพเขียนสีและสภาพสลักผาเขียนเขาพนมดบ
6. ระนอง 1 แห่ง ได้แก่ เขาเจดีย์ (เขาสุวรรณเจดีย์ หรือเจดีย์จำลองชเวดากอง)
7. มุกดาหาร 10 แห่ง อาทิ วัดยอดแก้วศรีวิชัย (วัดกลาง), วัดศรีบุญเรือง (วัดศรีบุญเรืองบ้านใต้), แหล่งโบราณคดีนายกองคูณ และพระพุทธรูปนาคปรก วัดมุจรินทร์
8.บุรีรัมย์ 6 แห่ง อาทิ ปราสาทไบแบก ปราสาทบ้านหนองตะเคียน ปราสาททอง ปราสาทตาหลิ่ม และปราสาทหนองตะโก
9. นราธิวาส 1 แห่ง ได้แก่ เหมืองแร่โต๊ะโมะ
10. นครพนม 40 แห่ง อาทิ พระธาตุนคร, วัดโอกาสศรีบัวบาน, วัดร้างท่าโพธิ์ (วัดร้างกกโพธิ์), แหล่งโบราณคดีดอนปู่ไล และวัดร้างจอมแจ้งเป็นต้น
11. ตาก 2 แห่ง ได้แก่ พระธาตุดอยดินจี่ (พระธาตุดอยหินกิ่ว) และเนินโบราณสถานดอยพระธาตุ
เขมรดิ้นพล่าน ประท้วงขึ้นทะเบียนโบราณสถาน “ตาเมือน-ตาควาย-คนา” อ้างผิด กม.
หลังข่าวประเทศไทย โดยกรมศิลปากร ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน 79 แห่งทั่วไทย โดยมีปราสาท “ตาเมือน-ตาควาย-คนา” รวมอยู่ในนั้น ถูกเผยแพร่ออกไป
กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกหนังสือประท้วงไทยอย่างรุนแรง และปฏิเสธอย่างหนัก ต่อการตัดสินใจของกรมศิลปากรของไทย ในการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเพิ่มเติม โดยรวมปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และโบราณสถานอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดน ซึ่งตั้งอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชา
แถลงการณ์ของกระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชา ระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ และไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ การขึ้นทะเบียนดังกล่าวปราศจากมูลความจริงโดยสิ้นเชิง และไม่อาจใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดเขตแดนได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ
ประเด็นเรื่องอธิปไตยและการปักปันเขตแดนระหว่างกัมพูชากับไทยนั้น จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี พ.ศ.2450 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยเฉพาะบันทึกความเข้าใจปี 2543 (MOU43) กรอบอ้างอิงปี 2546 (TOR 2546) และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กระทรวงวัฒนธรรมฯ ได้พิจารณาแล้วว่า การขึ้นทะเบียนดังกล่าวเป็นความพยายามที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในการสร้างภาพลักษณ์ทางกฎหมายเทียมเหนือแหล่งวัฒนธรรมที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองของราชอาณาจักรกัมพูชา การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา และบ่อนทำลายเจตนารมณ์แห่งการเจรจาโดยสันติและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ
กระทรวงวัฒนธรรมฯ กัมพูชา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนการขึ้นทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวโดยทันที และงดเว้นการดำเนินการฝ่ายเดียวใดๆ ที่จะบั่นทอนความพยายามของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคี และว่า ราชอาณาจักรกัมพูชายังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการแก้ไขทุกประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ด้วยสันติวิธี ภายใต้การเคารพอย่างเต็มที่ต่อกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกทวิภาคีที่ได้จัดตั้งขึ้น
ประกาศอธิปไตยทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการต่อชาวโลก
ด้านเพจ วุฒิ วรคุณ ได้แสดงความเห็น เรื่องการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน 79 แห่งของกรมศิลปากร ที่รวมปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และปราสาทชายแดนอื่น ๆ ว่า นี่ไม่ใช่แค่การรักษาโบราณสถาน แต่เป็นการบอกให้ชาวโลกรู้ว่า นี่คือการประกาศอธิปไตยทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการของไทย
โดยเพจดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความ ว่า
ปิดประตูลงกลอน ! กรมศิลป์ประกาศขึ้นทะเบียน ๗๙ โบราณสถาน ปักโฉนดวัฒนธรรม… ยืนยันและตอกย้ำสิทธิอย่างชอบธรรม (Locking the Gates! Fine Arts Department Registers 79 Historic Sites, Staking Cultural Claims… Affirming and Reinforcing Legitimate Rights@)
กระทรวงวัฒนธรรมสร้างกำแพงทางวัฒนธรรม ปิดช่องว่างพื้นที่ข้อพิพาท ! ล่าสุด น.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่าได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษา ขึ้นทะเบียนโบราณสถานรวม ๗๙ แห่ง ๑๑ จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะการปักหมุดในจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นรูปธรรม
การประกาศขึ้นทะเบียนจำนวน ๑๑ ฉบับในครั้งนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ๑๑ จังหวัด*ประกอบด้วย สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี นราธิวาส ตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ระนอง และสตูล โดยเฉพาะความสำคัญที่มีการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในจังหวัดชายแดนที่เป็นจุดเปราะบางมาอย่างยาวนาน เพื่อยืนยันอำนาจอธิปไตยภายใต้กฎหมายไทยอย่างสมบูรณ์ อาทิ
- จังหวัดสุรินทร์ ! ขึ้นทะเบียนปราสาทที่เป็นหัวใจของแนวชายแดนอย่าง ปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือน (ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ตาเมือน) และ ปราสาทหนองคะนา
- จังหวัดศรีสะเกษ ! ครอบคลุมโบราณสถานสำคัญในเขตอำเภอกันทรลักษ์และพื้นที่ใกล้เคียงแนวชายแดน
- จังหวัดสระแก้ว ! ปักปันสิทธิ์เหนืออารยธรรมโบราณอย่าง ปราสาทเขาน้อยสีชมพู และแนวคูเมืองเก่าทางทิศตะวันออกที่ประชิดเขตชายแดน
- จังหวัดอุบลราชธานี ! ขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีที่เชื่อมโยงถึงรากเหง้าดั้งเดิมในพื้นที่ตะวันออกสุดของไทย
ในมุมมองของผมเอาแบบสั้น ๆ เน้น ๆ เลยนะครับ นี่คือจังหวะก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่กระทรวงวัฒนธรรมใช้ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดมากๆในการออกประกาศราชกิจจาฯ ในช่วงเวลานี้ เพราะการที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เท่ากับเป็นการตีตราสิทธิ์บนผืนดินอย่างถาวร เป็นเครื่องยืนยันว่าเราคือผู้สืบทอดมรดกนี้มาอย่างชอบธรรม ไม่เปิดช่องให้มีการบิดเบือนข้อมูลหรือการกล่าวอ้างสิทธิ์จากฝ่ายใดได้อีก และที่สำคัญการขึ้นทะเบียนเหล่านี้คือการส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมทำหน้าที่ปกป้อง ปกปักรักษา และพัฒนาสมบัติหรือมรดกของชาติบนฐานของอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์และจะไม่ยอมให้ใครมาสั่นคลอนได้อีกต่อไป
ความสำคัญในเชิงกลยุทธ์มันอยู่ตรงนี้ครับ กรมศิลปากรเคยประกาศขึ้นทะเบียนรายชื่อปราสาทเหล่านี้เช่น ปราสาทกลุ่มตาเมือนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ แต่ในอดีตเป็นการประกาศแค่ชื่อ โดยไม่ได้ระบุขอบเขตพื้นที่ (Zone) ให้ชัดเจน และประกอบกับพื้นที่ตรงนั้นเป็นแนวสันปันน้ำที่เขตแดนยังไม่นิ่ง ทำให้ฝ่ายกัมพูชาฉวยโอกาสอ้างสิทธิ์ทับซ้อนได้ การประกาศราชกิจจานุเบกษาในปี ๒๕๖๙ นี้ จึงสำคัญมากเพราะเป็นการปิดช่องโหว่โดยการใส่พิกัด แผนที่ และขอบเขตพื้นที่โบราณสถานให้ครอบคลุมและชัดเจนตามกฎหมายไทย ๑๐๐% เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดนำเรื่องความคลุมเครือของพื้นที่รอบปราสาทมาอ้างสิทธิ์ได้อีกครับ เป็นการตีเส้น กำหนดพิกัดทางภูมิศาสตร์อย่างละเอียดเป็นครั้งแรก เป็นการใช้กฎหมายตอกย้ำอธิปไตยเหนือผืนดินให้จบที่รุ่นเรา เป็นการแก้เกมประวัติศาสตร์เพื่อไม่ให้ใครมาอ้างสิทธิ์ทับซ้อนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
กล่าวโดยสรุป การประกาศครั้งนี้ เราไม่ได้ประกาศแค่รักษาโบราณสถาน... แต่เรากำลังบอกให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า นี่คือการประกาศอธิปไตยทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ เรากำลังทำหน้าที่ปกป้องเกียรติยศและสมบัติของชาติ รวมทั้งปกป้องสิทธิ์และศักดิ์ศรีของชาวไทยบนผืนแผ่นดินนี้… ผืนแผ่นดินแห่งสยามประเทศที่เป็นศูนย์รวมของแหล่งอารยธรรมในทุกยุคทุกสมัยมาอย่างยาวนานเป็นพันเป็นหมื่นปี
ฝากช่วยกันแชร์ ช่วยกันส่งต่อประกาศนี้ ให้ได้รับทราบโดยทั่วกันว่า… นี่คือแผ่นดินไทย…นี่คือมรดกของชาติไทย ! ขอบคุณครับ 🙏
เพจ : วุฒิ วรคุณ
############################
*หมายเหตุ : ข้อมูล 11 จังหวัดในเพจ วุฒิ วรคุณ ไม่ตรงกับประกาศกรมศิลปากร ในราชกิจจานุเบกษา


