xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งเดียวในเมืองไทย “ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล” ไหว้เสาหลักเมืองเป็นเอกลักษณ์ที่เชียงใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ปิ่น บุตรี


ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลอันเป็นเอกลักษณ์ที่เชียงใหม่
ทุก ๆ ปี ชาวเชียงใหม่จะมีการจัด “ประเพณี ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทีล” ขึ้น ที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อเป็นการทำพิธีสักการะเสาหลักเมืองเชียงใหม่ครั้งใหญ่ของปี ถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีงานบุญที่มีเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในเมืองไทย และเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

“เสาอินทขีล” หรือ “เสาหลักเมืองเชียงใหม่”ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารเสาอินทขีล วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่

หากใครได้ไปแอ่วจังหวัดเชียงใหม่ ควรหาโอกาสไปกราบสักการะเสาอินทขีลศักดิ์สิทธิ์ต้นนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นเสาหลักเมืองที่มีความแปลกแตกต่างและมีตำนานที่น่าทึ่งไม่น้อย


ตำนานเสาอินทขีล

เสาอินทขีล หรือ เสาหลักเมืองเชียงใหม่
ตามตำนานเสาอินทขีล ได้กล่าวไว้ว่า บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ในอดีต นอกจากจะเป็นศูนย์กลางล้านนาแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวลัวะ ซึ่งภายในชุมชนลัวะได้มีผีออกมาอาละวาดหลอกหลอน จนชาวบ้านเดือดร้อนทำมาหากินไม่ได้

พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือบันดาลบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไว้ในเมือง โดยมีเศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้งสาม โดยที่ชาวลัวะต้องถือศีล รักษาคำสัตย์อย่างเคร่งครัด จึงจะทำให้เมื่อตั้งจิตอธิษฐานสิ่งใดก็สมหวังดังปรารถนา

ข่าวนี้เมื่อเลื่องลือไปไกล ทำให้บ้านเมืองอื่นยกทัพมาแบ่งปันขอพรจากบ่อทั้งสาม ชาวเมืองลัวะเกิดความไม่สบายใจ จึงไปขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์

ภาพ AI ตำนานเสาอินทขีล
พระอินทร์จึงให้กุมภกัณฑ์ (ยักษ์) 2 ตน คือ “พญายักขราช” และ “พญาอมรเทพ” รวมถึงชุดอินทขีล (เสาตะปูพระอินทร์) ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี หรือเมืองเชียงใหม่

แต่เนื่องจากเสาอินทขีลต้นนี้มีฤทธิ์อย่างมาก สามารถบัลดาลให้ข้าศึกที่ตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสามกลายร่างเป็นพ่อค้า

ชาวลัวะจึงแนะนำให้พ่อค้ารักษาศีล รักษาคำสัตย์ และอย่าละโมบโลภมาก อย่างที่ชาวลัวะเมืองนี้ยึดถือปฏิบัติกันมา

แต่พ่อค้าบางคนไม่ยอมทำตาม ทำให้ยักษ์ 2 ตนที่เฝ้าเสาโกรธ จึงนำเสาอินทขีลกลับขึ้นสวรรค์ไป ส่งผลให้บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว เสื่อมลง ไม่สามารถบันดาลพรได้เหมือนเดิม

ตำนานเสาอินทขีลที่มียักษ์ 2 ตน เกี่ยวข้อง (ภาพเทศบาลนครเชียงใหม่)
ด้านผู้เฒ่าชาวลัวะคนหนึ่งที่บูชาเสาอินทขีลมาโดยตลอด เมื่อทราบว่ายักษ์ทั้งสองได้นำเสาอินทขีลกลับขึ้นสวรรค์ไป เกิดความเสียใจอย่างมาก จึงขอบวชนุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญศีลภาวนา อยู่ใต้ต้นยางใหญ่เป็นเวลานานถึง 3 ปี

ต่อมามีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระได้บอกให้ลัวะ 4 ฝ่าย คือ พระภิกษุ ฤๅษี ผี และประชาชน ร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่าง ๆ อย่างละ 1 คู่ ช้าง ม้า เป็นต้น แล้วให้ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม แล้วทำเสาอินทขีลไว้เบื้องบนเพื่อทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ

หลังจากนั้นการทำพิธีบวงสรวงเสาอินทขีลได้กลายเป็น “ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล” สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

ดอกไม้ที่ประชาชนนำมาสักการะเสาหลักเมืองในประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล
ขณะที่ตามตำนานของชาวล้านนา โดยอาจารย์สนั่น ธรรมธี ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ได้กล่าวไว้ว่า

“...เดิมเสาอินทขีล เป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี (เชียงใหม่) เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่าง ๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีก

คราวนี้พระอินทร์แนะนำชาวเมืองก่อเอง โดยให้หล่ออ่างขาง หรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้ได้ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” คือ ผู้คน นานาชาติพันธุ์ หล่อรูปสัตว์ต่าง ๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา แพะ แกะกวาง สิงห์ รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้ง จระเข้ มังกร ตลอดจน ตะขาบ แมงป่อง ลงใส่ในอ่างขาง จากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง 9 ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่ชาวเมือง...”


ห้ามสตรีเข้าไหว้เสาอินทขีลในวิหาร


วิหารเสาอินทขีลห้ามผู้หญิงเข้าภายใน
เสาอินทขีล หรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่ วัดอินทขิลสะดือเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

หลังจากนั้นใน ปี พ.ศ. 2343 ในสมัย “พระเจ้ากาวิละ” ซึ่งเป็นเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ได้ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ แล้วได้ทำการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ จึงได้ย้ายเสาอินทขีลจากวัดอินทขิลสะดือเมือง ไปประดิษฐานที่ “วัดโชติการาม” หรือ “วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร” ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

วิหารเสาอินทขีล กับต้นไม้หมายเมือง
นอกจากนี้ต่อมา พระเจ้ากาวิละยังทรงให้มีการปลูกต้นไม้หมายเมืองไว้คู่กับเสาอินทขีล คือ ต้นยางนา (ต้นยางหลวง) ซึ่งกิ่งยอดใหญ่ของยางนาต้นนี้เพิ่งหักลงมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่ผ่านมา
 
รวมถึงทรงให้สร้างรูปปั้น กุมภัณฑ์ 2 ตน คือ พญาอมรเทพ (ทิศเหนือ) และพญายักขราช (ทิศใต้) เป็นสัญลักษณ์คู่กันเอาไว้ข้างวิหารเสาอินทขีล ซึ่งปัจจุบันยักษ์ 2 ตนนี้เป็นอีกหนึ่งรูปเคารพท้าวเวสสุวรรณชื่อดังของบรรดานักท่องเที่ยวสายมู ที่นิยมเดินทางมากราบไหว้ขอพรท่านกันเป็นจำนวนมาก

เสาอินทขีลถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ ในอดีตชาวล้านนาเชื่อว่าเป็นแหล่งรวมวิญญาณของชาวเมือง ส่วนปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคงความกินดีอยู่ดีให้แก่ชาวเชียงใหม่ ใครที่มากราบสักการะจะมีความมั่นคงในชีวิต มีสุขสมหวัง กินดีอยู่ดี

พญายักขราช
อย่างไรก็ดีเสาอินทขีลแห่งนี้มีความเชื่อเหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลาย ๆ แห่งในภาคเหนือที่ห้ามผู้หญิงเข้าไปภายในวิหาร เนื่องจากภายใต้ฐานเสาอินทขีลได้บรรจุเครื่องสักการะไว้เป็นจำนวนมาก สุภาพสตรีซึ่งเป็นเพศที่มีประจำเดือนจึงห้ามเข้า เพราะเป็นการลบหลู่และทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของเสาอินทขีล แต่ผู้หญิงที่ไปสักการะเสาอินทขีลนั้นสามารถทำการกราบไหว้ที่ด้านหน้าวิหารเสาอินทขีลแทน

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ผู้ชายที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยและไม่เคารพก็ไม่สมควรขึ้นไปบนวิหารเสาอินทขีล เพราะเชื่อว่าหากมีการฝ่าฝืนจะทำให้บ้านเมืองเกิดเหตุเภทภัย (ขึด)

พระเจ้าอุ่มเมือง พระประธานของมณฑปเสาอินทขีล


พระเจ้าอุ่มเมือง หรือ พระเจ้าแป๊ขึด
เสาอินทขีลต้นนี้แต่เดิมเป็นต้นเสาไม้เพียงอย่างเดียว ต่อมาในภายหลังได้มีการประดับกระจกตกแต่งอย่างสวยงาม แล้วนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานอยู่ด้านบนเพื่อเป็นพระประธานของมณฑปเสาอินทขีล

พระพุทธรูปองค์นี้มีนามว่า “พระเจ้าอุ่มเมือง” หรือที่ภาษาล้านนาเรียกว่า “พระเจ้าแป๊ขึด” หมายถึง พระพุทธรูปที่ปกห่มรักษา คุ้มครอง บ้านเมือง อุ้มบ้านอุ้มเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

คำว่า แป๊ ภาษาล้านนา หมายถึง ชัยชนะ ความสำเร็จ สมหวัง สมปรารถนา ส่วน ขึด หมายถึง เสนียดจัญไรอัปมงคล ที่อาจเกิด จากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือจากการกระทำของมนุษย์

หนึ่งเดียวในไทย ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล


หนึ่งเดียวในเมืองไทยประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลอันเป็นเอกลักษณ์ที่เชียงใหม่
ทุก ๆ ปี จังหวัดเชียงใหม่มีกำหนดจัดประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลในช่วงวันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ ถึงวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 เหนือ เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมือง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง ฝนตกตามฤดูกาล

สำหรับงาน “ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล” ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–19 พฤษภาคม 2569 ณ วัดเจดีย์หลวง เพื่อสืบสานวัฒนธรรมล้านนาอันทรงคุณค่า และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่


ดอกไม้ที่ผู้หญิงนำมาบูชาเสาอินทขีลด้านนอกวิหาร
ภายในงานมีกิจกรรม หลากหลาย อาทิ พิธีสมโภชบูชาเสาอินทขีล พิธีใส่ขันดอกแสดงความเคารพแก่เสาหลักเมือง การกราบไหว้กุมภกัณฑ์ ต้นไม้หมายเมือง การสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง ไหว้สาพระอัฏฐารส ปิดทองพระประจำวันเกิด การใส่บาตร 108 เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และการแสดงศิลปวัฒนธรรม 

สรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า

นอกจากนี้ภายในงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ยังมีการอัญเชิญ “พระเจ้าฝนแสนห่า” อีกหนึ่งพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ที่เชื่อว่าทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามดูกาลจากวัดช่างแต้ม ออกแห่รอบเมืองเชียงใหม่ แล้วนำมาให้ประชาชนได้สรงน้ำและสักการะบูชาที่หน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวง

และนี่ก็คือเรื่องราวความน่าสนใจของเสาอินทขีลหรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ และประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ที่ถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีงานบุญที่มีเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในเมืองไทย ซึ่งหากใครไปเชียงใหม่ในช่วงนั้น ไม่ควรพลาดการไปร่วมงานบุญใหญ่กราบไหว้เสาหลักเมืองเชียงใหม่ครั้งใหญ่ประจำปีด้วยประการทั้งปวง

อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่ามาให้สรงน้ำและสักการบูชา

พระเจ้าฝนแสนห่า