ทิวสนสูงชะลูดไหวไปตามแรงลมริมทะเลบริเวณผืนป่าชายหาดแห่งสุดท้ายของเมืองสงขลาที่มีชื่อว่า “แหลมสนอ่อน” ซ่อนความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณไว้หลากหลายกว่าร้อยสายพันธุ์ เมื่อขับรถผ่านถนนเลียบป่าสน เส้นทางนั้นนำไปสู่ “สวนสองทะเล” สถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินสำคัญซึ่งนักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองสงขลาแล้วมักไม่พลาดมาเยือน และยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวท้องถิ่น
“จากแนวกันคลื่นสู่ผืนป่าและแหล่งท่องเที่ยว”
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2510 พื้นที่ริมทะเลแหลมสนอ่อนในปัจจุบัน เกิดจากการสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำเดินเรือของทะเลสาบ ผ่านมากว่า 50 ปี ผืนป่าดังกล่าวเป็นป่าชายหาดธรรมชาติแห่งสุดท้ายในเมืองสงขลา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเหล่านักสำรวจระบบนิเวศป่าริมฝั่งทะเล
ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 กลุ่มไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลจังหวัดสงขลา ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพอันเกี่ยวเนื่องกับการปกครองร่วมกับกองทัพเรือ ได้เปลี่ยนแปลงบริเวณสุดปลายแหลมสนอ่อนให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายเพื่อแสดงความเคารพสักการะ ด้วยการสร้างที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
ดังที่ทราบกันว่า กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวีไทย หรือ “เสด็จเตี่ย” เป็นที่เคารพนับถือของคนโดยทั่วไปในภาคใต้ การสร้างอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อให้ชาวเรือ ได้สักการะเป็นขวัญและกำลังใจก่อนเดินทางไปประกอบอาชีพในทะเล ตามความเชื่อว่าท่านจะช่วยเหลือให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ จึงผู้คนนิยมมาสักการะอย่างไม่ขาดสายทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ เป็นที่ตั้งของศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งมีรูปเคารพให้สักการะตามความเชื่ออีกจุดหนึ่ง
ไม่ไกลจากบริเวณดังกล่าว ยังเป็นที่ตั้งของ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ทัพเรือภาคที่ 2 ซึ่งมีนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา แวะมาศึกษาความรู้ไม่เคยขาด
“ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ”
ราว 20 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2550 พื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ กลายเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ของชาวสงขลา เมื่อมีการสร้าง “ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองริมทะเล
ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ เป็นโครงการที่เทศบาลนครสงขลาสร้างขึ้นเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณชายหาดสมิหลา โดยนำเอาคติความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคที่เชื่อว่า “พญานาค” เป็นสัญลักษณ์ของการกำเนิดน้ำและความอุดมสมบูรณ์
แม้ว่าเมื่อกล่าวถึงพญานาคคนส่วนใหญ่นึกถึงทางภาคอีสาน แต่พญานาคสำหรับชาวใต้ก็นับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำและแหล่งน้ำ เพียงแต่อาจเรียกต่างกันไปตามภาษาท้องถิ่น โดยประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำจังหวัดสงขลา มีชื่อเรียกว่า เศียรพญานาคเอราปถ พญานาคตระกูลกายสีเขียว ผู้ปกปักรักษาท้องทะเลและมหาสมุทร ซึ่งสอดคล้องกับภูมิประเทศของสงขลาที่มีทั้งทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลา
ประติมากรรมมีลักษณะแตกต่างจากแห่งอื่นด้วยการแบ่งเป็น 3 ส่วน ซึ่งส่วนหัวของพญานาคตั้งอยู่บริเวณสวนสองทะเล ชิ้นงานเป็นรูปแบบลอยตัวสามารถมองเห็นได้รอบด้าน เนื้อวัตถุเป็นโลหะทองเหลืองรมสนิมเขียว ออกแบบโดย อาจารย์มนตรี สังข์มุสิกานนท์ (อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณในยุคนั้น) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ของลำตัว 1.20 เมตร ความสูงจากฐานลำตัวจนถึงปลายยอดสุด ประมาณ 9 เมตร พ่นน้ำลงสู่ปากอ่าวทะเลสาบสงขลา ทั้งนี้หัวพญานาค สื่อความหมาย สติปัญญาที่เป็นเลิศของชาวสงขลา
สำหรับส่วนที่สอง คือ สะดือพญานาค ตั้งอยู่บริเวณลานชมดาว สนามสระบัว แหลมสมิหลา ลักษณะลำตัวโค้งครึ่งวงกลม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลอด ใต้สะดือพญานาคให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และส่วนที่สาม หางพญานาค ตั้งอยู่บริเวณชายหาดสมิหลา ริมถนนสะเดา (หลังสวนสาธารณะ)
“การบูรณะใหม่ครั้งล่าสุด”
เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ประติมากรรมพญานาคกลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้ง หลังจากปิดซ่อมแซมไปพักใหญ่ โดยเปิดให้ชมในรูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวบริเวณชายหาดสมิหลา โดยเทศบาลนครสงขลา ที่มุ่งยกระดับภูมิทัศน์ให้เป็นแหล่งพักผ่อนที่สวยงาม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น จึงเรียกโดยรวมด้วยชื่อใหม่ว่า “ลานประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ”
รูปแบบของการบูรณะ มีการทำทางเดินแบบสากล เสริมความสวยงามเชิงสถาปัตยกรรมเพื่อให้เศียรพญานาคโดดเด่นขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเศียรพญานาคเอราปถ ณ ลานสองทะเล ถือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ติดทั้งทะเลสาบ (สงขลา) และทะเลอ่าวไทย บริเวณปากร่องน้ำซึ่งเชื่อมสองผืนน้ำเข้าด้วยกัน มองเห็นทัศนียภาพของท้องทะเล ภูเขา วิถีชีวิต และความเชื่อ รวมกันเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่วิถีชุมชนได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ สวนสองทะเล ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังแลนด์มาร์กอื่นๆ ในระยะไม่ไกล เช่น หาดสมิหลา, หาดชลาทัศน์ ย่านเมืองเก่าสงขลา หรือเมืองโบราณฝั่งหัวเขาแดง เป็นต้น


