xs
xsm
sm
md
lg

“ปราสาทตาควาย” ของไทย อยู่ในอธิปไตยไทย “กรมศิลป์” เดินหน้าบูรณะ เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพหมู่ผู้เกี่ยวข้องในพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย ปี 2569
ทุก ๆ ปี จังหวัดสุรินทร์จะมีการจัดพิธีบวงสรวง “ปราสาทตาควาย” ขึ้น เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ และเพื่อตอกย้ำถึงการเป็นปราสาทของประเทศไทย ที่เพื่อนบ้านมักเคลมอยู่บ่อยครั้ง


พิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย ปี 2569

สำหรับในปี 2569 นี้ มีความพิเศษเนื่องจากพิธีบวงสรวงปราสาทตาควายนอกจากจะจัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ข้างต้นแล้ว ยังจัดขึ้นเพื่อทำพิธีรำลึกแด่วีรชนผู้กล้าที่เสียสละชีพจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้กล้า ร่วมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ที่เดินทางมาเข้าร่วมรำลึกเหตุการณ์สำคัญในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ณ อนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย อย่างสมเกียรติ

ขบวนพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย
พิธีบวงสรวงปราสาทตาควายปีนี้มีไฮไลต์สำคัญคือ การแสดงรำบวงสรวงจากประชาชนในพื้นที่กว่า 200 คน ร่วมด้วยพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย เพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทำบุญถวายภัตตาหารเพล พิธีเปลี่ยนผ้าจีวร และสรงน้ำพระพุทธเมตตา เพื่อความเป็นสิริมงคล

นางเลขา ศรัณย์ธรรมกุล ครูโรงเรียนบ้านคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นางรำที่ได้มาร่วมรำบวงสรวงในวันนี้ กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาร่วมรำบวงสรวงปราสาทตาควาย และสดุดีวีรชนผู้กล้าที่สละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องพื้นแผ่นดินไทยในครั้งนี้มาก

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว. กลาโหม เป็นประธานในพิธี
สำหรับพิธีบวงสรวงปราสาทตาควายครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกของการทำพิธีบวงสรวงและรำถวายปราสาทตาควาย หลังจากที่เกิดการสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งทางฝ่ายไทยสามารถเข้ายึดคืนและสถาปนาพื้นที่ได้สำเร็จ

ขณะเดียวกันพิธีบวงสรวงครั้งนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับทางกัมพูชา โดยกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประท้วงกิจกรรมดังกล่าว โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาทตามแนวชายแดน

กรมศิลป์เดินหน้าบูรณะ เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของไทย


กรมศิลป์เตรียมบูรณะปราสาทตาควายเป็นแหล่งท่องเที่ยว-เรียนรู้
ปราสาทตาควาย เป็นโบราณสถานเดี่ยว ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ในเขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ตั้งทางด้านทิศตะวันออกห่างจากปราสาทตาเมือนธมเพียง 12 กิโลเมตร ถูกสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง ลักษณะผังเป็นรูปกากบาท หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีองค์ปรางค์หลักมีหลังคาซ้อน 5 ชั้น ฐานก่อด้วยศิลาแลง ส่วนตัวปรางค์เป็นหินทราย มีมุขยื่นออกทั้ง 4 ด้าน โดยด้านทิศตะวันออกยาวที่สุด

ภายในห้องครรภคฤหะ ซึ่งเป็นห้องกลางของปราสาท ยังพบแท่งหินธรรมชาติที่เชื่อว่าเป็น “สวยัมภูลึงค์” หรือศิวลึงค์ตามคติความเชื่อพราหมณ์ จึงคาดว่าปราสาทแห่งนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะในศาสนาฮินดู จากการศึกษาของนักโบราณคดี คาดว่าปราสาทตาควายสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือราว 800-900 ปีก่อน ตรงกับช่วงปลายสมัยนครวัดถึงต้นสมัยบายน ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรขอม ภายใต้รัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

พิธีรำบวงสรวงปราสาทตาควาย
อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์การปะทะของทหารไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า กัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโบราณสถาน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดต่อหลักการสากล ที่ห้ามใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร

ต่อมาภายหลังการหยุดยิง และประเทศไทยสามารถสถาปนาพื้นที่เหนือดินแดนปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือนไว้ได้ สภาพที่ปรากฏคือ ความเสียหายอย่างมากของปราสาทตาควาย และร่องรอยความเสียหายของกลุ่มปราสาทตาเมือน

ขบวนรำบวงสรวงปราสาทตาควาย
กระทรวงวัฒนธรรมจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรทำการสำรวจเพื่อเตรียมการบูรณะโดยทันที ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ภายในตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบ อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ในการทำงานสำรวจและบูรณะโบราณสถาน ทั้งนี้ ผลจากการสำรวจพบว่า ปราสาทตาควายจำเป็นต้องรีบดำเนินการบูรณะโดยด่วน เนื่องจากโครงสร้างของตัวปราสาท ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

คนเนืองแน่น หลังปราสาทตาควายเปิดให้เข้าชม (ชั่วคราว) ในช่วงสงกรานต์
ทั้งนี้หลังการซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่เบื้องต้น ได้มีการเปิดปราสาทตาควายและเนิน 350 (ชั่วคราว) ให้ประชาชนขึ้นไปเที่ยวชม ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่13-16 เม.ย.2569 โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ซึ่งหลังจากนี้กรมศิลปากรจะเดินหน้าบูรณะปราสาทตาควายต่อไป เพื่อเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของคนไทย

พลโทอดุลย์ และนางสาวซาบีดา ในพิธีรำลึกแด่วีรชนผู้กล้า
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เปิดเผยว่า ปราสาทตาควายถือเป็นโบราณสถานสำคัญที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางอารยธรรม ศิลปกรรม และประวัติศาสตร์ของภูมิภาค เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าในหลายมิติ ทั้งด้านโบราณคดี สถาปัตยกรรม และอัตลักษณ์ของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดให้คงอยู่เป็นแหล่งเรียนรู้ของประเทศและคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน การลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมปราสาทตาควายในครั้งนี้เห็นถึงสภาพความชำรุดเสียหายของปราสาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ที่ผ่านมา

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จึงได้กำหนดแนวทางการบูรณะโดยให้ความสำคัญสูงสุดต่อ “ความปลอดภัย” ควบคู่กับการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ โดยจะยึดหลักการอนุรักษ์ที่คงคุณค่าเดิมของโบราณสถานให้มากที่สุด อีกทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ยังได้มีโครงการในการส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนายกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุรินทร์ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้กับประชาชนในพื้นที่

อนุสาวรีย์วีรชนผู้กล้า
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งเดินทางมาร่วมงานรำบวงสรวงและวางพวงมาลาอนุสรณ์ทหารกล้า ณ ปราสาทตาควาย ได้เปิดเผยถึงทิศทางการอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้ว่า ปราสาทตาควายมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีโครงสร้างขนาดไม่ใหญ่ ทำให้กระบวนการบูรณะไม่มีความซับซ้อนมากนัก

“การบูรณะอาจไม่ได้ใช้วัสดุเดิมทั้งหมด แต่กรมศิลปากรจะดำเนินการโดยยึดหลักวิชาการ ให้สามารถแยกแยะระหว่างโครงสร้างเดิมและส่วนที่บูรณะใหม่ได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งจะเร่งเสริมความมั่นคงในจุดที่เสี่ยงต่อความเสียหาย คาดว่าภายในระยะเวลา 2 ปี ปราสาทตาควายจะกลับมามีความสวยงามและสมบูรณ์อีกครั้ง” นายพนมบุตร กล่าว

ขอสดุดีเหล่าทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ
ทั้งนี้ในอนาคตอีกไม่นาน หลังกรมศิลปากรบูรณะปราสาทตาควายเสร็จสิ้น ที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองไทยอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเหล่าทหารหาญวีรชนคนกล้าได้เสียสละต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติไทยไว้ ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ