xs
xsm
sm
md
lg

“เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” เดินหน้าสู่ “มรดกโลกมีชีวิต” แห่งแรกของเมืองไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ปิ่น บุตรี


วัดเจดีย์หลวง หนึ่งในแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา
“เชียงใหม่” อดีตเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านนา วันนี้กำลังเดินหน้าสู่มรดกโลกแห่งใหม่ของบ้านเราภายใต้ชื่อ (ย่อ) “เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา” ซึ่งถือเป็น “มรดกโลกมีชีวิต” ที่มีประชาชนอาศัยอยู่แห่งแรกของเมืองไทย

เชียงใหม่ อดีตนครหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งล้านนา


“เมืองเชียงใหม่” หรือที่ในอดีตเรียกขานว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ตามประวัติระบุว่า ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1839 โดย “พญามังราย” ทรงสร้างเมืองนี้ขึ้นมาเพื่อเป็น “ราชธานี” หรือ “เมืองหลวง” ของอาณาจักรล้านนาในอดีต

เมืองเชียงใหม่แบ่งเป็น 4 ยุคสำคัญ ได้แก่

1)ยุคนครหลวงอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 1839-2101) : อาณาจักรล้านนาที่ปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังรายที่มีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในยุคนี้ จนเป็นที่ยอมรับของอาณาจักรข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น สยาม จีนตอนใต้ พม่า มอญ และ ล้านช้าง เป็นต้น

วัดพระธาตุดอยสุเทพ หนึ่งในแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา
เชียงใหม่ในยุคแรกนี้ นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการปกครองและศาสนาแห่งล้านนาแล้ว ยังโดดเด่นในด้าน ศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม ปัจจุบันมีวัดวาอารามชื่อดังที่เป็นมรดกตกทอดมาจากเชียงใหม่ยุคศูนย์กลางล้านนา อาทิ วัดเชียงมั่น วัดอุโมงค์ วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง และวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นต้น

2)ยุคตกเป็นเมืองขึ้นพม่า (พ.ศ. 2101-2317) : พระเจ้าบุเรงนองแห่งหงสาวดีเข้าตีอาณาจักรล้านนา และสามารถยึดเชียงใหม่ได้ ทำให้เชียงใหม่ตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่าอยู่กว่า 200 ปี

3)ยุคกอบกู้เอกราชและเป็นส่วนหนึ่งของสยาม (พ.ศ. 2317-2432) : เจ้ากาวิละร่วมกับพระยาจ่าบ้าน ช่วยกันกอบกู้อิสรภาพของเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ โดยมีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสินมหาราช) คอยให้ความช่วยเหลือ

ต่อมาเชียงใหม่ตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีเจ้านายเชื้อสายพระเจ้ากาวิละ (ตระกูลเจ้าเจ็ดตน) ปกครองเมือง

ตัวเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน (ภาพ : EGCO Group)
4)ยุคมณฑลเทศาภิบาลจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2432-ปัจจุบัน) : ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สยามประเทศได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล มี “มณฑลพายัพ” ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศ ต่อมามีการยกฐานะเชียงใหม่ เป็น “จังหวัดเชียงใหม่” ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการอาณาจักร พ.ศ. 2476 มาจนถึงวันนี้


เชียงใหม่ เดินหน้าสู่มรดกโลก

ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทย ที่เป็นทั้งศูนย์กลางด้านเศรฐกิจ การค้า การลงทุน ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว ฯลฯ

ด้วยความโดดเด่นของเมืองเชียงใหม่ในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการเป็นอดีตนครหลวงแห่งล้านนา ประเทศไทยจึงเดินหน้าผลักดันเชียงใหม่ให้เป็น “เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม” โดยเชียงใหม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่บัญชีมรดกโลกเบื้องต้น (Tentative List) ขององค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2558

หนึ่งในการทำงานลงพื้นที่ของคณะทํางานเร่งรัดฯ ที่วัดเชียงมั่น
ต่อมาทางจังหวัดเชียงใหม่ภายใต้ความร่วมมือกันในหลายภาคส่วน ได้จัดตั้ง “คณะทํางานเร่งรัดการขับเคลื่อนนําเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก” ขึ้น ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 เพื่อเดินหน้าผลักดันเมืองเชียงใหม่สู่แหล่งมรดกโลก ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาของยูเนสโก

หลังจากนั้นคณะทํางานเร่งรัดฯ ดังกล่าวได้เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น การทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ การทำประชาพิจารณ์ การให้ความรู้เรื่องมรดกโลก การเสวนาหารือและประสานงานในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาคประชาชน ข้าราชการ เอกชน และวัดต่าง ๆ เป็นต้น

ประตูเมืองท่าแพ หนึ่งในอนุสรณ์สถานแหล่งมรดกวัฒนธรรม แนวคูเมือง แจ่ง กำแพง ประตูเมือง
ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ได้มีการจัดทำเอกสารนำเสนอแหล่งวัฒนธรรมในเชียงใหม่เพื่อขอเป็นมรดกโลกยื่นต่อยูเนสโก ก่อนที่รัฐภาคีจะดำเนินการส่งเอกสารไปที่ศูนย์มรดกโลกในช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นคณะจากอิโคโมสสากลจะเดินทางมาตรวจแหล่งที่เชียงใหม่ในช่วงราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 เป็นลำดับต่อไป

ศุภฤกษ์ ภาวิไล คณะทำงานและเลขานุการ คณะทำงานเร่งรัดฯ
ศุภฤกษ์ ภาวิไล คณะทำงานและเลขานุการ คณะทำงานเร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเชียงใหม่เป็นมรดกโลก เปิดเผยว่า ก่อนที่คณะจากอิโคโมสสากลจะมาตรวจแหล่ง ทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ต่างร่วมมือกันปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะตามวัดสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกเสนอชื่อเป็นมรดกโลก ต้องมีความเรียบร้อยทั้งพื้นที่ภายในและโดยรอบบริเวณ เพื่อแสดงให้คณะผู้มาตรวจแหล่งจากยูเนสโกเห็นว่าเชียงใหม่มีความพร้อมต่อการเป็นมรดกโลก และเมื่อเป็นมรดกโลกแล้วคนเชียงใหม่สามารถดูแลรักษาแหล่งมรดกต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ได้

เชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา ว่าที่มรดกโลก


พระพุทธสิหิงค์ (องค์กลาง) พระพุทธรูปคู่บ้านคูเมืองเชียงใหม่ ที่วัดพระสิงห์
“อนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรม ของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” (Monument, Sites and Cultural Landscape of Chiang Mai, Capital of Lanna) คือชื่ออย่างเป็นทางการในเอกสารที่ประเทศไทยขอขึ้นทะเบียนเชียงใหม่เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของบ้านเรา

อย่างไรก็ดีสื่อมวลชนและคนส่วนใหญ่มักจะเรียกชื่อนี้แบบย่อ ๆ ว่า “เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา”

แจ่งกู่เฮือง หนึ่งในอนุสรณ์สถานแหล่งมรดกวัฒนธรรม แนวคูเมือง แจ่ง กำแพง ประตูเมือง
สำหรับอนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ประกอบด้วย 8 แหล่งมรดกวัฒนธรรมบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ใน 3 องค์ประกอบ ที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน ดังนี้


องค์ประกอบ 1 : เมืองเชียงใหม่และโบราณสถานที่สำคัญภายในเมืองและนอกเมือง ได้แก่

-แนวคูเมือง แจ่ง (มุม) กำแพง ประตูเมือง (พ.ศ.1839) : ถูกสร้างในสมัยพญามังรายพร้อมกับการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เด่นชัด การสร้างกำแพงเมืองและขุดคูเมืองเชียงใหม่ นอกจากเพื่อป้องกันเมืองจากศัตรูแล้วยังมีระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพนับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

วัดเชียงมั่น วัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่
-วัดเชียงมั่น (พ.ศ.1839) : วัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ เป็นที่ประทับของพญามังรายขณะคุมการสร้างเมือง วัดเชียงมั่นประดิษฐานพระแก้วขาว (พระเสตังคมณี) อีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของเมืองเชียงใหม่

-วัดเจดีย์หลวง (พ.ศ.1934) : เป็นที่ตั้งของเจดีย์โบราณที่สูงใหญ่ที่สุดแห่งอาณาจักรล้านนา และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากลำปาง

-วัดพระสิงห์ (พ.ศ.1888) : ตั้งอยู่บนแนวแกนกลางเมืองเชียงใหม่ ภายในวัดประดิษฐาน “พระพุทธสิหิงค์” พระพุทธรูปคู่บ้านคูเมืองเชียงใหม่

วัดพระสิงห์ ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์พระพุทธรูปคู่บ้านคูเมืองเชียงใหม่
-วัดสวนดอก หรือ วัดบุปผาราม (พ.ศ. 1914) : เคยเป็นพระราชอุทยานของกษัตริย์ล้านนา มีเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และ “กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ” ที่เก็บพระอัฐิเชื้อพระวงศ์และเจ้านายฝ่ายเหนือตั้งโดดเด่นเรียงรายเป็นเอกลักษณ์

องค์ประกอบ 2 โบราณสถานวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

-วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม (พ.ศ. 1839) : สร้างในสมัยพญามังราย มีเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่หลงเหลืออยู่องค์เดียว ที่สำคัญคือมี “อุโมงค์” อยู่ใต้เจดีย์ สร้างขึ้นเพื่อให้พระมหาเถระใช้บำเพ็ญภาวนา

-วัดพระธาตุดอยสุเทพ
(พ.ศ. 1927) : ตั้งโดดเด่นอยู่บนดอยสุเทพ สามารถมองเห็นได้หลายจุดในตัวเมือง วัดพระธาตุดอยสุเทพประดิษฐานพระบรมสีริกธาตุประจำเมืองเชียงใหม่ ถือเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงใหม่

วัดเจ็ดยอด หรือ วัดมหาโพธาราม
องค์ประกอบ 3 โบราณสถานวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)

-วัดมหาโพธาราม หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “วัดเจ็ดยอด” (พ.ศ.1934) : วัดที่โดดเด่นไปด้วยวิหารรูปทรงพุทธคยาจำลอง โดยมีเจดีย์เจ็ดยอดอยู่ด้านบน รวมถึงมีสัตตมหาสถานโบราณที่มีไม่กี่แห่งในโลก อีกทั้งวัดนี้ยังเคยเป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก และครั้งแรกในสยามประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2020

เชียงใหม่ ว่าที่มรดกโลกมีชีวิตแห่งแรกของไทย

สำหรับคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลภายใต้เกณฑ์ของยูเนสโกที่จะทำให้แหล่งมรดกวัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ได้รับการพิจารณาให้เป็นมรดกโลก ได้แก่ เกณฑ์ ข้อ 2 และ ข้อ 3 คือ

กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ วัดสวนดอก
-เกณฑ์ ข้อ 2 : แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทั้งในเรื่องการสร้างเมือง คติความเชื่อในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่รับอิทธิพลทั้งของศิลปะ แบบหริภุญชัย ศิลปะพุกาม และศิลปะสุโขทัย ที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวและสวยงาม จนพัฒนามาเป็นอัตลักษณ์ ของตนเองที่เรียกว่า “ศิลปะแบบล้านนา” ที่ยังคงอยู่มาจนถึงบัจจุบันนี้

-เกณฑ์ ข้อ 3 : เมืองเชียงใหม่เป็นตัวแทนของเมืองโบราณในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา เรียกตามอาณาจักรล้านนา เจริญอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง พบหลักฐานโบราณคดีและงานศิลปกรรมที่มีรูปแบบเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงการอยูร่วมกัน การนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่แสดงออกทางดานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานประณีตศิลบ์ และขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง มีการพัฒนาและปรับปรุง อย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วงมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน

ด้านในอุโมงค์ ของวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม
ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการเสนอเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา เป็นมรดกโลกคือ การเป็น “เมืองมรดกที่มีชีวิต” (Living Heritage) ที่ผู้คนดำรงวิถีร่วมกับผังเมืองโบราณและมรดกวัฒนธรรมทั้ง 8 แหล่ง

ศุภฤกษ์ อธิบายว่า เมืองเชียงใหม่ มีความแตกต่างจากแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของไทย 5 แห่งที่เคยขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านั้น เนื่องจากแหล่งทั้งหมดเป็นพื้นที่ปิดอยู่ในความดูแลของราชการ แต่เมืองเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมพื้นที่แรกของเมืองไทยที่มีประชาชนอยู่อาศัย และใช้ชีวิตกันตามปกติ มีคนเดินทางเข้าออกหมุนเวียนในพื้นที่ต่อวันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทุกคนในจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องร่วมมือร่วมใจกันในการผลักดันเชียงใหม่เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย

เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ว่ามรดกโลกมีชีวิต (ภาพ : งานสงกรานต์ปี๋ใหม่เมือง โดย ททท.)
นอกจากนี้ เลขาฯ คณะทำงานเร่งรัดฯ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของเชียงใหม่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนเชียงใหม่ เพราะการขึ้นทะเบียนจะขึ้นเฉพาะแหล่งที่ขอไป ผู้คนในพื้นที่ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เมืองเชียงใหม่ยังคงพัฒนาได้ตามปกติ เมืองไม่ได้ถูกแช่แข็ง การก่อสร้างต่าง ๆ ยังคงยึดตามกฎหมายหรือเทศบัญญัติที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเฉกเช่นเดิม

“หากเชียงใหม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก จะได้รับผลประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง การพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ที่สำคัญคือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ อย่างเช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว เมืองเชียงใหม่จะได้รับการช่วยเหลือทั้งงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญจากองค์การยูเนสโก” ศุภฤกษ์ให้ข้อมูล

พระธาตุดอยสุเทพ วัดพระธาตุดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองศูนย์รวมจิตใจของคนเชียงใหม่
สำหรับขั้นตอนสุดท้ายหากไม่มีอะไรติดขัด คาดว่าเมืองไทยจะมีอีกหนึ่งข่าวดี (ในอนาคตอีกไม่นานนี้) จากการที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเชียงใหม่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของประเทศไทยในช่วงราวเดือนกรกฎาคม 2570

งานนี้คนไทยต้องช่วยร่วมส่งแรงใจให้เชียงใหม่ได้เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของเมืองไทยในช่วงเวลาที่กำหนด และถ้าหากได้เป็นมรดกโลก เชียงใหม่จะเป็น “มรดกโลกมีชีวิต” ที่มีประชาชนอาศัยอยู่แห่งแรกของเมืองไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีการพัฒนาในหลากหลายมิติ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของโลก

ชื่อทางการในการขอเมืองเชียงใหม่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก