ลัดเลาะเลียบริมแม่น้ำโขง ออกมาจากตัวเมืองเชียงคานย่านถนนคนเดินไปราว 5 กิโลเมตร สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงคาน แก่งหินขนาดใหญ่กลางสายน้ำที่มีแนวเขาเขียวขจีตระหง่านเป็นฉากหลัง พร้อมกับวิถีชีวิตท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนไปในแต่ละวัน นั่นคือ “แก่งคุดคู้” ที่มีทั้งความงดงามของธรรมชาติผสมผสานด้วยสีสันเรื่องเล่าแบบนิทานพื้นบ้านให้ได้จินตนาการสนุกๆ
แก่งคุดคู้: สถานที่ตากอากาศของคนเชียงคาน
คำเปรียบเปรยว่าเป็น สถานที่ตากอากาศของคนเชียงคานนั้น ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เพราะพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่นั่งรถออกมาจากตัวเมืองเพียง 5 นาที เป็นบริเวณโค้งน้ำของแม่น้ำโขงระหว่างชายแดนไทย-ลาว ลักษณะโดดเด่นของแก่ง คือ แนวก้อนหินขนาดใหญ่ทอดตัวอยู่ในลำน้ำโขงเกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีเพียงช่องแคบๆ ใกล้ฝั่งไทยที่น้ำเชี่ยวไหลผ่าน
ในช่วงฤดูฝน แม่น้ำโขงเต็มตลิ่งซ่อนความงามของแก่งไว้ใต้ผืนน้ำ แต่ทว่าความงามแปลกตาของแก่งคุดคู้จะฉายชัดในช่วงฤดูแล้ง หรือช่วงน้ำลด (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เดือนพฤษภาคม) เพราะจะมองเห็นเกาะแก่งขนาดน้อยใหญ่ต่างๆอยู่กลางแม่น้ำ มีทั้งโขดหิน หาดทรายกว้างใหญ่ และสันทรายสวยงามกลางลำโขง โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาขนาดใหญ่ในฝั่งลาว เรียกว่า “ภูควายเงิน”
ในเมื่ออำเภอเชียงคาน ไม่มีทะเล น้ำตก หรือสวนน้ำ แก่งคุดคู้ ในช่วงฤดูน้ำลด หรือฤดูแล้ง จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่ทดแทนความสุขได้เป็นอย่างดี แบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย นอกจากการลงไปเล่นน้ำในฤดูแล้งแล้ว บริเวณแก่งคุดคู้ ยังมีเรือยนต์ - เรือหางยาวให้บริการพาล่องชมแม่น้ำโขง ชมธรรมชาติไปพร้อมกับวิถีชีวิตชาวประมงท้องถิ่นที่ล่องเรือหาปลา โดยใช้เวลาไป-กลับประมาณ 1 ชั่วโมง
ส่วนใครไม่อยากเล่นน้ำ ไม่อยากล่องเรือ ก็พักผ่อนหย่อนใจแบบง่ายๆด้วยการเดินชมทัศนียภาพริมฝั่งได้แบบชิลๆ ซึ่งหน่วยงานในท้องถิ่นมีการปรับภูมิทัศน์ทางเดินสวนสาธารณะริมแม่น้ำไว้สวยงาม ตลอดจนจัดระเบียบร้านค้า ร้านอาหารไว้เรียบร้อย ร้านแนะนำ เช่น กลุ่มสตรีอาหารพื้นเมืองแก่งคุดคู้ ซึ่งเป็นร้านอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมในแหล่งท่องเที่ยวแก่งคุดคู้ อาหารหลากหลาย เช่น ส้มตำ ไก่ย่าง ปลานิลเผา กุ้งเต้น ต้มยำปลาคัง เป็นต้น
ตำนานพื้นบ้านแห่งแก่งคุดคู้: นายพรานผู้กั้นแม่น้ำโขง
สวนสาธารณะขนาดย่อมริมฝั่ง บริเวณแก่งคุดคู้ สะดุดสายตาด้วยรูปปั้น “นายพราน” ขนาดยักษ์ยืนจังก้าถือธนูหน้าไม้เล็งออกไปทางแม่น้ำโขง ซึ่งรูปปั้นนี้เป็นเรื่องราวของพรานป่าในตำนานพื้นบ้าน ผู้ที่เปรียบได้ว่าเป็นคนแรกที่ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง
ทั้งนี้ตำนานพื้นบ้านในแต่ละท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องเล่าที่ฟังเพื่ออรรถรสความสนุก ผสมผสานจินตนาการ หากใช้วิธีคิดของคนยุคปัจจุบันมองแบบจับผิดหาข้อเท็จจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม
โดยนายพรานผู้นี้ว่ากันว่าเป็นชาวลาวมีชื่อว่า “จึ่งขึ่งดั้งแดง” รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน เอกลักษณ์เด่น คือ จมูกสีแดงขนาดใหญ่มาก ซึ่งรูจมูกนั้นกว้างมากชนิดที่ว่าในเวลาที่นอนหลับ เด็กๆแอบเข้าไปเล่นสะบ้าในรูจมูกได้เลยทีเดียว
นอกจากจมูกโตแล้ว ฝีมือในการล่าสัตว์ของพรานจึ่งขึ่งดั้งแดงก็เป็นเลิศ วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่า “ควายเงิน” มาจากหลวงพระบาง เมื่อมาถึงริมน้ำโขงเห็นควายเงินพักกินน้ำ นายพรานจึงดักซุ่มยิง แต่มีเรือแล่นผ่านมาเสียก่อน ควายเงินตกใจตื่นเตลิดขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง นั่นคือ “ภูควายเงิน”
นายพรานตามไปยิงถูกเขาอีกลูกจนพังทลายไปส่วนหนึ่ง กลายเป็นหน้าผาสูงชันเรียกว่า “ภูผาแบ่น” นายพรานโกรธชาวบ้านที่แล่นเรือผ่านมาทำให้ควายเงินเตลิดหนีไป เขาจึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาขวางกั้นลำโขงไม่ให้เดินเรือได้ ซึ่งตำนานช่วงนี้ มีคนมาแซวกันแบบขำๆว่า พรานจึ่งขึ่งดั้งแดง จึงเป็นเสมือนผู้ทำเขื่อนกั้นน้ำคนแรกของแม่น้ำโขง
พรานจึ่งขึ่งดั้งแดงเกือบทำภารกิจสร้างเขื่อนกั้นน้ำจนสำเร็จ แต่ว่ากันว่าพระอินทร์ผู้ปกปักรักษาดินแดนบริเวณนั้น เกรงว่าหากกั้นแม่น้ำโขงจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน จึงแปลงกายเป็นสามเณร (บางตำนานก็เล่าแค่ว่ามีสามเณรรูปหนึ่งมาเห็นเข้าเสียก่อน) โดยเณรได้ออกอุบายให้นายพรานใช้ไม้เฮียะ (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกหาบหินแทน เพื่อใช้คานหาบก้อนหินได้คราวละมากๆ งานจะได้เสร็จไว แต่ไม้เฮียะเมื่อผ่าแล้วจะเป็นสันคมกริบ เมื่อนายพรานใช้ไปหาบหิน ไม้นั้นก็บาดคอนอนตายคุดคู้อยู่ที่ริมโขงนั้นเอง แก่งหินดังกล่าว จึงถูกเรียกว่า “แก่งคุดคู้”
แก่งหลายแห่งบริเวณนี้ มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น แก่งฟ้า แก่งจันทร์ แม้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือในลำน้ำโขงมาแต่อดีต แต่ก็เป็นบริเวณที่มีปลาเข้ามาอยู่อาศัยอย่างชุกชุม จึงเป็นจุดที่ได้เห็นเรือประมงพื้นบ้านลอยล่องอยู่กลางลำน้ำเพื่อจับปลาเป็นภาพวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแอบอิงอยู่กับธรรมชาติ และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผนวกรวมทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต และตำนานเรื่องเล่าสนุกๆ ครบครันภายในแห่งเดียว
แก่งคุดคู้ ตั้งอยู่บ้านน้อย ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน
หากไม่มีรถส่วนตัว สามารถหาเช่าจักรยานจากผู้ประกอบการบริเวณถนนคนเดินปั่นไปตามเส้นทางเลียบริมแม่น้ำโขง ประมาณ 20-30 นาที หรือเหมาสามล้อสกายแลปจากตัวเมืองไปก็ได้


