จากกรณี “สหรัฐอเมริกา” และ “อิสราเอล” ได้เปิดฉากแบบ 2 รุม 1 โจมตี “อิหร่าน” จนประชาชนชาวอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก บ้านเมืองได้รับความเสียหาย รวมถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่านและครอบครัวเสียชีวิตไปหลายคน
ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและการโจมตีทางอากาศทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในอิสราเอล บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ซึ่ง ณ วันนี้สถานการณ์ของสงครามได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จนหลาย ๆ คนหวั่นว่าอาจจะกลายเป็นชนวนต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ในเวลาอันใกล้นี้
สำหรับเป้าหมายสำคัญของสงครามครั้งนี้ก็คือ “กรุงเตหะราน” เมืองหลวงของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ที่ในยามปกตินี่คืออีกหนึ่งเมืองที่น่าเที่ยวมากแห่งหนึ่งของโลก
กรุงเตหะราน ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาโอบล้อมในตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศอิหร่าน บริเวณเชิงเขาเอลโบร์ซ ชื่อ “เตหะราน” แปลว่า “หุบเขาแห่งความสุข” ในภาษาเปอร์เซีย
เมืองเตหะรานมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานนับพันปี เริ่มจากการเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตเมืองเรห์ ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นเมืองสำคัญ
จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1796 “พระเจ้าอะฆา มุฮัมมัด ชาห์” ปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์กาจาร์ (Qajar dynasty) ทรงย้ายเมืองหลวงจากอิสฟาฮานขึ้นเหนือ ไปตั้งศูนย์กลางการปกครองที่เตหะรานแทน เพื่อความมั่นคงทางภูมิศาสตร์และการเมือง
หลังจากนั้นในยุคราชวงศ์กาจาร์ เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาอย่างเตหะรานก็พัฒนาเรื่อยมา มีการวางผังเมือง ก่อสร้าง “พระราชวังโกเลสตาน” เพิ่มเติม รวมถึงสถาปัตยกรรมต่าง ๆ สวนสาธารณะ และอาคารราชการมากมาย จนกลายเป็นกรุงเตหะรานอันยิ่งใหญ่ ในฐานะศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม
ในช่วงทศวรรษ 1920-1930 ที่ “พระเจ้าชาห์เรซา ปาห์ลาวี” แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวีปกครอง ได้มีการพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ ทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองใหม่ บูรณะอาคารสถานที่ราชการและวังต่าง ๆ ด้วยการแต่งเติมเพิ่มศิลปกรรมแบบเปอร์เซียคลาสสิกเข้าไปทั่วเมือง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงทศวรรษที่ 1950-1960 เตหะรานเต็มไปด้วยโครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ภาพลักษณ์ใหม่ของกรุงเตหะรานได้ถูกถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลก แสดงให้เห็นถึงการได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการปฏิวัติอิหร่าน
ปัจจุบันกรุงเตหะราน แม้จะเป็นเมืองที่เคร่งครัดทางด้านศาสนา และเปี่ยมไปด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ก็เป็นเมืองที่ผสานความเป็นมุมลิมแบบอิหร่านเข้ากับความเป็นตะวันตกและความทันสมัยได้อย่างน่าสนใจยิ่ง โดยเฉพะการเป็นศูนย์กลางแห่งอายรธรรมเปอร์เซียที่โดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งในยามปกติเตหะรานถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากเดินทางไปสัมผัส
สำหรับสถานที่ไฮไลต์ต้องห้ามพลาดของผู้ที่มาเที่ยวกรุงเตหะรานก็คือ “พระราชวังโกเลสตาน” (Golestan Palace) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 2013
พระราชวังโกเลสตาน มีอีกชื่อหนึ่งคือ “พระราชวังสวนกุหลาบ” เป็นกลุ่มอาคารและสวนเก่าแก่ที่มีการก่อสร้างย้อนไปถึงรัชสมัยของชาห์ทาห์มาสที่ 1 แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด ในสมัยราชวงศ์ซานด์
พระราชวังแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับของ การิม ข่าน อยู่ช่วงสั้น ๆ และในสมัยราชวงศ์กาจาร์ได้มีการขยายเพิ่มเติมอย่างกว้างขวางเพื่อรองรับพระราชวงศ์ในเมืองหลวงแห่งใหม่ ในสมัยราชวงศ์ปาห์ลาวี พระราชวังแห่งนี้ใช้สำหรับพิธีการต่างๆ และต้อนรับประธานาธิบดีและแขกผู้มีเกียรติจากต่างประเทศ
พระราชวังโกเลสตาน ประกอบไปด้วยอาคารทั้งหมดถึง 12 อาคาร ดูโดดเด่นไปด้วยการผสมผสานงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซียโบราณเข้ากับอิทธิพลของศิลปะตะวันตกได้อย่างลงตัว
ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ได้ปรับเปลี่ยนสถานะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ภายในห้องต่าง ๆ ถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงศิลปวัตถุโบราณต่าง ๆ อย่างหลากหลาย
อย่างไรก็ดีมีเรื่องน่าเศร้าตรงที่ จากการศึกสงคราม สหรัฐฯ+อิสราเอลกับอิหร่าน พระราชวังโกเลสตาน ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมรดกทางวัฒนธรรมของอิหร่านกล่าวว่า พระราชวังโกเลสตานในกรุงเตหะราน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเร็วๆ นี้ และเตหะรานเตรียมจะส่งรายงานอย่างเป็นทางการไปยังยูเนสโก
เรซา ซาเลฮี-อามิรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมรดกทางวัฒนธรรมของอิหร่าน เปิดเผยว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารแห่งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีตัวอาคารเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลาย “เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและของชาติอิหร่าน” ด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะมีการส่งรายงานอย่างเป็นทางการไปยังยูเนสโกต่อไป
นอกจากพระราชวังโกเลสตาน ในกรุงเตหะรานยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ไม่ควรพลาด ได้แก่
-“หอคอยอะซาดี” (Azadi Tower) สร้างขึ้นในปี 1971 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 2,500 ปี แห่งการสถาปนาจักรวรรดิเปอร์เซีย ซึ่งนอกจากจะเป็นดังสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพและความภาคภูมิใจของชาวอิหร่านแล้ว ยังเป็นแลนด์มาร์กยุคใหม่ในกรุงเตหะราน
หอคอยแห่งนี้ มีความสูง 45 เมตร สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ผสมผสานสถาปัตยกรรมเปอร์เซียโบราณและศิลปะสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
-“พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิหร่าน” (National Museum of Iran) จัดแสดงโบราณวัตถุ สิ่งของสำคัญต่าง ๆ เกี่ยวกับอารยธรรมเปอร์เซียตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคปัจจุบัน โดยมีไฮไลต์คือ “แท่นศิลาจารึกเบฮิสตัน” อายุกว่า 2,500 ปี และรูปปั้นสิงห์หินโบณาณ สัญลักษณ์แห่งอำนาจและความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซีย เครื่องปั้นดินเผาในยุคต่าง ๆ ที่มีสีสันลวดลายเป็นเอกลักษณ์ และเครื่องประดับทองคำและเงินอันงดงามวิจิตร
-“สะพานธรรมชาติ” (Tabiat Bridge) เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างสวนสาธารณะ 2 แห่ง คือ สวน Taleghani และ Abo-Atash อันเขียวขจี โดยมีแบ็กกราวน์เป็นขุนเขาตั้งตระหง่าน
สะพานแห่งนี้ยาว 270 เมตร สร้างด้วยโครงสร้างเหล็กกับดีไซน์โค้งเว้าคล้ายกิ่งไม้ เพื่อสื่อสะท้อนถึงชื่อ “Tabiat” ที่หมายถึงธรรมชาติ บนสะพานมีจุดชมวิวหลายจุดให้ขึ้นไปชมทัศนียภาพแบบพาโนรามาของกรุงเตหะรานได้อย่างงดงาม
“ตลาดใหญ่เตหะราน” (Grand Bazaar Tehran) ตลาดเก่าแก่ที่ถือกำเนิดมากว่า 400 ปี มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 10 กิโลเมตร ถือเป็นแหล่งวิถีวัฒนธรรม ที่เต็มไปด้วยสีสัน และกลิ่นอายเปอร์เซียที่คึกคักมีชีวิตชีวา
ภายในตลาด มีส่วนค้าขายหลัก มีอาคารเก่าแก่หลายหลัง ไม่ว่าจะเป็น มัสยิด โรงแรม ร้านน้ำชา ที่คงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมเปอร์เซียอันสุดคลาสสิก
นอกจากนี้บริเวณตลาดยังเต็มไปด้วยตรอกซอกซอยย่อย และร้านค้าจำนวนมาก ให้เลือกซื้อหาสินค้าแทบทุกประเภทกันอย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็น ของฝาก ของที่ระลึก เครื่องเทศ พรมเปอร์เซีย อาหารการกิน และสินค้าอีกสารพัดสารพัน
และนี่ก็คือมนต์เสน่ห์ของกรุงเตหะราน ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมเปอร์เซียที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งในยามปกติเมืองหลวงแห่งนี้มีเสน่ห์ที่น่าเที่ยวไม่น้อย
แต่วันนี้จากสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ+อิสราเอลโจมตีอิหร่านแบบ 2 รุม 1 ทำให้กรุงเตหะรานถูกโจมตีเสียหายหนัก ทั้งชีวิตผู้คนบริสุทธิ์ สิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน รวมไปถึงมรดกโลก
นั่นจึงทำให้คนส่วนใหญ่ต่างภาวนาให้สงครามครั้งนี้สิ้นสุดโดยเร็ว นอกจากนี้ผู้รักความเป็นธรรมจำนวนมากยังสาปแช่งให้ “ปีศาจในคราบมนุษย์” ผู้กระหายสงครามที่ก่อกรรมทำเข็ญกับมนุษยชาติ สังหารผู้บริสุทธิ์ ได้รับผลกรรม เผชิญกับจุดจบแบบน่าอนาถโดยเร็วว


