ตรุษจีนปีพุทธศักราช 2569 นี้ ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ โดยมี "วันเที่ยว" ตรงกับ วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ ถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่หลายคนจะได้หยุดพักผ่อนและออกไปเปิดหูเปิดตา แต่สำหรับสายมูจะเที่ยวทั้งทีต้องได้มากกว่าความสนุก เพราะนี่คือโอกาสทองในการเดินสายเสริมสิริมงคล รับพลังงานบวกเข้าสู่ชีวิต
หากคุณกำลังมองหาย่านที่มีกลิ่นอายประวัติศาสตร์และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศรัทธา "ย่านคลองสาน" คือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่จีนนี้
ย่านคลองสาน ไม่ได้มีดีแค่วิวเจ้าพระยาสุดโรแมนติกหรือคาเฟ่เก๋ ๆ ริมน้ำเท่านั้น แต่ยังซ่อนเสน่ห์ของ “ศาลเจ้าเก่าแก่” ที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชนไทย–จีนมานานนับร้อยปี การมาเยือนคลองสานในวันนี้ จึงเหมือนได้ทั้งเที่ยว ได้ทั้งไหว้พระ–ศาลเจ้า เติมพลังใจไปพร้อมกับการซึมซับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์
เริ่มต้นที่ "ล้ง 1919" สถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นท่าเรือมาก่อน โดยคำว่า “ล้ง” มาจากชื่อเดิมของสถานที่แห่งนี้ ที่มาชื่อว่า “ฮวย จุ่ง ล้ง” เป็นภาษาจีน หมายถึง “ท่าเรือกลไฟ” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2393 โดยท่าเรือนี้มีพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ พร้อมพื้นที่อาคาร 6,800 ตารางเมตร ซึ่งปัจจุบันนี้รู้จักกันในนามโกดังบ้าน “หวั่งหลี” ตั้งอยู่ ณ สุดถนนเชียงใหม่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับย่านตลาดน้อย - เยาวราช
ภายในมีศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) ที่ประดิษฐานอยู่คู่กับท่าเรือแห่งนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน “เจ้าแม่หม่าโจ้ว” (คลองสาน) เป็นเจ้าแม่หม่าโจ้วโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทำจากไม้มี 3 ปาง ได้แก่ ปางเด็กสาว (ปางจุ้ยบ๋วยเนี้ย) ตำนานเล่าว่าท่านชอบปฏิบัติธรรม ในตอนเช้าจะไปเก็บน้ำค้าง มารักษาผู้คน ปางนี้จึงให้พรด้านการขอบุตร
ส่วนปางที่สองคือ ปางผู้ใหญ่ (ปางให่ตั้งหม่า) ให้พรในด้านการค้าขายเงินทอง และปางที่สามคือ ปางเทพ (ปางเทียนโหวเซี่ยบ้อ) ซึ่งเชื่อว่าท่านเป็นเทพประทับอยู่บนสวรรค์ มีเมตตาจิตสูง ซึ่งเจ้าแม่หม่าโจ้ว ทั้ง 3 ปางนี้ เป็นองค์ที่ชาวจีนนำขึ้นเรือเดินทางมาจากเมืองจีน เมื่อมาถึงเมืองไทยจึงอัญเชิญประดิษฐานที่ศาลแห่งนี้ อายุเก่าแก่มากกว่า 167 ปี เวลาคนจีนเดินทางจากโพ้นทะเลมาถึงฝั่งประเทศไทย ก็จะมากราบสักการะ
ดังนั้น “เจ้าแม่หม่าโจ้ว” (คลองสาน) จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนจีนในแผ่นดินไทย ซึ่งคนจีนที่ทำการค้าในไทยจนเจริญร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ล้วนก่อร่างสร้างตัวมาจากที่นี่
อีกหนึ่งองค์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวคลองสานให้ความเคารพศรัทธา คือ “จีจินเกาะ” เทพเจ้าผู้คุ้มครองพื้นที่และชุมชน ตามความเชื่อของชาวจีนแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน เชื่อกันว่าจีจินเกาะเป็นเทพผู้ดูแลความสงบสุข ปกป้องผู้คนให้พ้นจากภัยอันตราย และช่วยให้การค้าขาย การดำรงชีวิตราบรื่น
กลางโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา มีสถานที่หนึ่งที่ทั้งงดงาม ทรงพลัง และเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งศรัทธาที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทย–จีนได้อย่างวิจิตรบรรจง “จีจีนเกาะ” ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สักการะ แต่คืออาณาจักรแห่งศิลปะ สถาปัตยกรรม และความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ชวนให้เราเดินชมอย่างตื่นตา พร้อมซึมซับพลังดี ๆ ในทุกย่างก้าว
ที่นี่ประกอบด้วย 4 อาคารหลัก ซึ่งสะท้อนแนวคิด “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่” ตามคติจีนโบราณ ได้แก่ มังกร เสือขาว เต่าดำ และหงส์แดง แต่ละอาคารโดดเด่นด้วยรูปทรงและเรื่องราวเฉพาะตัว ราวกับกำลังพาเราเดินผ่านตำนานที่มีชีวิต
และแล้วก็มาถึงไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ “อาคารหงส์แดง” เจดีย์สูง 8 ชั้น งดงามโดดเด่นริมโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา มีนามเต็มว่า “พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมธาตรีไทยจีนเฉลิม” ตัวเจดีย์ตั้งตระหง่านอย่างสง่า หากมองจากมุมสูงจะเห็นรูปทรงคล้ายขนหงส์ที่แผ่สยาย จึงเป็นที่มาของชื่อหงส์แดง ไม่ว่าจะยืนมุมไหนของพื้นที่ก็สามารถมองเห็นความอลังการได้อย่างชัดเจน
ภายในเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ละชั้นประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์แตกต่างกัน ทั้งพระอรหันต์จี้กง พระพุทธรูปปางไสยาสน์ เทพเจ้าแห่งดาวเหนือผู้คุมดวงชะตาชีวิต หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “เจ้าพ่อเสือ”
ความพิเศษคือทุกชั้นมีระเบียงโดยรอบ เปิดมุมมองแบบพาโนรามาให้เห็นทัศนียภาพกรุงเทพฯ ริมเจ้าพระยาได้ไกลสุดสายตา ลมพัดเย็น ๆ วิวเมืองตัดกับสายน้ำ บอกเลยว่างดงามสมคำร่ำลือ
จากนั้นมาที่ “ศาลเจ้าพ่อเสือ” เป็นศาลเจ้าของชุมชนในย่านตลาดเก่า ขนาดไม่ใหญ่นัก พวกเราสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้าแล้ว มาดูสิ่งที่น่าสนใจอย่างปืนใหญ่โบราณที่มีสัญลักษณ์แสดงว่ามาจากฮอลันดาที่ตั้งอยู่ภายใน สันนิษฐานว่าเป็นปืนใหญ่ติดเรือรบเพราะมีขนาดไม่ใหญ่นัก
และมาปิดท้ายที่ “ศาลเจ้าพ่อกวนอู” ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้ากวนอูที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ มีความเป็นมายาวนานถึง 280 ปี เพราะบริเวณนี้เป็นแหล่งที่เรือสำเภาจีนแทบทุกลำต้องมาจอดเทียบท่า ตรงนี้จึงเป็นจุดกำเนิดของศาลเจ้าพ่อกวนอู
ภายในศาลมีเจ้าพ่อกวนอูประดิษฐานอยู่ด้วยกันถึง 3 องค์ โดยมีอายุและขนาดที่แตกต่างกันไป คือ องค์เล็ก องค์กลาง และองค์ใหญ่ องค์แรกเป็นองค์ที่เล็กที่สุดได้ถูกอัญเชิญเข้ามาในรัชสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ชิง ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ส่วนองค์ที่สองอัญเชิญมาในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และองค์ที่ 3 อัญเชิญเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อเดินออกมาด้านหน้าศาลเจ้าก็อย่าลืมขอพรกับรู้ปั้นม้ารับปีม้าทองที่ตั้งอยู่ด้านนอกเพื่อเป็นสิริมงคลกันด้วย
ที่อยู่ติดๆ กันกับศาลเจ้าก็คือโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ อาคารเก่าแก่ที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก สร้างขึ้นในราวปลายสมัยรัชกาลที่ 2 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ อาคารหลังนี้เปลี่ยนเจ้าของและเปลี่ยนแปลงการใช้งานมาหลายครั้ง ก่อนที่นายทั่งไต้ซิงได้มาบุกเบิกกิจการใหม่คือการผลิตน้ำปลา จึงได้มาซื้ออาคารหลังนี้เพื่อประกอบกิจการ และตกเป็นมรดกของลูกหลาน
หากคุณกำลังมองหาทริปวันเดย์ทริป (One Day Trip) ที่รวมทั้งการพักผ่อนและเสริมสิริมงคลไว้ในหนึ่งเดียว "เส้นทางสายมู 4 ศาลเจ้าย่านคลองสาน" คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับตรุษจีนนี้ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสเสน่ห์ของย่านเก่าริมน้ำแล้ว ยังได้เติมพลังบุญตามแบบฉบับวัฒนธรรมไทย-จีนให้ปังตลอดปีอีกด้วย
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


