ภาพความงามมลังเมลืองของ “พระปรางค์วัดอรุณ” ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฎสู่สายตาชาวไทยและชาวโลกอีกครั้ง ในงานเปิดตัว “ลิซ่า – ลลิษา” ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador และยังได้เห็นภาพความงดงามของแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ แห่งนี้ ในภาพยนตร์โฆษณาชุด “Feel All The Feelings – เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก”
หากได้ชมการถ่ายทอดสด และภาพภายในงานเปิดตัว “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ซึ่งเป็นนักร้อง นักแสดง นักเต้น และแรปเปอร์ชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador อย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ “Feel All the Feelings” ก็จะได้เห็นความสวยงามยามค่ำคืนของ “พระปรางค์วัดอรุณ” ที่งดงามเรืองรองริมแม่น้ำเจ้าพระยา
นอกจากนี้ ในภาพยนตร์โฆษณาชุด “Feel All The Feelings – เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ที่มีการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศไทย ก็ยังมีภาพของ “วัดอรุณราชวราราม” ปรากฎอยู่ด้วยเช่นกัน ในฐานะแลนด์มาร์กสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก
“วัดอรุณราชวราราม” มีชื่อเดิมว่า “วัดมะกอกนอก” แต่ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เปลี่ยนชื่อจากวัดมะกอกนอกมาเป็น “วัดแจ้ง” เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าพระองค์ได้เสด็จมาถึงที่นี่ในยามแจ้ง ในสมัยกรุงธนบุรี วัดอรุณฯ หรือวัดแจ้งในขณะนั้นถือเป็นวัดประจำวัง เพราะอยู่ในเขตของพระราชวังเดิม จึงไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา และในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้น วัดแจ้งแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตและพระบางอีกด้วย โดยได้อัญเชิญมายังประเทศไทยเมื่อครั้งที่เราไปตีเมืองเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.2322 ในครั้งนั้นได้มีการจัดงานสมโภชพระแก้วและพระบางถึง 3 วัน 3 คืนด้วยกัน
วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๒ เนื่องจากในขณะที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นวังหน้าในรัชกาลที่ ๑ นั้น พระองค์ได้ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมแห่งนี้ และได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นการใหญ่ มีการจัดงานสมโภชใหญ่ถึง 7 วัน 7 คืน และพระองค์ยังได้เปลี่ยนชื่อวัดจากวัดแจ้งมาเป็น "วัดอรุณราชธาราม" และเปลี่ยนเป็น "วัดอรุณราชวราราม" ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
สิ่งที่นับว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของวัดอรุณฯ ต้องยกให้ “พระปรางค์วัดอรุณ” ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสถาปัตยกรรมไทยชิ้นสำคัญของโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์-แลนด์มาร์กอันโดดเด่นของเมืองไทย
“พระปรางค์วัดอรุณ” ที่โดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งองค์ที่เห็นในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่พระปรางค์องค์เดิมที่มีมาตั้งแต่แรก พระปรางค์องค์เดิมนั้นสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสูงเพียง 8 วา หรือ ประมาณ 16 เมตร เท่านั้น แต่พระปรางค์ที่เห็นกันในปัจจุบันนี้ได้มีการต่อเติมขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๓ เมื่อคราวที่ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ใหม่หมดทั้งวัด พระปรางค์องค์ที่บูรณะใหม่นี้มีขนาดความสูงจากฐานถึงยอด 81.85 เมตร ที่น่าทึ่งก็คือ การที่จะสร้างพระปรางค์องค์สูงใหญ่อยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำ และยังคงแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ได้นี้แสดงว่าฝีมือของช่างในสมัยนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
องค์พระปรางค์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ ฐาน เรือนธาตุ และเรือนยอด มีสัณฐานดุจเขาพระสุเมรุ ด้วยความกว้างราว 234 เมตร ส่วนตัวเรือนฐานทำการย่อมุมลง และเรือนยอดที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ในแต่ละชั้นมีช่องรูปกินนรและกินรี เชิงบาตรเหนือช่องมีรูปมารแบกกระบี่แบกสลับกัน เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มคูหารูปพระพายทรงม้า เหนือขึ้นไปเป็นยอดปรางค์มีรูปครุฑยุดนาคและเทพนมอยู่เหนือซุ้มคูหา ส่วนยอดปรางค์เป็นพระมหามงกุฎนภศูล
กลุ่มพระปรางค์ประกอบด้วยของปรางค์ประธานซึ่งมีความสูง 81.85 เมตร และปรางค์ทิศจำนวน 4 ปรางค์ เป็นปรางค์องค์เล็กก่ออิฐถือปูนประดับกระจกเคลือบสีแบบเดียวกับพระปรางค์องค์ใหญ่ ปรางค์ทิศตั้งอยู่มุมทักษิณชั้นล่างของปรางค์องค์ใหญ่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ ทิศละองค์
พระปรางค์วัดอรุณ ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสถาปัตยกรรมไทยชิ้นสำคัญของโลก มีทั้งความสำคัญทางด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และความเชื่อมโยงกับผู้คนในแต่ละยุคสมัย จึงทำให้พระปรางค์วัดอรุณได้รับการรับรองจาก ยูเนสโก (UNESCO) ในการขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก (Tentative List) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 ณ สำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 6–16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โดยขึ้นบัญชีภายใต้ชื่อ “พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” และต่อจากนี้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ก่อนจะผ่านเข้าสู่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย
นอกจากพระปรางค์อันโดดเด่นแล้ว ภายในวัดอรุณราชวราราม ก็ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
“โบสถ์น้อย” เป็นพระอุโบสถหลังเก่าของวัดอรุณฯ ภายในประดิษฐาน พระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน ให้ผู้ที่มาเยือนได้สักการะ และทางด้านซ้ายของบรมรูปหล่อ เป็นที่ตั้งของศาลสถิตดวงพระวิญญาณของพระองค์ ตรงข้ามของพระบรมรูปหล่อฯ เป็น พระแท่นบรรทมที่เชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมาประทับในปลายรัชกาล ส่วนด้านหลังของพระบรมรูปฯ ประดิษฐาน หลวงพ่อรุ่งมงคล
“วิหารน้อย” หรือวิหารหลังเก่า เป็นที่ประดิษฐาน พระจุฬามณีเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ขนาดใหญ่หล่อด้วยโลหะ มีรูปปั้นท้าวจตุโลกบาลยืนเฝ้าพระเจดีย์อยู่ทั้ง 4 มุม ซึ่งเมื่อครั้งอดีตนั้น วิหารน้อยแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต เมื่อครั้งที่ได้อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว โดยได้ประดิษฐานอยู่ที่นี่นานถึง 5 ปี นอกจากนี้ก็ยังมี พระแท่นบรรทม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อยู่ด้านในวิหารน้อยด้วย
“พระอุโบสถ” ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีนามว่า พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก พระประธานองค์นี้กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง และที่ฐานชุกชีนี้ยังบรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือของครูคงแป๊ะ และครูทองอยู่ ช่างเขียนจิตรกรรมฝาผนังชั้นครู
“ยักษ์วัดแจ้ง” พญายักษ์ ณ วัดอรุณฯ ที่ยืนเฝ้าซุ้มประตูยอดมงกุฎอยู่ 2 ตน มือทั้งสองกุมกระบอง ยักษ์กายสีขาวชื่อ สหัสเดชะ และยักษ์กายสีเขียวชื่อ ทศกัณฐ์ ตามตำนานนั้นเล่ากันว่า ยักษ์วัดโพธิ์มาตีกับยักษ์วัดแจ้ง ตีกันจนบ้านเมืองแถวนั้นราบเป็นหน้ากลอง เลยเรียกกันต่อมาว่าท่าเตียน
วัดอรุณราชวราราม และ พระปรางค์วัดอรุณ นั้นนับว่าเป็นแลนด์มาร์กสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้อย่างทรงพลัง และเป็นอีกหมุดหมายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยแห่งนี้
#########################################
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


