อาคารศาลเจ้าชั้นเดียวสถาปัตยกรรมจีนโบราณสีสันสดใสสะดุดตาตัดกับฟ้าครามเข้มในวันที่แสงแดดเจิดจ้า ด้านหน้าปากทางเข้าศาลเจ้ามีกระถางธูปขนาดใหญ่เป็นรูปมังกรอ่อนช้อยราวขยับเคลื่อนตัว ส่วนริมประตูสองข้างประกบซ้ายขวาด้วยรูปปั้นสิงโตทองอร่าม บ่งบอกถึงศิลปะกับความเชื่อของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แบบชาวจีน
เมื่อมองไปที่ตัวอักษรสีทองบนป้ายสีแดงเหนือประตูด้านซ้าย สลักไว้ด้วยคำภาษาไทยกับจีนไว้ว่า “เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ส่วนป้ายเหนือฝั่งประตูทางขวา เป็นคำภาษาไทยล้วนว่า “ศาลเจ้าเล่งจูเกียง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี” บ่งบอกชื่อสถานที่แห่งนี้ให้ทราบว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ เป็นสถานที่แห่งความศรัทธาที่ผู้มาเยือนเมืองปัตตานีไม่ควรพลาด
ศาลเจ้าคู่เมืองปัตตานี
“ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” หรือ “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ตั้งอยู่บนถนนอาเนาะรู ในย่านเมืองเก่าปัตตานี เป็นศาลเจ้าอยู่คู่กับชุมชนเมืองเก่าปัตตานีมายาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2117 แต่เดิมคือ “ศาลเจ้าโจวซือกง” เนื่องจากมีองค์โจวซือกง (พระหมอเชงจุ้ยโจวซือกง) เทพเจ้าแห่งการรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประธานประจำศาลเจ้า
สองพี่น้อง “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม - ลิ้มกอเหนี่ยว”
สำหรับที่มาสู่การเป็น “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ต้องย้อนกลับไปตามตำนานที่บันทึกไว้ในหนังสือ “เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปัตตานี” จัดพิมพ์โดยมูลนิธิเทพปูชนียสถาน โดยมีเนื้อหาระบุว่า หญิงสาวผู้หนึ่งเกิดในตระกูล “ลิ้ม” มีชื่อว่า “กอเหนี่ยว” พำนักอยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน
“ลิ้มกอเหนี่ยว” เป็นน้องสาวของ “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” ผู้เป็นพี่ชายที่มีลักษณะทรนงองอาจ และมีพรรคพวกมาก เมื่อยังเป็นเด็ก สองพี่น้องได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะแขนงต่างๆจนแตกฉาน ฝ่ายพี่ชายเมื่อโตขึ้นได้เข้ารับราชการ สร้างผลงานปราบโจรสลัดจนได้รับการแต่งตั้งเป็น “ขุนพลเซ็กกีกวง” คุมกองทัพเรือ
แต่ต่อมาถูกใส่ร้ายว่าสบคบกับโจรสลัด จนทางการออกประกาศจับ “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” จึงหนีออกทะเลไปยังเกาะไต้หวัน เดินทางต่อไปทางเกาะลูซอน (ฟิลิปปินส์) แล้วเข้าไปยังเวียดนาม แต่ในบางตำนานเล่าว่า มาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และภายหลังจึงได้ย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองปัตตานี
“ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองปัตตานี มีภรรยาเป็นเชื้อพระวงศ์ของเจ้าเมือง จึงเปลี่ยนศาสนามานับถืออิสลาม
การขาดหายจากการติดต่อเป็นเวลานานของพี่ชาย ทำให้ “ลิ้มกอเหนี่ยว” ผู้เป็นน้องสาว ซึ่งเห็นว่ามารดาในวัยชราล้มป่วยเป็นประจำ ด้วยความกตัญญูจึงอาสาออกเดินทางไปตามพี่ชายให้กลับมาเยี่ยมบ้าน โดยลั่นสัจจะวาจาในวันเดินทางไว้ว่า “หากแม้นพี่ชายไม่ยอมกลับมาหามารดาแล้วไซร้ ตนจะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
“ลิ้มกอเหนี่ยว” กับญาตินำเรือออกทะเลเป็นเวลาหลายเดือนจนมาถึงเมืองปัตตานี ได้ความว่า พี่ชายยังมีชีวิตอยู่ จึงไปตามพี่ชายกลับไปบ้านเกิดที่เมืองจีน แต่ “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” ไตร่ตรองดูแล้ว เห็นว่าหากกลับไปตอนนี้ จะสร้างความลำบากแก่ตนได้ เนื่องจากยังติดประกาศจับของทางการ ขณะที่ความเป็นอยู่ที่ปัตตานีก็มีความสมบูรณ์ดี จึงตัดสินใจกล่าวกับน้องสาวว่า
“ตนหาใช่เนรคุณทอดทิ้งมารดาและน้องสาวไม่ แต่เหตุที่ทางการจีนกล่าวโทษว่าสบคบกับโจรสลัด สร้างความอัปยศจนต้องพลัดพรากมาอยู่ที่นี่ ตนอยู่ทางนี้ก็มีภารกิจมากมาย อีกทั้งได้รับปากกับเจ้าเมืองว่าจะก่อสร้างมัสยิดให้ (มัสยิดกรือเซะ) จึงไม่สามารถกลับไปในขณะนี้ได้”
ก่อเกิดตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ในช่วงเวลาที่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางไปเจอพี่ชาย ก็เป็นช่วงที่เจ้าเมืองปัตตานีได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชรา และไม่มีบุตรสืบสันตติวงศ์ จนนำไปสู่เหตุการณ์กบฏแย่งอำนาจระหว่างฝ่ายพระญาติของเจ้าเมืองกับฝ่ายกบฏ แต่ฝ่ายกบฏเตรียมการมาเป็นอย่างดี จึงได้เปรียบฝ่ายเจ้าเมืองที่มิทันระวังตัว “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” เห็นดังนั้น ก็ได้พาเหล่าทหารที่ยังจงรักภักดีกับอดีตเจ้าเมือง เข้าต่อสู้กับพวกกบฏ
“ลิ้มกอเหนี่ยว” ก็มีส่วนเข้าช่วยรบกับกบฏ จนพลาดท่าถูกฝ่ายตรงข้ามปิดล้อม นางเห็นว่าคงไม่อาจสู้กับพวกกบฏได้ ประกอบกับรู้สึกผิดที่ไม่สามารถนำพี่ชายกลับไปเมืองจีนตามที่ลั่นสัจจะวาจาไว้ จึงตัดสินใจผูกคอตายที่ “ต้นมะม่วงหิมพานต์” เพื่อรักษาชื่อเสียงตระกูลลิ้ม
ด้าน “ลิ้มโต๊ะเคี่ยม” เมื่อสูญเสียน้องสาวก็เสียใจมาก จึงจัดการศพตามประเพณีอย่างสมเกียรติ พร้อมกับสร้างฮวงซุ้ยขึ้นที่ “หมู่บ้านกรือเซะ” บรรดาคนจีนในสมัยนั้นทราบเรื่องราว ก็ซาบซึ้งกับความกตัญญู ซื่อสัตย์ และการรักษาคำมั่นสัญญาของ”ลิ้มกอเหนี่ยว” จึงได้นำกิ่งต้นมะม่วงหิมพานต์ที่นางใช้ผูกคอตายมาแกะสลักเป็นรูปบูชาไว้สักการะ
เล่ากันว่า “ลิ้มกอเหนี่ยว” ได้สำแดงความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวเรือและผู้สัญจรไปมาในแถบนั้นเสมอ จนเป็นที่เลืองลือไปทั่ว เป็นเหตุให้ประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาร่วมกันสร้างศาลให้เป็นที่ประดิษฐานรูปบูชา พร้อมกับขนานนามว่า “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว”
ปรากฏว่าเมื่อตั้งศาลแล้ว ก็มีผู้คนหลั่งไหลไปกราบไหว้กันมากมาย ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็ไปบนบานให้เจ้าแม่ช่วย บ้างก็กราบไหว้ขอให้ทำมาค้าขายเจริญ แล้วก็บังเกิดผลตามความปรารถนาแทบทุกคน ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเลื่องลือไปทั่ว
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในปัจจุบัน
ในเวลาต่อมา ราวปี พ.ศ. 2407 พระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูล่าย ต้นสกุล “คณานุรักษ์”) เห็นว่าศาลเจ้าแม่ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ ห่างไกลจากตัวเมือง ไม่สะดวกในการประกอบพิธี จึงทำการบูรณะศาลเจ้าซูกง บนถนนอาเนาะรู ในตัวเมืองปัตตานี และได้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาประดิษฐาน ภายหลังมีชื่อว่า “ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” (ศาลเทพเจ้าแห่งความเมตตา) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” มากระทั่งทุกวันนี้
ส่วนใครที่อยากรู้เรื่องราวของเทพโจวซือกง และประวัติความเป็นของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวอย่างละเอียด สามารถแวะไปศึกษา ชมเพิ่มเติมได้ที่ “หอนิทรรศน์สานอารยธรรม จังหวัดปัตตานี” หรือ “พิพิธภัณฑ์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ที่ตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้าแม่ฯ
งานประเพณียิ่งใหญ่ประจำปี
ความศรัทธากับความเชื่อที่สืบทอดต่อมานับร้อยปี ชาวปัตตานีจึงจัดงานสมโภชเจ้าแม่ฯ เป็นประเพณียิ่งใหญ่ประจำทุกปี ในชื่องาน “กตัญญูคู่ฟ้า มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวปัตตานี"
โดยจัดตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายของทุกปี หรือ 15 วันหลังตรุษจีน มีงานสมโภชฉลองเจ้าแม่ฯ โดยอัญเชิญองค์เจ้าแม่ฯ และพระหมอซึ่งเป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระอีกหลายองค์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในศาล แห่ไปตามถนนรอบเมืองปัตตานี ท่ามกลางขบวนเชิดสิงโต และธงทิวหลากสีที่โบกสะบัด ขณะที่ประชาชนสองข้างทางจะพากันตั้งโต๊ะหมู่บูชา จุดธูปกราบไหว้เจ้าแม่ฯตลอดเส้นทาง นับเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียง มีนักท่องเที่ยวที่ศรัทธาทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมากทุกปี
โดยหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ คือ พิธีลุยน้ำโดยการหาม “เกี้ยว” ที่ประทับขององค์เจ้าแม่ฯ และเทพเจ้าต่างๆ มายังเชิงสะพานเดชานุชิตเพื่อเดินลงแม่น้ำปัตตานีแล้วว่าย (หาม) ข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เพื่อระลึกถึงความยากลำบากของเจ้าแม่ฯ ที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามพี่ชายถึงเมืองปัตตานี
รวมถึงพิธีอัญเชิญองค์พระออกจากศาลเจ้าเล่งจูเกียงมาลุยไฟ ณ บริเวณลานหน้าศาลเจ้าฯ เพื่อตอกย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ชาวปัตตานีให้ความศรัทธาอย่างไม่เคยเสื่อมคลาย


