ปี 2024 ที่ผ่านมา เปรียบได้กับการกลับมาเริ่มต้นการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งของโลก เมื่อสถิติของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศจากทั่วโลก รวมกันได้กว่าพันล้านคน คิดเป็น 99% เมื่อเทียบกับยุคก่อนโควิด
เมื่อเร็วๆนี้ องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) เปิดเผยข้อมูลว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ฟื้นตัวหลังจากการระบาดของโควิดแล้ว
โดยเมื่อปี 2024 มีผู้คนประมาณ 1.4 พันล้านคนเดินทางไปต่างประเทศ คิดเป็น 99% ของจํานวนเดียวกันในปี 2019 ก่อนการระบาดของโควิด
องค์การการท่องเที่ยวโลก ยังระบุว่า การเดินทางที่ใช้จ่ายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประมาณได้ว่านักท่องเที่ยวแต่ละคนใช้จ่ายมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อคน (ประมาณ 33,500 บาท)
สัญญาณของการท่องเที่ยวที่กลับมาเหมือนยุคก่อน อาจสังเกตได้จากการที่นักท่องเที่ยวหลายคนเริ่มประสบกับตนเอง คือ ต้องจองตั๋วเครื่องบิน รถโดยสาร หรือจองโรงแรม ต้องจองล่วงหน้านานขึ้นกว่าช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ราคาที่ไม่แพงและยังมีที่ว่างเหลือ ตลอดจนแถวผู้โดยสารในสนามบิน หรือแถวของนักท่องเที่ยวที่ต่อคิวตามสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ก็เริ่มกลับมายาวเหยียดอีกครั้ง
ยุโรปยอดฮิต, “ฝรั่งเศส” คว้าแชมป์
โดยภาพรวมแล้ว จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ยังคงเป็น “ทวีปยุโรป” ซึ่งองค์การการท่องเที่ยวโลก ระบุว่า ในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 747 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าว ถือว่าน่าพอใจ แม้ว่ามีสถานการณ์สงครามต่อเนื่องระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่การท่องเที่ยวในยุโรปยังดำเนินต่อไปในส่วนของประเทศอื่นที่ห่างไกลจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยมีฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกในปีที่แล้ว กว่า 100 ล้านคน ตามมาด้วยสเปน (อันดับ 2) และอิตาลี (อันดับ 5)
สำหรับฝรั่งเศส นอกจากเป็นประเทศยอดฮิตมาอย่างยาวนานแล้ว ในปี 2024 ยังได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน การกลับมาเปิดมหาวิหารนอเทรอดาม (Notre Dame) และวันครบรอบ 80 ปีสงครามโลก เหตุการณ์ D-Day ในนอร์มังดี
ส่วนภูมิภาคอื่นของโลก องค์การการท่องเที่ยวโลก รายงานว่า นักท่องเที่ยวเดินทางไปเอเชียและแปซิฟิก 316 ล้านคน ไปทวีปอเมริกา 213 ล้านคน ไปตะวันออกกลาง 95 ล้านคน และไปแอฟริกา 74 ล้านคน
ทิศทางในปี 2025 และการรับมือภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง
การท่องเที่ยวของโลก ไม่เพียงแต่กลับมาในระดับเดิม แต่ในปีนี้ มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นกว่ายุคก่อนโควิดอีกด้วย จนทำให้หลายพื้นที่ของโลก ประสบกับปัญหา “นักท่องเที่ยวล้นเมือง” (Overtourism) เช่น เมืองท่องเที่ยวดังอย่างบาร์เซโลนา เวนิส เกียวโต เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนท้องถิ่น
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ปีที่ผ่านมา ชาวท้องถิ่นในเมืองท่องเที่ยวดังของยุโรปหลายเมือง ออกมาเคลื่อนไหวประท้วง ผ่านการเดินขบวน ตั้งแคมเปญ สโลแกน และแม้แต่ใช้ปืนฉีดน้ําในการแสดงออกต่อต้านนักท่องเที่ยวที่ล้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นอัมสเตอร์ดัม เอเธนส์ เวนิส บาร์เซโลนา หมู่เกาะคานารี และมาลากา
ผลสืบเนื่องของปัญหาย่อมส่งต่อมายังปี 2025 เมื่อเมืองหลายแห่งออกมาตรการเพื่อป้องกันและลดภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง เช่น เมืองบาร์เซโลนา ที่ตั้งเป้าว่าภายในเดือนพฤศจิกายน 2028 (พ.ศ. 2571) บาร์เซโลนา จะยกเลิกใบอนุญาตของอพาร์ทเมนท์เช่าระยะสั้นจำนวน 10,101 ห้อง และห้องเหล่านั้นจะถูกใช้งานโดยชาวท้องถิ่น หรือออกสู่ตลาดเพื่อเช่าหรือขาย เมืองดังในอิตาลีอย่าง เวนิส ก็จํากัดกลุ่มทัวร์และห้ามการใช้โทรโข่ง หรือเกียวโต ที่มีแผนจะขึ้นภาษีที่พักสูงสุดถึง 10,000 เยนต่อคืน/คน
สาเหตุของภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง ส่วนหนึ่งก็มาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เที่ยวแบบล้างแค้น” หรือ Revenge Travel อันเป็นผลมาจากช่วงโควิด ผู้คนจำนวนมากไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศหรือท่องเที่ยวที่ไหนเลย จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์การระบาดจบลง ทุกประเทศพร้อมเปิดรับการท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง รวมถึงมีมาตรการกระตุ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้คนที่อัดอั้นมานานพากันออกไปเที่ยวเสมือนกับการล้างแค้นที่ไม่ได้เดินทางไปไหนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญขององค์การการท่องเที่ยวโลกฯ เตือนว่า การสร้างความสมดุลของการเติบโตและความยั่งยืน จะยังมีความสําคัญในปีนี้ โดยแนะนำว่า ให้นักท่องเที่ยวค้นพบจุดหมายปลายทางที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
การท่องเที่ยวไทย ปี 2025
ประเทศไทย ก็ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับที่ 8 ของโลกในปี 2024 ที่ผ่านมา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 35 ล้านคน
โดยในปีนี้ ททท. เตรียมบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเปิดปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ใช้เสน่ห์ไทยสร้างจุดขายที่แตกต่าง จัดอีเว้นต์และเทศกาลระดับโลก นำเสนอประสบการณ์ใหม่ เพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางและสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยว ตลอดจนเชิญผู้มีชื่อเสียงระดับโลกร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Tourism Hub ของภูมิภาค โดยมีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยให้ได้ 36 – 39 ล้านคน
ส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline