xs
xsm
sm
md
lg

7 สถานที่ใกล้กรุง ที่น่า “ก้มกราบ” แห่งเมืองสมุทรปราการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ใครอยากก้มกราบสวยๆ ... ก็ขอชวนมาก้มกราบ 7 สถานที่เพื่อความเป็นสิริมงคลในจังหวัดสมุทรปราการ เมืองปากน้ำ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางใกล้กรุง


พระสมุทรเจดีย์
พระสมุทรเจดีย์
ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองสมุทรปราการ เดิมเรียก "พระเจดีย์กลางน้ำ" ตามสภาพเดิมที่ตั้งอยู่บนเกาะมีน้ำล้อมรอบ แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไปชายตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำตื้นเขินและงอกออกมาเชื่อมเกาะกับแผ่นดินไว้ จึงไม่เป็นเกาะกลางแม่น้ำอีกต่อไป องค์เจดีย์สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยรัชกาลที่ ๒ และเสร็จสิ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ช่างถ่ายแบบพระเจดีย์ทรงกลมที่กรุงศรีอยุธยามาสวมทับพระเจดีย์เดิมจนสูงถึง 39.75 เมตร ทั้งยังอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์จากพระบรมมหาราชวังมาบรรจุไว้ รวมทั้งพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร

พระสมุทรเจดีย์
ชาวเมืองสมุทรปราการจะเฉลิมฉลองปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองแห่งนี้ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ด้วยงานนมัสการพระสมุทรเจดีย์เป็นประจำทุกปี มีการเชิญผ้าแดงผืนใหญ่ตั้งบนบุษบก แห่รอบเมืองและล่องแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงอำเภอพระประแดง แล้วแห่กลับมาทำพิธีทักษิณาวัตร จากนั้นจึงนำผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ รวมทั้งประชาชนจะได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๒ ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านในด้วย

หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน
หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน
พระพุทธรูปที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองสมุทรปราการ หลวงพ่อโตปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดบางพลีใหญ่ใน ประวัติของหลวงพ่อโตนั้นเล่ากันว่าได้พบเห็นองค์พระลอยยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านพยายามฉุดองค์พระขึ้นจากน้ำแต่ก็ไม่สำเร็จ จากนั้นองค์พระก็ลอยมาผุดขึ้นที่คลองสำโรง สมุทรปราการ ชาวบ้านแถบนี้จึงอาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดพลับพลาชัยขนะสงคราม ซึ่งต่อมา คือ วัดบางพลีใหญ่ใน

หลวงพ่อโต วัดสาขลา
วัดสาขลา
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เล่ากันในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อเกิดสงคราม 9 ทัพ ผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร เหลือแต่ผู้หญิงและคนชรา เมื่อทหารพม่าเดินทัพผ่านมาชาวบ้านที่เหลือร่วมมือกันสู้พม่าอย่างกล้าหาญจนชนะได้ หมู่บ้านแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า “หมู่บ้านสาวกล้า” ก่อนจะเพี้ยนมาเป็น “หมู่บ้านสาขลา”

พระปรางค์เอียง วัดสาขลา
วัดสาขลายังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศิลปะสมัยอู่ทองปางมารวิชัย ซึ่งมีความงดงาม ภายในวัดยังมีพระสังกัจจายน์มหาลาภ ลักษณะรูปยืนองค์ใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของวัด ใกล้ๆ กันจะเห็นพระปรางค์เก่าแก่ มีลักษณะเอียงซึ่งมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก คือ “พระปรางค์เอียง” ซึ่งเมื่อประมาณ 100 ปีก่อนเกิดการทรุดตัวของแผ่นดินจากน้ำท่วมขัง ทำให้พระปรางค์เอียงแต่ก็มิได้โค่นล้มแต่อย่างใด

เครดิตภาพ: เฟซบุ๊ก วัดทรงธรรมวรวิหาร
วัดทรงธรรมวรวิหาร
วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แบบมอญ โดยมีสิ่งสำคัญน่าชม คือ พระรามัญเจดีย์ 3 ชั้นองค์ใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆไว้ ส่วนภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยสุโขทัยในกรอบไม้แกะสลักศิลปะแบบมอญเช่นกัน

พระธุตังคเจดีย์ - เครดิตภาพ: เว็บไซต์ วัดอโศการาม
วัดอโศการาม
วัดตั้งอยู่บนพื้นที่ "นาแม่ขาว" เจ้าของที่ดิน ชื่อนางกิงหงษ์ และนายสุเมธ ไกรกาญจน์ ได้ถวายที่ดินสร้างวัดประมาณ 53 ไร่ เมื่อปี พ.ศ.2497 ในปีต่อมาจึงได้เริ่มตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกโดยท่านพ่อลี ธมฺมธโร ซึ่งเน้นวัตรปฏิบัติในทางธุดงควัตร อันสืบเนื่องจากท่านได้มีนิมิตว่าเป็นบริเวณ ที่บรรจุพระบรมธาตุ

การที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดอโศการาม เพราะท่านพ่อลี ประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงคุณพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ของอินเดียที่ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนามายังแถบเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทย ภายในวัดมีสถานที่สำคัญที่โดดเด่น คือ พระธุตังคเจดีย์ได้สร้างตามแบบที่ท่านพ่อลีกำหนดไว้ทุกปราการ คือ เจดีย์หมู่รวมเจดีย์ 13 องค์ เป็นสัญลักษณ์แห่ง "ธุดงควัตร 13 ข้อ"

ศาลเจ้าเสียนหลอไต้เทียนกง
ศาลเจ้าเสียนหลอไต้เทียนกง
“ศาลเจ้ามูลนิธิธรรมกตัญญู" (เสียนหลอไต้เทียนกง) หรือที่บางคนเรียกกันว่า “ศาลเจ้าเสียนหลอไต้เทียนกง” ได้รับการถ่ายทอดความเชื่อทางศาสนามาจากมูลนิธิหนานคุณเซินไต้เทียนฟู่ ซึ่งมีความศรัทธาในเรื่องเทพเจ้าโหงวหวังเอี้ย หรือ เทพเจ้าแห่ง 5 ตระกูล สร้างในปี พ.ศ.2534 มีสถาปัตยกรรมแบบจีนที่งดงาม โดดเด่นด้วยสีแดง-ทอง อันเป็นสีมงคลของชาวจีน บนหลังคาปูกระเบื้องและประดับประดาด้วยสัตว์มงคลตามความเชื่อของชาวจีน ซึ่งมีทั้งหงส์ และมังกร และยังมีตัวละครในนิทานพื้นบ้านเก่าแก่ของชาวจีนอีกด้วย ด้านในศาลเจ้าสามารถเดินสักการะเรียงกันไปดังนี้ วิหารเทพเจ้า 5 พระองค์ วิหารเทพจงจินหู่ วิหารเทพเฉินหวงเหย่ วิหารไท้ส่วยเอี๊ย วิหารเจ้าแม่กวนอิม วิหารฮกเต็กเจี่ยสินแป๊ะกง วิหารเจ้าแม่บังเกิดเกล้า และศาลเล็ก

เครดิตภาพ แฟนเพจ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
สถานที่ท่องเที่ยวด้านความเชื่อที่ผสมผสานของศาสนาต่างๆ และเดินทางแสนสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้า ความอลังการนั้นปรากฏตั้งแต่ประติมากรรมลอยตัวรูปช้าง 3 เศียร ริมถนน ซึ่งเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ถูกสร้างขึ้นโดยด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกและแห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันมีความสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ควรพลาดของจังหวัดสมุทรปราการ โดยคติโบราณเชื่อว่าบทบาทและหน้าที่อันสำคัญยิ่งของช้างเอราวัณ คือ เป็นพาหนะที่นำเสด็จพระอินทร์ไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งบนสวรรค์และโลกมนุษย์ เพื่อดูแลทุกข์สุขของชาวโลก

ด้านในพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
ภายในตัวช้างเอราวัณจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ 3 ชั้นด้วยกันตามแนวคิดในไตรภูมิคือ บาดาล โลกมนุษย์ และสวรรค์ จัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าอันเป็นของสะสมของเจ้าของพิพิธภัณฑ์ รวมถึงงานฝีมือล้ำค่าจากช่างฝีมือทั่วไทย ภาพงานจิตรกรรมที่งดงาม รวมถึงพระพุทธรูปโบราณสมัยต่างๆ บริเวณโดยรอบช้างเอราวัณด้านนอกยังจัดเป็นเส้นทางแสวงบุญ สามารถมาเที่ยวชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระเกศจุฬามณีเจดีย์ ศาลาพระพรหม ศาลาพระตรีมูรติ ศาลพระพิฆเนศวร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (กวนอิม) ปางประทานพร และพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline




Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น