xs
xsm
sm
md
lg

“เบตง” มุมต่าง...ตะลึงต้นไม้ยักษ์ หลงรักเส้นทางนักสู้ ที่“บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10”/ปิ่น บุตรี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ปิ่น บุตรี

โดย : ปิ่น บุตรี (pinn109@hotmail.com)

Facebook Travel Unlimited / เที่ยวถึงไหนถึงกัน
ต้นไม้ยักษ์ ไฮไลท์สำคัญของหมู่บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10
“โอเคเบตง”

คือบรรยากาศทั่วไปของเบตงในวันนี้ ที่สภาพการณ์ทั่วไปเป็นปกติสุขไม่มีความรุนแรง สามารถท่องเที่ยว-กินดื่มได้สบายทั้งกลางวันและกลางคืน

แต่...อีกไม่นาน (ราวกลางปีหน้า 2563) เบตงกำลังจะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้น เมื่อ “สนามบินเบตง” (ท่าอากาศยานเบตง) สร้างแล้วเสร็จ นั่นจะทำให้เมืองเบตงทวีความคึกคักคึกครื้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้าน “การท่องเที่ยว” ที่ถือเป็นหนึ่งในศักยภาพอันโดดเด่นของเมืองชายแดนใต้สุดในสยามแห่งนี้

เบตงเที่ยวฟิน กินอร่อย

“เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน”

คำขวัญ “อำเภอเบตง” จังหวัดยะลา หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวเลื่องชื่ออันดับต้น ๆ ของดินแดนปลายด้ามขวาน
เมืองเบตง ใต้สุดแดนสยาม
สำหรับผู้ที่ล่องใต้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเบตงนั้น มักจะนิยม “กิน” และ “เที่ยว” เพราะเบตงถือเป็นหนึ่งในแหล่งกินชั้นเลิศของเมืองไทย เมืองนี้มีของดีของเด็ดในระดับตำนานนำโดย ไก่สับเบตง กบภูเขา หมี่เบตง ปลาจีนนึ่งบ๊วย และ ผักน้ำ เป็นต้น

ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวอันโดดเด่นของเบตงนั้นก็มีทั้งในตัวเมืองและนอกเมือง ไม่ว่าจะเป็น หอนาฬิกาเบตง, ตู้ไปรษณีย์สูง-ใหญ่, อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์, พระมหาธาตุเจดีย์ พระพุทธธรรมประกาศ และสตรีทอาร์ต-ในเขตเมือง

ส่วนเขตนอกเมืองนั้นก็มี บ่อน้ำพุร้อนเบตง, สวนไม้ดอกเมืองหนาว, อุโมงค์ปิยะมิตร, ทะเลสาบเขื่อนบางลาง และที่มาแรงมาก ๆ ก็คือทะเลหมอกที่นำโดย “จุดชมทะเลหมอกอัยเยอร์เวง” ที่ในอนาคตอีกไม่นานจะมีไฮไลท์ตัวใหม่คือ “สกายวอล์ก” มาเป็นแม่เหล็กดูดนักท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง
ตู้ไปรษณีย์สูง-ใหญ่ หนึ่งในจุดท่องเที่ยวไฮไลท์ในเขตเมืองเบตง
นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวในเมือง-นอกเมืองตามที่กล่าวมาแล้ว เบตงยังมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอีกส่วนหนึ่งกระจายตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งเป็นดังกองหนุนที่เกื้อหนุน เสริมส่ง และ “รองรับ” การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวที่บางครั้งประสบกับสภาวะคนเยอะจน “แน่น-ล้น” ในช่วงเทศกาลได้ไม่น้อยเลย

เวทีนี้มีพี่เลี้ยง

แม้หลายชุมชนในเบตงจะมีศักยภาพสูงทางการท่องเที่ยว แต่ด้วยความที่บางชุมชนนั้นยังใหม่เพิ่งตั้งไข่ในเส้นทางสายนี้ ส่วนบางชุมชนแม้จะผ่านงานมานาน แต่ก็ต้องใช้เวลาไปกับการลองผิดลองถูก ดังนั้นหากมีมืออาชีพผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพี่เลี้ยง นั่นย่อมทำให้ชุมชนเหล่านั้นได้รับโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนให้ก้าวไกลมากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ทาง “องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)” จึงได้จับมือกับทาง “มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา” จัดทำโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนต้นแบบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี และยะลา)” ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนท่องเที่ยวน่าสนใจที่ผ่านการคัดสรรจากโครงการ
ไก่สับเบตง เมนูเด็ดต้องห้ามพลาดสำหรับผู้มาเยือนเบตง
ดร. มุจลินทร์ ผลกล้า อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา หัวหน้าทีมงานวิจัยในโครงการดังกล่าว เปิดเผยว่า โครงการนี้ จัดทำขึ้นเพื่อจะยกระดับพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมุ่งเป้าไปที่การให้คนในชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังมีอีกหนึ่งวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อการสร้างความเข้มแข็งและความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น พร้อมทั้งดึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไปทำมาหากินอยู่ต่างถิ่น กลับมาร่วมมือกับผู้มีอายุในท้องถิ่นพัฒนาบ้านเกิดของตน

ดร. มุจลินทร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ได้คัดเลือกชุมชนท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีศักยภาพเบื้องต้น (ตามเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน) เพื่อมาดูจุดเด่น จุดด้อย ของชุมชนแต่ละที่จะต้องพัฒนาในด้านการท่องเที่ยวว่ามีอะไรบ้าง แล้วดูว่าเราจะต้องช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงในด้านใด ตามความต้องการที่แตกต่างกันของชุมชนนั้น ๆ

บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10
บ้านจุฬาภรณ์ฯ  10 หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีศักยภาพของเบตง
หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ผ่านการคัดสรรของโครงการดังกล่าวก็คือ “หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 “ (หมู่ที่ 10 ) ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา

บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 มีพื้นที่ติดชายแดนไทย-มาเลเซีย ในอดีตที่นี่เคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา และชาวชุมชนเองก็เคยเป็นอดีต “สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา” (พ.ศ. 2473-2534) ผู้ร่วมต่อสู้กอบกู้เอกราชของประเทศมาลายา (ปัจจุบันคือประเทศมาเลเซีย) จากการรุกรานของจักรวรรดิอังกฤษ

ต่อมาหลังมีข้อตกลงลงนามสันติภาพ 3 ฝ่าย (พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา-รัฐบาลไทย-รัฐบาลมาเลเซีย) ชาวบ้านออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย พร้อมกับมีการจัดเป็นตั้งหมู่บ้านขึ้น ใช้ชื่อว่า “หมู่บ้านรัตกิตติ 2

หลังจากนั้น “สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” ทรงมีพระราชประสงค์จะทำการพัฒนาโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เพื่อให้เกิดความมั่นคงภายในพื้นที่แนวชายแดน

พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อมทรงรับหมู่บ้านรัตนกิตติ 2 เข้าร่วมโครงการของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และทรงพระราชทานชื่อหมู่บ้านใหม่เป็น”หมู่บ้านจุฬาภรพัฒนา10” เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ 2536
บ้านจุฬาภรณ์ฯ  10 จากหมู่บ้านนักสู้ สู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน
ปัจจุบันบ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอันโดดเด่นของอำเภอเบตง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน-มาเลเซีย

หมู่บ้านแห่งนี้มีสโลแกนท่องเที่ยวว่า “รำลึกประวัติศาสตร์ กลับคืนสู่ธรรมชาติ” ตามอัตลักษณ์-วิถีความเป็นมาของชุมชนที่โดดเด่นไปด้วย แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

หมู่บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 ยังมีที่พักเป็นรีสอร์ทชุมชนในราคาย่อมเยาให้บริการ มีอาหารท้องถิ่นรสเด็ดฝีมือเชฟชุมชนให้บริการ

ส่วนถ้าใครไปเที่ยวเบตงในหน้าผลไม้ที่บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 ก็มีผลไม้นำโดยทุเรียนแบบจัดเต็มให้กินกันสำหรับผู้ที่ไม่กลัวร้อนใน ส่วนพวกมังคุด เงาะ นั้นมีให้เดินเก็บกินสด ๆ จากต้นเลย เป็นผลไม้ตามธรรมชาติปลอดสารพิษ เพราะที่นี่ดินดี อากาศดี
รีสอร์ทชุมชน
นอกจากนี้หมู่บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 ยังมีบริการจัดนำเที่ยวเป็นแพกเกจทัวร์ 2 วัน 1 คืน, 3 วัน 2 คืน พาเที่ยวภายในชุมชน เชื่อมโยงกับแหล่งกินเที่ยวเด่น ๆ ของอำเภอเบตง นำโดยจุดชมทะเลหมอกที่มีให้เลือกทั้งที่จุดชมอัยเยอร์เวง หรือเขา “ฆุนุงซิลิปัส” จุดชมทะเลหมอกแห่งใหม่ในเบตงที่สามารถชมทะเลหมอกอันสวยงามตระการตาได้กว้างไกลรอบทิศทาง 360 องศา เลยทีเดียว

เดินตามทางนักสู้ ดูต้นไม้ยักษ์ชวนตะลึง!

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวอันโดดเด่นของหมู่บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 นั้น ผมขอเริ่มจากไฮไลท์สำคัญคือ การไปชมความน่าทึ่งของ “ต้นไม้ยักษ์” กลางผืนป่าใหญ่ เป็นเส้นทางเดินป่าสบาย ๆ ระหว่างทางมีหลายสิ่งน่าสนใจให้ทัศนากัน
เส้นทางเดินป่าตามรอยนักสู้สู่ต้นไม้ยักษ์
เส้นทางนี้เป็นทางเดินป่าสบาย ๆ เป็นป่าชุมชนที่สมบูรณ์ร่มรื่นเขียวครึ้มมีต้นไม้ใหญ่มากมาย รวมถึงยังเป็นเส้นทางตามรอยสหายนักสู้ผู้กล้า ที่ในอดีตได้มาร่วมรบ ตั้งค่าย หลบภัย และบางคนยาม “พักรบ” ก็ได้ “พบรัก” กัน ณ สถานที่แห่งนี้

เส้นทางสายนักสู้นี้มีจุดแวะเที่ยวชมสำคัญ เริ่มจาก “ค่ายจําลอง” ที่ตั้งอยู่ในดงต้น “สยา” สูงใหญ่ร่มรื่นมีทั้งสยาขาวและสยาแดง
ศาลาเอนกประสงค์ แห่งค่ายจำลอง
ค่ายจำลองเป็นการจำลองวิถีชีวิตสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาในอดีต ที่ต้องหลบซ่อนอยู่กลางป่าเขา หลายพื้นที่ถึงขนาดที่ต้องขุดอุโมงค์ลงไปอาศัยอยู่ใต้ดิน เพื่อป้องกันการโจมตีจากทางอากาศ

ค่ายจำลอง มีการแบ่งพื้นที่เป็นส่วนต่าง ๆ อย่างเรียบง่ายใต้กลุ่มต้นไม้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น จุดเวรยาม ศาลาเอนกประสงค์ (ส่วนประชุม) โรงครัวที่ใช้ภูมิปัญญาหุงหาอาหารแบบไร้ควัน (แบบครัวขงเบ้ง) ห้องนอน รวมถึงห้องพิเศษ คือ “ห้องแต่งงาน” หรือ “ห้องวิวาห์” ที่คู่รักคู่ไหนจะใช้ต้องจองคิวกันยาว

ส่วนคู่ไหนเมื่อเข้าห้องไปแล้ว จะเข้าไปนั่งสวดมนต์ ตบยุง ร้องเพลง ก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของคู่นั้น ๆ เพราะนี่คือแง่งามของ “รักในยามรบ” ที่ไปจบในห้องวิวาห์
ต้นหลุมพอใหญ่ รุกข มรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี
คุณป้า “กอบแก้ว แซ่แซ่ง” อดีตนักต่อสู้ผู้ผ่านเหตุการณ์การสู้รบและการอยู่ค่ายหลบภัยใต้ดินมา เล่าให้ผมฟังระหว่างพาเดินนำชมค่ายจำลองว่า สมัยนั้นเหล่าสหายนักสู้จะต้องแยกกันอยู่ชาย-หญิง ส่วนใครที่รักใคร่ชอบพอกัน หากอยากแต่งงาน จะต้องให้สมาชิกอนุมัติ

จากค่ายจำลอง เดินต่อไปจะเจอกับ “หลุมพอ” ต้นสูงใหญ่ ทางชุมชนคาดว่าน่าจะมีอายุราว 500 ปี ถือเป็นหนึ่งในต้นไม้ “รุกข มรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี
สวนสมุนไพรชุมชน
ส่วนจุดสนใจถัดไปเป็น “สวนสมุนไพร”ชุมชน ที่ชาวบ้านนำสมุนไพรไปใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้รักษาโรค บรรเทาอาการต่าง ๆ นำโดย “ต้าลี่หวัง” หรือ “จอมพลัง” สมุนไพรขึ้นชื่อของเบตง ที่มีสรรพคุณเด่นด้านการบำรุงกำลัง

จากนั้นก็มาถึงจุดไฮไลท์ “ต้นไม้ใหญ่” ที่เห็นแล้วชวนตะลึงไม่น้อยกับ “ต้นสมพง”ยักษ์ ขนาด 38 คนโอบ ยืนต้นสูงใหญ่ พูพอนค้ำยันเด่นตระหง่านมีความสูงกว่าหัวคนเสียอีก
ต้นสมพงยักษ์ 38 คนโอบ
สมพงยักษ์ต้นนี้มีอายุหลายร้อยปี เป็นหนึ่งในต้นไม้ “รุกข มรดกของแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี” และเคยได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ (ก่อนที่เร็ว ๆ นี้จะมีการค้นพบต้นสมพงขนาด 40 คน โอบที่จังหวัดตรัง)

ส่วนที่ผมเห็นแล้วหัวร่อมิได้ร่ำไห้มิออกก็คือ ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้มันมีป้ายปักติดบอกใต้ต้นไม้ใหญ่เยอะจนเกินงาม เพราะบางจุดป้ายมันเข้าไปทำลายมุมความงามตามธรรมชาติของมันอย่างน่าเสียดาย

ประวัติศาสตร์คู่ชุมชน

ด้วยความที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 เคยเป็นทั้งฐานที่มั่นและชาวบ้านที่นี่ (ผู้สูงอายุ) ก็เคยเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ประวัติศาสตร์ชุมชนจึงผูกพันอยู่กับเรื่องนี้เป็นสำคัญ
อนุสรณ์วีรชน
ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่ล้วนเคยเป็นนักต่อสู้กับความอยุติธรรมการกดขี่ข่มเหง จากจักรวรรดินิยมมาแล้วทั้งหลาย หลายคนยังจำภาพความหลังได้ดี หลายคนก็มาทำหน้าที่ไกด็ท้องถิ่นบอกเล่าเรื่องราวในอดีตกับนักท่องเที่ยว

สำหรับจุดท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของบ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 นั้นก็ได้แก่ ค่ายจำลองในเส้นทางดูต้นไม้ยักษ์ (ตามที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น) นอกจากนี้ก็ยังมี “อนุสรณ์วีรชน” ที่ตั้งโดดเด่นบนขุนเขากลางหมู่บ้าน

อนุสรณ์วีรชนแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเล่าวีรชนนักสู้ผู้กล้าที่ร่วมกันต่อต้านการคุกคามของจักรวรรดินิยม ซึ่งพวกเขาได้เสียสละเลือดเนื้อชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดังเช่นทุกวันนี้
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์
ส่วนอีกหนึ่งจุดที่ทางชุมชนบ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 ภูมิใจและตั้งใจนำเสนอก็คือ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา)” ที่เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนที่จัดแสดงอย่างเรียบง่าย แต่มีเรื่องราวเพียบ (สำหรับผู้ที่สนใจ) ภายในเก็บข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ อาวุธ เครื่องดนตรี เครื่องมือแพทย์ ฯลฯ ในอดีตยุคสมัยของการสู้รบ ซึ่งทุกอย่างเป็นของจริง

รวมถึงภาพประวัติศาสตร์ของชุมชน ทั้งเรื่องราวการสู้รบ และเรื่องราวความเป็นมาของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา โดยผู้นำชมและบอกเล่าเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตนักต่อสู้ของที่นี่ ซึ่งจะว่าไปคุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย ในหมู่บ้านนี้ พวกท่านล้วนเคยเป็นอดีตนักต่อสู้ตัวจริงเสียงจริงกันมาแล้วทั้งนั้น
ช่วงหน้าผลไม้ บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 มีเงาะ-มังคุดปลอดสารพิษให้เก็บกินสด ๆ จากต้น
สำหรับผมการได้มาเที่ยว-กิน-นอน ที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์ฯ 10 นั้นถือเป็นการสัมผัสกับเบตงในมุมที่แตกต่างออกไปจากทุก ๆ ครั้ง เพราะทุกทีเราจะนอนพักอยู่แต่ในตัวเมือง และออกเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวดัง ๆ

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ชุมชนแห่งนี้ย้ำเตือนให้เราฉุกคิดก็คือ ความเป็นไปของสังคมโลกนับจากอดีตถึงปัจจุบันนั้น มันสะท้อนความจริงให้เห็นว่า...

ถ้าโลกนี้ยังเต็มไปด้วยความอยุติธรรม การกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ เป็นคนเหมือนกัน แต่มองความเป็นคนไม่เท่าเทียมกัน เพราะมีมายาคติของเส้นแบ่งกั้นทางเชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ การเมือง ลัทธิ ศาสนา โลกนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยการเข่นฆ่าทำลาย

...“สันติภาพ” ก็ยังคงเป็นเพียงคำกล่าวที่ “ล่องลอย” และ “เลื่อนลอย” ในสายลมอยู่ตลอดไป...
พูพอนต้นสมพงยักษ์
....................................................................................................

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุก : หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา๑๐ หรือที่ โทร.0-7326-3037, 09-3785-4216, 08-4718-5392
....................................................................................................

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...