xs
xsm
sm
md
lg

“พิพิธภัณฑ์ฯ พระนคร” โฉมใหม่ไฉไลกว่า งามล้ำค่ามรดกแห่งชาติไทย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

Facebook :Travel @ Manager
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันนี้ปรับโฉมใหม่ทันสมัยน่าชม



ครั้งล่าสุดที่คุณได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติคือเมื่อไร?

"พิพิธภัณฑ์" อาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้นนัก ยิ่งพอมีคำว่า “แห่งชาติ” ห้อยท้าย หลายคนก็อาจส่ายหน้า เพราะยังติดภาพเก่าของห้องจัดแสดงที่มีมืดทึม ร้อนอบ มีข้าวของเก่าแก่วางโชว์แบบไม่รู้เนื้อหา แต่ขอบอกวันนี้ไม่เหมือนเก่าแล้ว เพราะทางกรมศิลปากรเขาเพิ่งปรับปรุงห้องจัดแสดงภายใน "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร" ใหม่ถึง 12 ห้อง ซึ่งอยู่ในหมู่พระวิมาน 10 ห้อง และในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์อีก 2 ห้อง เป็นการปรับปรุงท้ังสถานที่และรูปแบบการจัดแสดงใหม่ที่ทันสมัยไฉไลน่าชมมากยิ่งขึ้น

ถ้าการชมพิพิธภัณฑ์ครั้งล่าสุดของคุณนานนน...จนจำไม่ได้แล้ว ก็อยากชวนให้มาเที่ยวกันอีกสักครั้ง มาดูว่าตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน

พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ขณะนี้กำลังจัดนิทรรศการวังหน้านฤมิต ถึงวันอาทิตย์ที่ 28 เม.ย. นี้
ก่อนอื่นต้องบอกว่าที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ฯ พระนคร เดิมนั้นคือ "พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือ “วังหน้า” ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เทียบได้กับพระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๑-๕ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นตำแหน่งมกุฎราชกุมารในสมัยรัชกาลที่ ๖

ส่วน “หมู่พระวิมาน” ซึ่งปัจจุบันเป็นห้องจัดแสดงที่เพิ่งปรับปรุงเสร็จใหม่นั้นเดิมก็คือพระราชมณเฑียรที่ประทับของวังหน้านั่นเอง ดังนั้นนอกจากจะมาชมโบราณวัตถุต่างๆ แล้วก็จะได้ชมวังพร้อมกันในคราวเดียว โดยหมู่พระวิมานตั้งอยู่บริเวณด้านหลัง “พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย” ซึ่งเป็นท้องพระโรงวังหน้า และอยู่ด้านหน้าสุดของหมู่พระวิมาน โดยขณะนี้ภายในพระที่นั่งแห่งนี้กำลังใช้เป็นสถานที่จัดนิทรรศการ “นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีต ในหลืบแห่งปัจจุบัน” (In Situ from the Outside: Reconfiguring the Past in Between the Present) ซึ่งเป็นนิทรรศการในโครงการ “วังหน้านฤมิตในมิติแห่งกาลเวลา” ซึ่งคุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน เป็นผู้อำนวยการโครงการ โดยนิทรรศการนี้จะบอกเล่าเรื่องราวพื้นที่ประวัติศาสตร์วังหน้าด้วยวิธีการ ความคิด และกระบวนการที่หลากหลายผ่านศิลปินร่วมสมัยและบุคลากรแขนงต่างๆ ออกมาเป็นมุมมองใหม่อย่างน่าสนใจ ถือเป็นมิติใหม่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเลยก็ว่าได้ แต่นิทรรศการนี้จะจัดแสดงถึงวันที่ 28 เมษายน หรือวันอาทิตย์นี้เท่านั้น ใครอยากชมต้องมาอาทิตย์นี้เลย
หมู่พระวิมานทางปีกขวา (เมื่อหันหน้าออกจากพิพิธภัณฑ์)


จากนั้นก็ได้เวลาไปชมโฉมใหม่ของห้องจัดแสดงภายในหมู่พระวิมานด้านหลังกันแล้ว ห้องต่างๆ ภายในหมู่พระวิมานนั้นเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด เราเดินชมแบบเวียนตามเข็มนาฬิกา เริ่มที่ห้องจัดแสดงแรก “พระที่นั่งทักษิณาภิมุข” ซึ่งจัดแสดงเครื่องมหรสพและการละเล่นไทย ศิลปะไทยประเพณี เข้าไปก็ต้องตะลึงกับหัวโขนและเศียรครูที่จัดแสดงอย่างโดดเด่นในตู้กระจกบานใหญ่ งดงามลงตัวทั้งการจัดวาง แสงไฟที่สาดส่องได้มุม พร้อมคำบรรยายไทย-อังกฤษที่อ่านง่าย และแอร์ที่เย็นฉ่ำ

“หุ่นหลวง” หรือหุ่นใหญ่ แต่งกายงดงามเหมือนตัวละคร
เศียรครูและหัวโขนที่จัดแสดงภายในตู้กระจก
ในห้องนี้ยังจัดแสดง “หุ่นหลวง” หรือหุ่นใหญ่ ซึ่งเป็นหุ่นชักที่ใช้คนเชิด 1 คนต่อหุ่น 1 ตัว ตัวหุ่นยังใส่เสื้อผ้าสวยงามเหมือนคนรำละครจริงๆ อีกด้วย อีกทั้งยังมี “หุ่นเล็ก” หรือหุ่นวังหน้า หุ่นไทยที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในสมัย ร.๕ ทรงคิดขึ้นใหม่ และได้เคยใช้เล่นเรื่องรามเกียรติ์ถวายรัชกาลที่ ๕ ทอดพระเนตรมาแล้วด้วย

“หุ่นเล็ก” หรือหุ่นวังหน้า หุ่นไทยที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในสมัย ร.๕ ทรงคิดขึ้นใหม่
การจัดแสดงภายในพระที่นั่งทักษิณาภิมุข
ลับแลแกะสลักงดงาม จัดแสดงบนชั้น 2 ของพระที่นั่งวสันตพิมาน
ห้องถัดไปคือ “พระที่นั่งวสันตพิมาน” ซึ่งมี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นห้องจัดแสดงเครื่องที่ประทับวังหน้า ในห้องนี้มีเครื่องเรือนโบราณผลงานของช่างหลวงหลายสาขาที่รวบรวมไว้ในวังหน้ามาแต่ต้น และได้นำมาจัดจำลองรูปแบบและบรรยากาศพระวิมานที่ประทับในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งก็ตรงกับการใช้งานซึ่งเดิมเคยเป็นที่ตั้งพระแท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
เครื่องถ้วยในราชสำนักหลากหลายแบบในพระที่นั่งวสันตพิมานชั้นล่าง
ส่วนชั้นล่างจัดแสดงเครื่องถ้วยในราชสำนักตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมักเป็นสินค้านำเข้าหรือออกแบบอย่างไทยแล้วสั่งทำจากประเทศจีน มีทั้งเครื่องถ้วยเบญจรงค์ เครื่องถ้วยลายคราม เครื่องถ้วยลายน้ำทอง เป็นต้น

ถัดมาเป็น “พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข” จัดแสดงเครื่องโลหะศิลป์ ทั้งพระพุทธรูป อาวุธ รวมไปถึงภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ ที่สร้างด้วยความประณีต เพื่อถวายแด่พระมหากษัตริย์ ใช้เป็นเครื่องประกอบอิสริยยศพระบรมวงศานุวงศ์ เครื่องยศขุนนาง และเครื่องใช้พระสงฆ์ ในรูปแบบของศิลปะช่างไทย เช่น งานถมเงิน งานถมทอง งานถมปัด งานกะไหล่ งานดุนทอง-เงิน และเครื่องบังกะลอ
สัปคับงาช้าง และอีกหลากหลายรูปแบบในพระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข
จากนั้นเข้าสู่ “พระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข” จัดแสดงเครื่องสัปคับ หรือที่นั่งบนหลังช้างสำหรับการออกศึกหรือการเดินทางไปในที่ต่างๆ มีทั้งสัปคับทำจากงาช้างฝีมือช่างล้านนา สัปคับพร้อมกูบทรงกระโจม เป็นต้น และในห้องนี้ยังมีฉากขนาดใหญ่ที่ลอกลวดลายจิตรกรรมฝาผนังวัดบวรสถานสุทธาวาสแห่งวังหน้า ซึ่งเป็นภาพการชนช้าง ซึ่งทำให้เราได้เห็นการใช้ภาพงานของสัปคับด้วย


ด้านหลังฉากนี้เองมีห้องจัดแสดงสำคัญอีกห้องหนึ่งคือ “มุขเด็จ” แต่เนื่องจากมีฉากบังอยู่หลายคนจึงอาจมองไม่เห็นว่ายังมีห้องด้านหลังอีก แต่เจ้าหน้าที่ที่ประจำตรงจุดนี้จะเป็นผู้คอยบอกให้นักท่องเที่ยวไม่พลาดชม เพราะห้องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์เด่นของที่นี่ก็ว่าได้
ธรรมาสน์กลมและบานประตูวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ไฮไลท์ในห้องเครื่องไม้แกะสลัก (ภาพโดย กรมศิลปากร)

ภายในห้องมุขเด็จจัดแสดงเครื่องไม้แกะสลักซึ่งเป็นงานประณีตศิลป์ไทยที่สะท้อนวิถีชีวิตคนไทยมาแต่อดีต เพราะบ้านเรามีไม้อยู่มาก การก่อสร้างต่างๆ เมื่อก่อนนี้จึงใช้ไม้เป็นหลัก ส่วนงานจำหลักไม้ที่ต้องใช้ฝีมือและความปราณีตเป็นอย่างสูงนั้นก็มักจะเป็นเครื่องไม้จำหลักในพระพุทธศาสนาและเครื่องราชูปโภค


สำหรับงานจำหลักไม้ชิ้นเด่นที่อยู่กลางห้องนั้นก็คือธรรมาสน์กลม หรือที่นั่งสำหรับพระสงฆ์นั่งเทศน์ ซึ่งเดิมอยู่ที่วัดค้างคาว จ.นนทบุรี เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลายที่งดงามยิ่งนัก งานชิ้นนี้โชว์ฝีมือช่างที่หลากหลาย ทั้งงานแกะไม้นูนต่ำ นูนสูง งานฉลุลาย งานประดับกระจก และไฮไลท์อีกชิ้นหนึ่งที่อยู่ด้านหลังก็คือบานประตูวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ที่ ร.๒ ทรงฝากฝีมือแกะสลักไว้ร่วมกับช่างในพระราชสำนัก เป็นงานแกะล้วง คือการสลักลงไปในผิวไม้ลึกลงไปจนลวดลายลอยตัวแบบ 3 มิติ ภายหลังบานประตูนี้ถูกไฟไหม้ไปเกือบครึ่ง จึงนำมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ และสร้างประตูบานใหม่ไปไว้แทน
ฉลองพระองค์ของรัชกาลที่ ๔ และผ้าในราชสำนัก
ต่อจากนั้นเป็น “พระที่นั่งอุตราภิมุข” จัดแสดงผ้าในราชสำนัก ชิ้นเด่นภายในตู้กระจกเป็นฉลองพระองค์ของรัชกาลที่ ๔ ฉลองพระองค์ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และมีผ้าลายอย่าง ซึ่งเป็นผ้าพื้นที่ใช้เทคนิคพิมพ์ลายบนผืนผ้า สั่งทำจากอินเดีย ใช้เป็นเครื่องทรงของขุนนางชั้นต่างๆ คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้ถ้าไม่ได้รับพระราชทานยศจากพระมหากษัตริย์
พระที่นั่งพรหมเมศธาดาชั้นบน จัดแสดงเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา
ถัดไปเป็น “พระที่นั่งพรหมเมศธาดา” ซึ่งมี 2 ชั้น ชั้นล่างจัดแสดงศิลปะเครื่องมุกอันวิจิตรงดงามที่เป็นเครื่องใช้ในพระบรมวงศานุวงศ์ และเครื่องใช้ของพระภิกษุสงฆ์ อีกทั้งในห้องนี้ยังมีขั้นตอนการทำเครื่องมุกที่ทำจากเปลือกหอยทะเลให้ชมอย่างละเอียดสำหรับคนที่สนใจอยากรู้วิธีการทำ ส่วนชั้นบนจัดแสดงเครื่องใช้ในพุทธศาสนา อาทิ พัดยศ เครื่องอัฐบริขาร ตู้พระไตรปิฏก เป็นต้น
เครื่องมุกอันวิจิตรงดงาม
เครื่องศัสตราวุธโบราณในพระที่นั่งบูรพาภิมุข
มาถึงห้องสุดท้ายในหมู่พระวิมาน คือ “พระที่นั่งบูรพาภิมุข” จัดแสดงเครื่องศัสตราวุธโบราณซึ่งเคยใช้ในการสงครามตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ได้แก่ ตำราพิชัยสงครามสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จัดแสดงพร้อมหุ่นจำลองการจัดกระบวนทัพแบบครุฑ คชยุทธ์หรือช้างศึก ชุดยันต์ของทหารที่ใช้ออกรบ


ชมครบ 10 ห้อง ในหมู่พระวิมานไปแล้ว ยังเหลืออีก 2 ห้องสุดท้ายที่อยู่ใน “อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์” ซึ่งซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของหมู่พระวิมาน (เมื่อหันหน้าออกจากพิพิธภัณฑ์) อาคารนี้มี “ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปะแห่งกรุงศรีอยุธยา” อยู่ที่ชั้น 2 จัดแสดงโบราณวัตถุทั้งพระพุทธรูป เทวรูป ศิลปวัตถุชิ้นเอกแห่งยุคอยุธยา ส่วนชั้นล่างเป็น “ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปะแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น” จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ สื่อสารประวัติศาสตร์เหตุการณ์การเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งของอาณาจักรคนไทยในนามกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์

เป็นอันครบทั้ง 12 ห้องจัดแสดงที่ปรับปรุงใหม่ล่าสุด โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือการจัดวางโบราณวัตถุต่างๆ ที่ไม่ได้เน้นปริมาณ แต่เน้นการสร้างความน่าสนใจของชิ้นไฮไลท์แต่ละชิ้น เรียกว่าจำนวนชิ้นน้อยลงแต่ก็เป็นงานชิ้นเด่นทั้งสิ้น การจัดแสงจัดไฟก็ช่วยส่งเสริมมุมมองที่สวยงามมากขึ้น ไม่ได้ดูเป็นแดนสนธยาแบบเมื่อก่อน อีกทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสื่อสารเนื้อหาจากตัววัตถุได้อย่างเหมาะสม ทั้งข้อมูลทัชสกรีน วีดีทัศน์ และแอพพลิเคชั่น QR-Code AR-Code แบบทันสมัยก็มีด้วยเช่นกัน
ภายในห้องประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปะแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
แนะนำเลยสำหรับใครที่ห่างหายจากการมาชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมานาน เพราะนอกจากจะได้พบกับโฉมใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิมแล้ว ยังได้มาสัมผัสกับบรรยากาศของวังหน้าที่งดงามอีกด้วย

* * * * * * * * * * * * * * *

"พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร" ตั้งอยู่ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตรงข้ามกับสนามหลวง ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีอีกหลายมุมที่ยังไม่ได้พาไปชม เช่น “พระที่นั่งพุทไธสวรรย์” อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ “พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน” จัดแสดงนิทรรศการแผ่นดินไทยในอดีต “พระตำหนักแดง” ที่ประทับของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งทรงพระเยาว์ “พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์” ที่ประทับสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และเครื่องที่ประทับของพระองค์ “โรงราชรถ” จัดแสดงพระราชยานในงานพระเมรุ พระเมรุมาศ และ “อาคารมหาสุรสิงหนาท” ที่ตอนนี้กำลังปิดปรับปรุงอยู่


นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเข้าชมภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้ทุกวันพุธ-อาทิตย์ (ยกเว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ในเวลา 09.00-16.00 น. โดยมีค่าเข้าชม คนไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท สามารถถ่ายภาพภายในห้องจัดแสดงได้ แต่ต้องไม่ใช้แฟลช และงดถ่ายวิดีโอ สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2224 1370, 0 2224 1402


สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...