xs
xsm
sm
md
lg

ลัดเลาะย่านสามเสน “เยี่ยมบ้านญวน เยือนบ้านเขมร” ประทับใจความหลากหลายทางชาติพันธุ์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

Facebook :Travel @ Manager
วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์
เมื่อไม่นานมานี้เรามีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี ในกิจกรรม “เยี่ยมบ้านญวน เยือนบ้านเขมร และคาราวะศาสนสถานริมเจ้าพระยา” มาสัมผัสความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์และความเชื่อทางศาสนาแห่งเมืองบางกอกในย่านสามเสน กรุงเทพฯ

จุดหมายแรกของครั้งนี้อยู่ที่ “ศาลเจ้าแม่ทับทิม” ตั้งอยู่เชิงสะพานกรุงธนฝั่งพระนคร เป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่อายุนับร้อยปี เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านละแวกนี้ ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้มีชาวจีนไหหลำเดินเรือสินค้ามาตั้งรกรากอาศัยอยู่และได้อัญเชิญเจ้าแม่ทับทิมมาไว้ที่นี่ด้วย
ศาลเจ้าแม่ทับทิม
ภายในศาลนอกจากประดิษฐานเจ้าแม่ทับทิม ยังมีเจ้าพ่อกวนอูที่อยู่ทางด้านขวามือของศาล เมื่อเดินเข้ามาในศาลแล้วถ้าเงยหน้ามองด้านบนของมุมประตู จะมองเห็นภาพวาด ค้างคาวคาบเหรียญ ซึ่งชาวจีนมีความเชื่อว่า ค้างคาวเป็นสัตว์สูงส่ง เพราะกินและนอนบนที่สูง เท้าไม่แตะพื้นดิน และยังมีสิ่งสำคัญที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง เช่น กระถางธูปเก่าแก่ ซึ่งมีตัวหนังสือภาษาจีนสลักอยู่ เป็นกระธูปโบราณในสมัยรัชกาลที่ 5
เจ้าแม่ทับทิม ที่เคารพนับถือของชาวบ้าน
กระถางธูปในสมัยรัชกาลที่ 5
การไหว้เจ้าแม่ทับทิม จุดธูป 9 ดอก พวงมาลัย ดอกไม้ ผลไม้ เป็ดไก่ ผ้าสี พวงมาลัยดอกไม้ 7 สียาว 7 ศอก ว่าว สายสร้อยไข่มุก ส่วนผู้ที่มาขอพรส่วนใหญ่มักขอเรื่องการค้าขายและขอบุตรนับเป็นอีกศาลหนึ่งที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชม ปัจจุบันนี้ยังมีชาวบ้านจากสถานที่อื่นเดินทางมากราบไหว้อยู่เป็นประจำ
ภาพวาดรูปค้างคาวคาบเหรียญ
ภายในวัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์
จากนั้นเดินทางไปยัง “วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์” ตั้งอยู่ที่ ซ.มิตตคาม ถ.สามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยในช่วงนั้นกลุ่มคริสตังชาวญวนหนีภัยสงครามและการเบียดเบียนทางศาสนา มาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทย โดยเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่นบริเวณวัดส้มเกลี้ยง เมื่อปี 2377 และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพิ่มเติมให้เป็นที่อยู่อาศัย และเพื่อสร้างวัดหลังแรก ซึ่งเป็นวัดชั่วคราว ทำด้วยไม้ไผ่ ใช้ชื่อว่า วัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์

วัดหลังแรกนี้อยู่ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น เนื่องจากในปี 2380 ได้เกิดพายุใหญ่ วัดพังเสียหาย จึงได้มีการสร้างวัดใหม่เป็นไม้ และได้นำพระรูปแม่พระและรูปนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ จากมะนิลามาตั้งในวัดหลังที่สองนี้ ต่อมาคริสตังที่สามเสนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ที่อยู่อาศัยคับแคบลง จึงได้มีการสร้างวัดใหม่ด้วยอิฐมีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 10 ปี เมื่อแล้วเสร็จได้ทำพิธีเสกอย่างสง่าในวันฉลองนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ในปีพ.ศ.2410
ด้านหน้าวัดคอนเซ็ปชัญ
อีกหนึ่งสถานที่ที่มีประวัติความเป็นมาที่สำคัญก็คือ "วัดคอนเซ็ปชัญ" ซ.มิตตคาม ถ.สามเสน วัดแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยหลังจากที่พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน ได้รับการอภิเษกที่กรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.2217 แล้ว ท่านก็ได้เดินทางมาอยู่ที่เมืองบางกอก และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าแผ่นดินในขณะนั้น เพื่อขอพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดและโรงพยาบาล สมเด็จพระนารายณ์ได้พระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) และได้สร้างวัดในศาสนาคริสต์ขึ้นด้วยอิฐลาดปูน โดยตั้งชื่อว่า Immaculee Conception ซึ่งหมายถึง "แม่พระปฏิสนธินิรมล" วัดนี้จึงถูกเรียกว่า "วัดคอนเซ็ปชัญ" ซึ่งบริเวณนี้ก็ถือเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ อีกด้วย

ต่อมาใน พ.ศ.2328 คุณพ่อลังเยอนัวส์ มิชชันนารีในประเทศเขมร ได้พาคริสตังโปรตุเกสกับชาวเขมรซึ่งเป็นคนรับใช้ของชาวโปรตุเกสมาอยู่ที่วัดคอนเซปชัญ นับแต่นั้นมาวัดนี้จึงถูกเรียกว่าวัดเขมร คริสตังโปรตุเกสกลุ่มนี้ได้นำพระรูปแม่พระซึ่งเป็นไม้แกะสลักมาด้วย โดยจะมีการอัญเชิญพระรูปมาแห่ในโอกาสวันฉลองใหญ่ๆอยู่เสมอ

วัดคอนเซ็ปชัญได้มีการซ่อมแซมและสร้างเพิ่มเติม แต่ก็ยังคงความสง่างาม เป็นอีกหนึ่งวัดคริสต์เก่าแก่คู่กรุงเทพฯมาจนถึงปัจจุบัน
มณฑปจตุรมุข
หลังจากชมความงดงามของวัดคริสต์แล้ว จากนั้นเดินทางมายัง “วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร” อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตดุสิต เดิมมีชื่อว่า “วัดสมอแครง” บ้างก็สันนิษฐานว่าคำว่าสมอเพี้ยนมาจากคำว่าถมอ (ถะมอ) เป็นภาษาเขมรแปลว่าหิน เป็นวัดเก่าแก่โบราณที่มีมาก่อนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์

ต่อมาสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้ทรงสถาปนาใหม่ ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์มาหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงรับเป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร” ทรงนำคำว่า เทวราช มานำหน้าพระนามของพระองค์เจ้ากุญชร ซึ่งเป็นพระนามเดิมของ กรมพระพิทักษ์เทเวศร ผู้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้มาก่อน
พระพุทธเทวราชปฏิมากร พระประธานในอุโบสถ
พระอุโบสถของวัดเทวราชกุญชร ถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีรูปทรงคล้ายกับ พระอุโบสถวัดพระแก้ว ผนังพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านข้างทั้ง 2 ด้าน เหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพ เหตุการณ์ตอนเหล่าเทพยดามาชุมนุมกัน โดยประธานในพระอุโบสถคือ “พระพุทธเทวราชปฏิมากร” เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อลงรักปิดทองปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยทวารวดี ตามความเชื่อจะสร้างความศักดิ์สิทธิ์ในการกราบขอพรพระองค์นี้เป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งนับเป็นวัดแรก ในประเทศไทยที่นำผ้าไตรมาเป็นเครื่องสักการะ และได้รับความศรัทธาสูงสุดมาจนถึงทุกวันนี้
ประดิษฐานของหลวงพ่อดำ
นอกจากนี้ภายในมณฑปจตุรมุขเป็นที่ประดิษฐานของ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีความเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และผู้คนนิยมไปกราบไหว้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน
พระสยามเทวาธิราช องค์จำลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทย
ภายในวัดยังมี “พิพิธภัณฑ์สักทอง” ที่มีบรรยากาศโอ่อ่าทุกสัดส่วนถูกตกแต่งด้วยไม้สัก แต่ที่โดดเด่นสะดุดตา ในส่วนแรกบริเวณประตูเข้ามาจะเป็นห้องโถงใหญ่ที่จัดแสดงนิทรรศการประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ ในส่วนที่ 2 จะเป็นห้องขนาดใหญ่ใกล้ๆ บันไดทางขึ้นชั้นสอง ที่ภายในจัดแสดงประวัติของ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา 5 สมัย ผู้ที่มอบบ้านหลังนี้ให้กับทางวัดเพื่อแหล่งศึกษาเรียนรู้ และภายในห้องนี้ยังเป็นที่ประดิษฐาน “พระสยามเทวาธิราช” องค์จำลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยให้ได้สักการะ
ห้องจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้ง
ชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ และได้พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่จัดแสดงพระพุทธรูปโบราณสมัยอยุธยา และทางด้านซ้าย-ขวาของห้องโถงนี้มีห้องขนาดใหญ่อยู่สองห้อง ห้องแรกนั้นเป็นห้องจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้ง 19 พระองค์ พร้อมประวัติในด้านคุณูปการ ในห้องถัดมาเป็นห้องจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งพระมหาเถระรูปสำคัญและเกจิอาจารย์ชื่อดังของไทยหลายๆ ท่าน อาทิ สมเด็จพุฒาจารย์โต, หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต, พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
อุโบสถวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร
และปิดท้ายทริปนี้กันที่ “วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร” วัดเก่าแก่ที่สันนิษฐานกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยละโว้โน่น เดิมชื่อว่า "วัดสมอราย" ต่อมารัชกาลที่ 4 ได้ทรงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดราชาธิวาสวิหาร" แปลว่า วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา อีกทั้งรัชกาลที่ 4 สมัยที่ยังเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎก็ได้ผนวชและจำพรรษา ณ วัดนี้ และได้ก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นที่นี่ด้วย
ภายในอุโบสถ
สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นก็คือพระอุโบสถซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ "นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบ โดยมีลวดลายเลียนแบบสถาปัตยกรรมขอม มีเสาพาไลรอบ แต่ก็ยังคงรักษาโครงสร้างของพระอุโบสถเดิมที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 ไว้อย่างสวยงาม
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...