ประเทศญี่ปุ่นย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ถึงเวลาที่ทุกคนต่างรอคอยให้ “ดอกซากุระ” อันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิเริ่มเบ่งบาน ซึ่งก็ต้องติดตามพยากรณ์การบานของดอกซากุระกันต่อไปว่าจะเริ่มผลิบานเมื่อไร แต่จากการพยากรณ์ที่เผยออกมาก็คาดว่าในปีนี้จะบานเร็วกว่าปีที่ผ่านมา (คลิกอ่าน มาแล้ว “พยากรณ์ซากุระญี่ปุ่น 2019” พร้อม 16 จุดชมซากุระทั่วประเทศญี่ปุ่น)
และระหว่างที่รอให้ดอกซากุระเบ่งบานนั้น หลายคนอาจกำลังหาข้อมูลอยู่ว่าจะไปชมซากุระที่ไหนดีถึงจะสวยถูกใจ ดังนั้นเราจึงขอรวบรวมข้อมูลจุดชมดอกซากุระสวยๆ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มาให้เลือกไปชมมากถึง 13 จุดด้วยกัน ซึ่งแต่ละแห่งก็มีเสน่ห์น่าไปชมทั้งสิ้น
ศาลเจ้ายาสุคุนิ
สำหรับจุดชมดอกซากุระเบ่งบานในโตเกียวแห่งแรก ขอพามาที่ “ศาลเจ้ายาสุคุนิ” ศาลเจ้าตามลัทธิชินโตที่ใหญ่ที่สุดของกรุงโตเกียว สร้างขึ้นในยุคเมจิ ราวปี ค.ศ.1869 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและเป็นที่สถิตย์ของดวงวิญญาณที่เสียชีวิตในสงครามกลางเมืองของญี่ปุ่น หรือสงครามโบชิง รวมถึงผู้เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามมหาเอเชียบูรพา รวมแล้วกว่ากว่า 2.5 ล้านคน
ศาลเจ้าแห่งนี้จึงผู้คนเดินทางมาเยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมากในทุกๆ วัน และในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ภายในศาลเจ้ายาสุคุนิยังงดงามไปด้วยต้นซากุระที่ปลูกไว้ทั่วบริเวณกว่า 500 ต้น
และที่สำคัญคือที่นี่มีต้นซากุระต้นสำคัญเรียกว่า “ต้นซากุระมาตรฐานโตเกียว” ซึ่งในทุกๆ ปีเมื่อมีประกาศการคาดการณ์ดอกซากุระบานของโตเกียวจากสำนักอุตุนิยมวิทยา ก็จะใช้ต้นซากุระต้นนี้เป็นมาตรฐาน โดยถ้าดอกซากุระที่ต้นนี้บาน 5-6 ดอกขึ้นไป ก็จะประกาศว่าซากุระที่โตเกียวเริ่มบานแล้ว และถ้ามีดอกบานเกิน 80% ก็จะถือว่าบานเต็มที่ (ในจังหวัดอื่นๆ ก็จะมีต้นซากุระมาตรฐานสำหรับวัดการบานเช่นกัน)
การจะหาต้นซากุระมาตรฐานที่อยู่ในศาลเจ้ายาสุคุนินั้นไม่ยากเลย เพราะมีอยู่ต้นเดียวเท่านั้นที่มีรั้วล้อมไว้ พร้อมกับมีป้ายอธิบายความสำคัญ
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสถานี Kudanshita
(สำหรับจุดชมที่ 1-4 สามารถนั่งรถไฟใต้ดินมาขึ้นที่สถานี kudanshita แล้วเดินเท้าเที่ยวถึงกันได้ จุดที่ 4 ค่อนข้างจะไกล แต่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกันหมด ถ้าใครเดินเก่ง มีรองเท้าเดินสบายก็สามารถเดินเที่ยวได้เลย)
สวนคิตะโนะมารุ (Kitanomaru National Garden)
สำหรับสวนคิตะโนะมารุ (Kitanomaru National Garden) ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทเอโดะ ปัจจุบันเป็นสวนที่อยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังอิมพิเรียล มีคูน้ำล้อมรอบ ในสวนนี้มีสถานที่สำคัญของโตเกียว ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งชาติ และนิปปอน บุโดคัง (Nippon Budokan)
ต้นซากุระที่สวนแห่งนี้เรียงรายงดงามตั้งแต่ด้านหน้าทางเข้าริมถนน และยิ่งหนาแน่นบริเวณด้านหน้าทางเข้าสวน ใครๆ ต่างก็มาถ่ายรูปกันบริเวณนี้ ส่วนพื้นที่ภายในสวนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มครอบครัวและเพื่อนฝูงมาปูเสื่อนั่งปิกนิกกินอาหารกัน พูดคุยกันอย่างเพลิดเพลินใต้ร่มเงาของซากุระ
และเนื่องจากบริเวณโดยรอบด้านนอกสวนมีคูน้ำโอบล้อม รอบคูน้ำมีต้นซากุระปลูกเรียงเป็นแถว ภายในคูน้ำมีคนพายเรือลำน้อยชมต้นซากุระโน้มกิ่งลงสู่ผืนน้ำ ทำให้ทัศนียภาพการชมดอกซากุระที่นี่มีเสน่ห์ยิ่งนัก
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสถานี Kudanshita
ชิโดริงะฟุชิ (Chidorigafuchi)
เมื่อสักครู่พูดถึงการพายเรือชมซากุระในคูน้ำรอบสวนคิตะโนะมารุไปแล้ว หากใครอยากที่จะสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้นจะต้องมาต่อคิวลงเรือที่ “ชิโดริงะฟุชิ” ซึ่งอยู่ติดกับสวนคิตะโนะมารุนั่นเอง
ชิโดริงะฟุชิ เป็นทางเดินเลียบคูน้ำทางฝั่งตะวันตกของสวนคิตะโนะมารุ มีระยะทางยาวประมาณ 700 เมตร ที่ตลอดเส้นทางมีต้นซากุระต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมเป็นดังอุโมงค์ซากุระอลังการ ทำให้บริเวณนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความงามของซากุระกันหนาแน่น
ช่วงกลางของทางเดินจะเป็นทางลงไปสู่ท่าเรือสำหรับผู้ที่อยากจะไปพายเรือชมดอกซากุระในคูน้ำ ซึ่งดูจากจำนวนคนที่มารอคิวขึ้นเรือแล้วบอกเลยว่ารอนานนิด แต่เชื่อว่าวิวที่ได้เห็นนั้นต้องสวยประทับใจ และในช่วงที่ซากุระบานเต็มที่ บนเส้นทางนี้จะประดับไฟงดงาม และสามารถพายเรือชมความงามได้ถึงเวลา 20.00 น.
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสถานี Kudanshita แล้วเดินผ่านสวนคิตะโนะมุระมา หรือรถไฟใต้ดินสถานี Hanzomon
พระราชวังอิมพีเรียล (Imperial Palace)
จุดชมซากุระที่นี่ถือว่าพิเศษสุด เพราะในแต่ละปีพระราชวังอิมพีเรียลจะมีการเปิดให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวเข้าชมได้แบบไม่ต้องจอง ไม่ต้องลงทะเบียนเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น คือในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ชมดอกซากุระ) และฤดูใบไม้ร่วง (ชมใบไม้เปลี่ยนสี) โดยกำหนดวันเข้าชมแต่ละปีจะแตกต่างกันตามการบานของดอกซากุระ แต่จะเปิดให้เข้าชมประมาณ 9 วัน (สำหรับในปี 2562 ยังไม่กำหนดวันเข้าชม เนื่องจากต้องรอคาดการณ์วันดอกไม้บาน)
การเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมดอกไม้ในพระราชวังอิมพีเรียลนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระจักรพรรดิอากิฮิโตะมีพระชนม์พรรษาครบ 80 ปี สำหรับพื้นที่ที่เปิดให้เข้าชมก็ถือว่าอยู่ในเขตพระราชวังชั้นนอก โดยทางเข้าจะอยู่บริเวณประตู Sakashita Gate (ใกล้กับสะพาน Nijubashi) จากนั้นจะต้องผ่านการตรวจสัมภาระจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน จากนั้นจึงผ่านเข้าประตู Sakashita เข้าไปสู่ทางเดินภายใน
ภายในเขตพระราชวังอิมพีเรียลนี้เราจะได้ชมต้นซากุระหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นที่อายุเก่าแก่ปลูกมานาน และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ตลอดสองข้างทางเดินจะมีต้นซากุระให้ชมไปเรื่อยๆ เป็นเส้นทางยาวประมาณ 800 เมตร จนมาออกยังประตู Inui Gate หรือสามารถเดินแยกไปทางขวาเพื่อไปยังสวนตะวันออกของพระราชวังก็ได้เช่นกัน
เนื่องจากมีการเปิดให้เข้าชมปีละ 2 ครั้ง ประชาชนทั้งชาวญี่ปุ่นเองและชาวต่างชาติต่างจึงพากันมาเข้าคิวรอชมกันเป็นจำนวนมาก การชมหรือการถ่ายรูปก็อาจไม่สะดวกเพราะคนที่เยอะมากและมีการกั้นเชือกทางเดิน ไม่เหมือนกับการชมซากุระในที่สาธารณะอื่นๆ แต่บรรยากาศความพิเศษที่ได้เข้าไปชมซากุระถึงภายในพระราชวังนั้นย่อมเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ดังนั้นหากมีโอกาสก็แนะนำให้มาชมกันให้ได้
การเดินทาง : สถานีรถไฟ / รถไฟใต้ดินสถานี Tokyo
อุเอะโนะ (Ueno Park)
“สวนอุเอะโนะ” เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในโตเกียว และยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนมาเยือนเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปีแม้ไม่ใช่ฤดูชมดอกซากุระก็ตาม เพราะที่นี่เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของญี่ปุ่นซึ่งเปิดครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1873 โดยก่อนหน้านั้นพื้นที่บริเวณนี้เป็นของวัดคันเอจิมาก่อน ปัจจุบันสวนอุเอะโนะยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอื่นๆ อาทิ สวนสัตว์อุเอโนะ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลากหลายสาขา เจดีย์หกเหลี่ยม เบ็นเท็นโด วัดคิโยมิซุ คันนงโด ศาลเจ้าอุเอโนะโทโชกู เป็นต้น
เนื่องจากความใหญ่โตของสวนอุเอะโนะที่แต่ละมุมก็มีต้นซากุระปลูกอยู่ทั่วนับพันต้น ทำให้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่สวนอุเอะโนะจึงมีจุดชมดอกไม้งามแตกต่างกันไปในหลายๆ จุด ทั้งในโซนสระน้ำชิโนะบาสุ ที่บริเวณทางเดินริมน้ำก็มีซากุระปลูกไว้สองฟากฝั่ง บางต้นโน้มกิ่งลงสู่ผิวน้ำงดงามยิ่งนัก บริเวณนี้สามารถเดินชมทิวทัศน์ได้หรือจะพายเรือ/ถีบเรือเป็ด ภายในสระน้ำก็ได้เช่นกัน
ส่วนบริเวณตอนกลางของสวนก็เต็มไปด้วยต้นซากุระปลูกไว้ทั่วเช่นกัน โดยเฉพาะทางเดินกลางสวนนั้นจะมีต้นซากุระสูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านจนกลายเป็นอุโมงค์ซากุระแสนงาม และสองข้างทางก็จะมีคนมาปูผ้าพลาสติกสีฟ้าจับจองที่นั่งเพื่อสังสรรค์กันในกลุ่มเพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงาน พร้อมกับชมความงดงามของดอกซากุระที่สวยสะพรั่ง
สำหรับธรรมเนียมการจับจองที่นั่งนั้นก็น่าสนใจ เพราะแม้จะมีการสังสรรค์กันช่วงเย็นหลังเลิกงาน แต่ก็ต้องให้คนมาจองที่นั่งกันแต่เช้าหรือข้ามคืนเพื่อจะได้มุมที่ดีที่สุด และคนที่รับหน้าที่นี้ก็ต้องเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยหรือรุ่นน้องที่ทำงาน บ้างใส่ชุดสูทเต็มยศมานั่งโดดเดี่ยวท่ามกลางผืนผ้าสีฟ้า บ้างก็มีเพื่อนมานั่งคุยหรือกินอะไรร้อนๆ แก้หนาวไปด้วย มองเพลินดีไม่น้อย
การเดินทาง : สถานีรถไฟ Ueno, สถานีรถไฟ Keisei-ueno หรือสถานีรถไฟใต้ดิน Ueno
“สวนชินจูกุ” (Shinjuku Gyoen National Garden)
“สวนชินจูกุ” เป็นอีกหนึ่งสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของโตเกียว ตั้งอยู่ระหว่างย่านชินจูกุและชิบูย่า ซึ่งแม้ว่าจะตั้งอยู่ในย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านเป็นอย่างมาก แต่บรรยากาศภายในสวนชินจูกุกลับแตกต่าง เพราะความวุ่นวายของผู้คนจะหยุดลงเมื่อได้เดินเข้าสวนแห่งนี้ และแปรเปลี่ยนไปเป็นความเงียบสงบท่ามกลางแมกไม้นานาพรรณ
สวนชินจูกุเป็นอีกหนึ่งสวนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ในอดีตเคยเป็นบ้านพักของไดเมียวแห่งตระกูลนาอิโตะ (Naito) และเป็นสวนของจักรพรรดิและพระราชวงศ์มาก่อน จนกระทั่งในปี ค.ศ.1974 ได้เปิดเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนได้เข้าชม
ที่สวนแห่งนี้มีต้นซากุระมากถึง 1,500 ต้น จนได้เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระในอันดับต้นๆ ของโตเกียว ยามเมื่อดอกซากุระพร้อมใจกันเบ่งบานนั้น สวนแห่งนี้จะกลายเป็นเกาะสีขาวอมชมพูที่มีตึกสูงรายล้อม และบรรยากาศของสวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างเดินทางมาชมความงดงามของดอกไม้แห่งฤดูใบไม้ผลิ ภายในสวนชินจูกุนั้นมีการจัดสวนทั้งแบบญี่ปุ่น อังกฤษ และแบบฝรั่งเศส และยังมีโรงเรือนกระจกให้ได้ชมพรรณไม้นานาชนิดกันอีกด้วย แต่ที่สวนชินจูกุจะต่างจากสวนอื่นๆ คือจะมีต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 200 เยน
การเดินทาง : สถานีรถไฟ Shinjuku หรือสถานี Sendagaya และสถานีรถไฟใต้ดิน Shinjuku-Gyoenmae
“สวนโยโยงิ” (Yoyogi Park)
“สวนโยโยงิ” ตั้งอยู่ในเขตชิบุยะ สวนสาธารณะแห่งนี้แม้จะอยู่ติดกับย่านฮาราจุกุอันเป็นย่านท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโตเกียว แต่บรรยากาศภายในสวนโยโยงิกลับร่มรื่นเงียบสงบ พื้นที่ของสวนแห่งนี้โยโยงิมีขนาดกว้างใหญ่มาก เมื่อครั้งอดีตเคยถูกใช้เป็นพื้นที่ทดสอบเครื่องบินในการบินขึ้นสู่ท้องฟ้า และกัปตันโยชิโทชิ โทคุงาวะ ได้นำเครื่องบินบินขึ้นสู่ฟ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในช่วงสงครามสวนแห่งนี้กลายมาเป็นพื้นที่สำหรับเคลื่อนกำลังทหาร ปัจจุบันนี้ สวนโยโยงิกลายมาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะในวันอาทิตย์ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้พื้นที่ในการเล่นดนตรีหรือแสดงผลงานศิลปะของตนเองได้
ในช่วงที่ต้นซากุระออกดอกสะพรั่ง สวนแห่งนี้ก็เป็นที่นิยมในการมาชมดอกซากุระไม่แพ้ที่อื่นๆ หลายคนอาจจะเช่าชุดกิโมโนมาเพื่อถ่ายภาพกับดอกซากุระแสนสวย ช่วยเพิ่มบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นให้เต็มที่ และนอกจากจะมาชมซากุระแล้ว ก็ยังสามารถเดินต่อไปยัง “ศาลเจ้าเมจิ” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับจักรพรรดิเมจิ ผู้ที่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองยกเลิกระบบโชกุนและนำพาประเทศญี่ปุ่นให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
การเดินทาง : สถานีรถไฟ Harajuku หรือสถานีรถไฟใต้ดิน Yoyogi Koen
“ถนนซากุระ” (Sakura Dori Street)
“ถนนซากุระ” อยู่ระหว่างสถานีโตเกียว และย่านนิฮงบาชิ ถือว่าเป็นย่านศูนย์กลางของโตเกียว มีสำนักงาน ธุรกิจต่างๆ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โดยเป็นย่านที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ที่ถนนซากุระตลอดสองข้างทางจะมีต้นซากุระที่ออกดอกสะพรั่ง กิ่งของต้นซากุระจะโน้มลงมาหากันกลายเป็นอุโมงค์ซากุระไปตลอดเส้นทาง ถ้ามาชมในช่วงกลางวันอาจจะดูเงียบเหงากว่าจุดชมซากุระที่อื่นๆ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นย่านธุรกิจ แต่พอตกเย็นแล้วก็จะเริ่มคึกคักขึ้น พนักงานออฟฟิศเลิกงานก็มาเดินชมซากุระในย่านนี้ พร้อมกับหาของอร่อยกินกัน โดยในช่วงเย็นจะมีการประดับไฟตามต้นซากุระ สร้างบรรยากาศให้สวยงามไปอีกแบบ ส่วนในช่วงเย็นวันศุกร์จะมีการปิดถนนเพื่อให้มานั่งปิกนิกและสังสรรค์กันใต้อุโมงค์ซากุระแห่งนี้ มีทั้งร้านอาหารต่างๆ มีการแสดงดนตรี ซึ่งหากสังเกตดู ส่วนใหญ่คนที่มานั่งสังสรรค์กันก็จะเป็นพนักงานออฟฟิศในย่านนี้นั่นเอง
“ย่านรปปงงิ” (Roppongi)
“รปปงงิ” ถือเป็นย่านกลางคืนที่ชื่อดังอีกแห่งหนึ่งของโตเกียว ในย่านนี้จะเต็มไปด้วยอาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนท์ โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ศิลปะ หอชมวิว ฯลฯ และสำนักงานต่างๆ ในย่านนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นด้านไอทีและการเงิน โดยบริเวณใจกลางรปปงงิฮิลส์ก็จะเป็นที่ตั้งของ “โมริ ทาวเวอร์” ที่ภายในมีทั้งสำนักงาน ร้านอาหาร ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ และดาดฟ้าที่เป็นจุดชมวิวที่ว่ากันว่าดีที่สุดของกรุงโตเกียว
หากจะมาชมดอกซากุระในย่านนี้ แนะนำให้มาที่ “สวนโมริเทเอน” (Mori Teien) สวนสไตล์ญี่ปุ่นซึ่งอยู่ท่ามกลางตึกสูงของย่านนี้ หากมาช่วงกลางวันก็จะเห็นต้นซากุระแสนสวยออกดอกสะพรั่งอยู่ในสวน แต่หากมาช่วงค่ำๆ ก็จะได้ชมไฟที่ประดับอยู่ตามต้นซากุระ ให้บรรยากาศความสวยงามไปอีกแบบ
การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน Roppongi
แม่น้ำเมงุโระ (Meguro River)
ที่ริมแม่น้ำต่างๆ ก็เป็นจุดที่มีการปลูกต้นซากุระไว้จำนวนมาก เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงจึงมีหลายพื้นที่บริเวณริมน้ำที่สามารถชมดอกซากุระได้อย่างงดงาม เริ่มจาก "แม่น้ำเมงุโระ" (Meguro River) แม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลลงสู่อ่าวโตเกียว จุดชมซากุระริมแม่น้ำเมงุโระที่เป็นที่นิยมก็คือบริเวณใกล้กับสถานี Nakameguro ซึ่งบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำมีต้นซากุระกว่า 800 ต้น แผ่กิ่งก้านมาโน้มหากันจนดูเหมือนอุโมงค์ต้นซากุระฟูสวย มองไปทางไหนก็ตื่นตาไปหมด ซึ่งก็ขอบอกว่าคนเยอะมากๆ โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับสถานี อยากหามุมที่คนโล่งๆ ก็อาจจะต้องเดินไปไกลหน่อย แต่รับรองว่ามีต้นซากุระเลียบแม่น้ำไปตลอดทาง
ในยามค่ำต้นซากุระจะประดับไฟสวยงาม และริมสองข้างทางของแม่น้ำยังเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆ น่ารักเต็มไปหมด บางร้านมาเปิดเป็นแผงลอยเล็กๆ ให้คนมาที่ชมดอกไม้ได้อิ่มอร่อยกับของกินหลากหลายไปด้วย ที่นี่จึงมีบรรยากาศของการสังสรรค์สนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนฝูงหลังเลิกงานตลอดสองข้างทางริมแม่น้ำเมงุโระแห่งนี้
การเดินทาง : สถานีรถไฟ Nakameguro
แม่น้ำสุมิดะ (Sumida River)
“แม่น้ำสุมิดะ” แม่น้ำใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียวเป็นอีกจุดที่สามารถชมดอกซากุระริมแม่น้ำได้สวยงามไม่น้อย โดยเฉพาะบริเวณสถานีรถไฟใต้ดินอาซากุสะ แล้วเดินออกมาบริเวณทางเดินริมน้ำก็สามารถเดินชมต้นซากุระที่มีอยู่ตลอดทางยาวไปจนถึงสวนสาธารณะสุมิดะ ที่มีต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้นเลยทีเดียว
หรือใครจะเลือกวิธีนั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำสุมิดะเพื่อชมความงามของดอกซากุระที่เรียงรายตลอดสองฝั่งแม่น้ำก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าเที่ยว และยังสามารถชมแลนด์มาร์คสำคัญๆ ในย่านนี้จากบนเรือได้ด้วย
นอกจากนั้นก็ยังไม่ควรพลาดที่จะไปชมวัดอาซาคุสะ หรือวัดเซนโซจิ วัดสำคัญแห่งโตเกียวอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำสุมิดะ โดยภายในวัดก็มีต้นซากุระปลูกเรียงรายสวยงามคลาสสิกไม่น้อย
การเดินทาง : รถไฟใต้ดินสถานี Asakusa
“แม่น้ำทามางาวะ” (Tamagawa River)
อีกหนึ่งจุดชมซากุระอันสวยงามสุดๆ จนอยากนำมาแนะนำกันก็คือที่บริเวณ “ริมแม่น้ำทามางาวะ” ซึ่งอยู่ชานกรุงโตเกียว โดยสามารถนั่งรถไฟมาลงสถานี Numabe หรือ สถานี Shimomaruko แล้วเดินต่อมายังริมแม่น้ำทามางาวะ
จุดชมซากุระที่นี่จะอยู่บริเวณทางเดินเลียบแม่น้ำซึ่งมีระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร และมีต้นซากุระบานเรียงรายตลอดเส้นทางเดินให้ชมกันแบบเต็มอิ่มไม่ต้องแย่งมุมกับใครเพราะที่นี่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นย่านที่อยู่อาศัยและโรงเรียน ผู้ที่มาชมดอกซากุระที่นี่ส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ เด็กนักเรียนและคนทำงานในย่านนี้
นอกจากต้นซากุระที่มีให้ชมอย่างจุใจเป็นระยะทางยาวๆ แล้ว ความพิเศษของที่นี่คือเป็นตลิ่งริมแม่น้ำที่ตลอดสองข้างทางจะมีเจ้าดอกไม้สีขาวอมม่วงน่ารักต้นเตี้ยๆ หรือ Japanese wild radish บานคู่กับซากุระ ด้านบนเป็นดอกซากุระสีขาวอมชมพู ส่วนด้านล่างเป็นดอกไม้น้อยๆ สีขาวอมม่วงพลิ้วไสวแข่งกัน สร้างความงามแบบคูณสอง บรรดากลุ่มคุณแม่ก็พาเด็กๆ มานั่งปูเสื่อปิกนิกกินข้าวกันใต้ร่มดอกซากุระกลางดงดอกไม้สีขาว บรรยากาศชิลเป็นที่สุด
ส่วนบริเวณทางเดินเลียบแม่น้ำช่วงปลายใกล้กับสถานี Shimomaruko จะเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ตรงนี้จะปลูกต้นซากุระไว้สองข้างทาง กิ่งก้านแผ่เป็นร่มเงาใหญ่ ยามออกดอกสะพรั่งก็กลายเป็นอุโมงค์ซากุระสุดงดงาม ถือเป็นจุดชมดอกซากุระที่ลั่นชัตเตอร์เพลินมากที่สุดจุดหนึ่งเลยทีเดียว
การเดินทาง : สถานีรถไฟ Numabe หรือสถานี Shimomaruko แล้วเดินมายังถนนเลียบแม่น้ำทามะ
“สุสานยานากะ” (Yanaka Cemetery)
ปิดท้ายด้วยการไปชมซากุระในสุสาน ที่ไม่มีบรรยากาศน่ากลัว(เพราะไปตอนกลางวัน) แต่กลับงดงามและได้อารมณ์แบบญี่ปุ่นสุดๆ ที่ “สุสานยานากะ”
“สุสานยานากะ” อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Nippori เป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว ประกอบไปด้วยสุสานของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วกว่า 7,000 สุสาน และมีสุสานบุคคลสำคัญๆ ของญี่ปุ่นมากมาย อาทิ ท่านโชกุนโตคุงาวะ โยชิโนบุ โชกุนคนสุดท้ายของสมัยเอโดะ (อยู่ในเขตสุสานปิด) เป็นต้น และเป็นที่ตั้งของวัดเทนโนจิด้วย
ถนนใจกลางสุสานเรียกว่าถนนซากุระ (Sakura-dori) เพราะปลูกต้นซากุระไว้เต็มสองข้างทาง ภาพของต้นซากุระที่เบ่งบานอยู่เหนือสุสานที่มีหินหลุมศพและแผ่นป้ายวิญญาณจารึกถ้อยคำที่แม้จะอ่านไม่ออก แต่ก็ทำให้รู้สึกถึงความสวยงามบนความสงบในสถานที่อันเป็นที่พักผ่อนแห่งสุดท้ายในชีวิต ทั้งนี้ไม่ได้มีความรู้สึกว่าน่ากลัวแต่อย่างใด แต่ผู้ที่ไปเยือนก็ต้องให้ความเคารพสถานที่กันด้วย
การเดินทาง : สถานีรถไฟ Nippori
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager


