Facebook :Travel @ Manager

อีกหนึ่งความน่าสนใจการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วงนี้ ก็คือการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยนักท่องเที่ยวจะได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ ชมวัฒนธรรมประเพณี สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นที่ชาวเมืองกรุงไม่เคยได้สัมผัส ในครั้งนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ชูเอกลักษณ์การดำรงชีวิตของเกษตรกรมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวมาเป็น “การท่องเที่ยววิถีชาวนา” โดยจะนำร่องก่อน 10 จังหวัด
โดยในส่วนของชุมชนนำร่องของจังหวัดอุบลราชธานี ชุมชนบ้านหัวดอน บ้านชีทวน บ้านท่าศาลา และบ้านหนองบ่อ เป็นพื้นที่รอยต่อของสี่หมู่บ้านที่มีวิถีชีวิต ภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และวิถีชีวิตของชุมชนนี้เองยังเกี่ยวข้องกับวิถีข้าว ปลา นา น้ำ จึงทำให้เส้นทางเชื่อมต่อของหมู่บ้านมีความน่าสนใจ จนได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด


การท่องเที่ยววิถีชาวนาของ จ.อุบลราชธานี เริ่มต้นที่ “บ้านหัวดอน” ตั้งอยู่ที่ อ.เขื่องใน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 23 กม. ชาวบ้านประกอบอาชีพทำนาและรับจ้าง เอกลักษณ์ของชุมชนนี้เมื่อใครมาแล้วจะต้องไม่พลาดกับไฮไลต์เด็ด “ข้าวหอมทุ่ง” ที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ เป็นพันธุ์ข้าวที่ออกจากรวงและโตเต็มวัย จะส่งกลิ่นหอมไปทั่วท้องทุ่งนา จึงเป็นสัมผัสแรกจากปลายจมูกของผู้ที่มาเยือนจะได้รับ

เมื่อประมาณ 30 ปีก่อนมีชาวบ้านในชุมชนได้นำข้าวพันธุ์นี้มาจาก อ.พิบูลมังสาหาร ปัจจุบันได้อนุรักษ์พันธุ์ข้าวไว้และผลิตไปจำหน่าย โดยลักษณะเด่นของพันธุ์ข้าวหอมทุ่งจะมีลำต้นใหญ่ เมล็ดโต และมีกลิ่นหอม นิยมหุงนึ่งเป็นข้าวเหนียว หรือนำไปแปรรูปเป็นข้าวเม่าเพื่อเพิ่มมูลค่า และบางส่วนก็จะนำไปขายให้กับกลุ่มพ่อค้านำไปทำเป็นกระยาสารท

จากนั้นเดินทางไปยัง “บ้านชีทวน” ตั้งอยู่ใน อ.เขื่องใน เมื่อมาเที่ยวที่ชุมชนนี้จะต้องแวะไปชม “ขัวน้อย” เป็นสะพานทอดยาวที่ตัดผ่านทุ่งนาผืนใหญ่สีเขียวสด ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นด้วยไม้เนื้อแข็งตั้งแต่ 200 ปีก่อน เพราะความจำเป็นในการสัญจรไปมา อดีตนั้นสร้างไว้เพื่อใช้เดินไปยังชุมชนต่างๆ เนื่องจากบ้านชีทวนเป็นชุมชนใหญ่ มีประชากรอยู่มาก ปัจจุบันขัวน้อยถูกเปลี่ยนจากไม้เป็นคอนกรีต ส่วนผืนนาที่รายล้อมสะพานจะเป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านชีทวนหลายรายรวมกัน ด้วยเสน่ห์ของผืนนาจึงเป็นที่ดึงดูดแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงคนในชุมชนเวียนกันมาถ่ายรูปสวยๆ อย่างไม่ขาดสาย แต่นี่เป็นความงามเพียงส่วนหนึ่งของชุมชนนี้เท่านั้น เพราะที่นี่ยังมีอีกหลายแง่มุมให้เราได้ไปค้นหาอยู่เสมอ


นอกจากนาสีเขียวที่ขัวน้อยแล้ว บริเวณอื่นๆ ของบ้านชีทวนก็รายล้อมไปด้วยผืนนา ที่มีทั้งนาข้าวเหนียวที่ส่วนใหญ่จะปลูกไว้กินและข้าวเจ้าที่ปลูกไว้ขาย และเมื่อมีรายได้จากการขายข้าวแล้วจะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปทำนุบำรุงรักษาพระพุทธศาสนา วิถีชาวนาของบ้านชีทวนจึงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม งานบุญประเพณี และศาสนา ดังนั้นเราจึงเห็นวัดวาอารามต่างๆ มากมาย รวมถึงมีพระธาตุ มีธรรมมาสสิงห์ และเรือโบราณ ที่ขุดพบจากลุ่มน้ำชี เก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบสาน


หากใครที่สนใจจะสัมผัสวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านชีทวนอย่างลึกซึ้ง ที่นี่มีที่พักโฮมสเตย์รองรับให้กับนับนักท่องเที่ยวอีกด้วย รวมถึงมีบริการเช่ารถจักรยานให้ได้ปั่นไปท่องเที่ยวภายในชุมชน

จากขัวน้อยไปทางทิศตะวันตก ในเขต ต.ชีทวน เพื่อไปยังชุมชนต่อไป “บ้านท่าศาลา” เป็นหมู่บ้านที่แยกออกมาจากบ้านชีทวน ด้วยการมาตั้งชุมชนอยู่ริมน้ำ ที่นี่จึงเป็นเหมือนตัวแทนวิถีชาวนาและชาวน้ำ หรือ “นากับน้ำ” ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกข้าวไม่มาก รายได้ของชาวบ้านจึงมากจาก “น้ำชี” เป็นส่วนใหญ่ ถ้าการทำนาจะเน้นนาข้าเจ้าเพื่อนำมาทำเป็นข้าวปุ้น หรือ “ขนมจีน”

การทำขนมจีนเป็นภูมิปัญญาของชุมชนบ้านท่าศาลา ที่เป็นแหล่งผลิตขนมจีนโบราณของชาวอุบลราชธานี เริ่มจากการหมักข้าวสารด้วยน้ำเปล่าทิ้งไว้ 3 คืน และต้องล้างทุกคืน แล้วจึงจะนำมาตำให้ละเอียดในครกกระเดื่อง จากนั้นก็นำถุงข้าวที่ตำแล้วออกมานวด และบีบให้เป็นเส้นผ่านรูเล็กๆ ใส่ไปในน้ำเดือดจัด ต้มทิ้งไว้สักพักจนเส้นลอยขึ้น จึงช้อนตักแล้วจับเป็นส่วนๆ แม้ปัจจุบันการทำเส้นขนมจีนจะมีความยุ่งยาก แต่กลุ่มชาวบ้านบ้านท่าศาลาก็ยังคงรักษาภูมิปัญญาไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รักษาเอาไว้

และชาวบ้านกลุ่มนี้ยังรวมตัวกันแปรรูป “ปลาส้ม” จากแม่น้ำชีด้วย เพื่อพื้นที่บ้านท่าศาลาด้านหนึ่งจะติดกับแม่น้ำชี นอกจากข้าวแล้ว ชาวบ้านนี้จึงมีปลาด้วย ความอุดมสมบูรณ์ของปลาแม่น้ำชีทำให้ปลาส้มได้รสอร่อย ชาวบ้านจะเลือกทำจากปลาโจกเป็นหลัก เคล็ดลับการทำปลาส้มของชุมชนนี้คือต้องใช้ข้าวเหนียวหมัก เพราะหากเป็นข้าวเจ้าเวลาหมักน้ำจะออกเป็นสีขาวขุ่น ทำให้มีรสชาติไม่อร่อย

หลังจากชิมรสอร่อยของปลากันแล้ว จากนั้นไปยังอีกหนึ่งชุมชนที่มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าที่อื่นๆ “บ้านหนองบ่อ” ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทอผ้าไหม ที่นี่เป็นที่เดียวในประเทศไทยที่ชาวนา “ใส่ชุดไหมไปทำนา”
การทอผ้าของชาวบ้านหนองบ่อมีสองแบบ คือทอใช้กันเองในบ้านและทอรวมกัน โดยมี “กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทอผ้าตำบลบ้านหนองบ่อ” ซึ่งจะทำกันแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสีไหมด้วยสีธรรมชาติ แล้วนำไปทอมัดหมี่หรือย้อมอีกครั้ง


นอกจากการทอผ้าแล้วยังมีการฟ้อนกลองตุ้มโบราณของชุมชน โดยในอดีตชาวบ้านจะฟ้อนเพื่อขอฝน ซึ่งตามประเพณีของบ้านหนองบ่อจะให้ชายแต่งกายเป็นหญิง คือนุ่งซิ่นหมี่ และหญิงนุ่งโสร่งไหมอย่างผู้ชาย เพื่อให้ดูผิดธรรมชาติและพญาแถนจะได้ไม่พอใจเทน้ำมาล้างสิ่งไม่ดี ปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้ประยุกต์ให้กลองตุ้มฟ้อนได้ในทุกโอกาส มีท่าฟ้อนรำที่แน่นอนขึ้น ได้แก่ ท่าไหว้ครู ท่าทอผ้า ท่าบัวตูมบัวบาน ท่าเซิ้งโบราณ ท่านกบินกลับ ซึ่งทุกท่านั้นจะสื่อความหมายถึงวิถีชีวิตของชุมชน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ท่องเที่ยวชุมชนบ้านหัวดอน โทร. 08-9946-3568, ท่องเที่ยวชุมชนบ้านชีทวน 08-9282-9974, ท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าศาลา โทร. 08-1955-6421, กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทอผ้าตำบลบ้านหนองบ่อ โทร.080-3326339
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager
อีกหนึ่งความน่าสนใจการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วงนี้ ก็คือการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยนักท่องเที่ยวจะได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ ชมวัฒนธรรมประเพณี สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นที่ชาวเมืองกรุงไม่เคยได้สัมผัส ในครั้งนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ชูเอกลักษณ์การดำรงชีวิตของเกษตรกรมาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวมาเป็น “การท่องเที่ยววิถีชาวนา” โดยจะนำร่องก่อน 10 จังหวัด
โดยในส่วนของชุมชนนำร่องของจังหวัดอุบลราชธานี ชุมชนบ้านหัวดอน บ้านชีทวน บ้านท่าศาลา และบ้านหนองบ่อ เป็นพื้นที่รอยต่อของสี่หมู่บ้านที่มีวิถีชีวิต ภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และวิถีชีวิตของชุมชนนี้เองยังเกี่ยวข้องกับวิถีข้าว ปลา นา น้ำ จึงทำให้เส้นทางเชื่อมต่อของหมู่บ้านมีความน่าสนใจ จนได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด
การท่องเที่ยววิถีชาวนาของ จ.อุบลราชธานี เริ่มต้นที่ “บ้านหัวดอน” ตั้งอยู่ที่ อ.เขื่องใน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 23 กม. ชาวบ้านประกอบอาชีพทำนาและรับจ้าง เอกลักษณ์ของชุมชนนี้เมื่อใครมาแล้วจะต้องไม่พลาดกับไฮไลต์เด็ด “ข้าวหอมทุ่ง” ที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ เป็นพันธุ์ข้าวที่ออกจากรวงและโตเต็มวัย จะส่งกลิ่นหอมไปทั่วท้องทุ่งนา จึงเป็นสัมผัสแรกจากปลายจมูกของผู้ที่มาเยือนจะได้รับ
เมื่อประมาณ 30 ปีก่อนมีชาวบ้านในชุมชนได้นำข้าวพันธุ์นี้มาจาก อ.พิบูลมังสาหาร ปัจจุบันได้อนุรักษ์พันธุ์ข้าวไว้และผลิตไปจำหน่าย โดยลักษณะเด่นของพันธุ์ข้าวหอมทุ่งจะมีลำต้นใหญ่ เมล็ดโต และมีกลิ่นหอม นิยมหุงนึ่งเป็นข้าวเหนียว หรือนำไปแปรรูปเป็นข้าวเม่าเพื่อเพิ่มมูลค่า และบางส่วนก็จะนำไปขายให้กับกลุ่มพ่อค้านำไปทำเป็นกระยาสารท
จากนั้นเดินทางไปยัง “บ้านชีทวน” ตั้งอยู่ใน อ.เขื่องใน เมื่อมาเที่ยวที่ชุมชนนี้จะต้องแวะไปชม “ขัวน้อย” เป็นสะพานทอดยาวที่ตัดผ่านทุ่งนาผืนใหญ่สีเขียวสด ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นด้วยไม้เนื้อแข็งตั้งแต่ 200 ปีก่อน เพราะความจำเป็นในการสัญจรไปมา อดีตนั้นสร้างไว้เพื่อใช้เดินไปยังชุมชนต่างๆ เนื่องจากบ้านชีทวนเป็นชุมชนใหญ่ มีประชากรอยู่มาก ปัจจุบันขัวน้อยถูกเปลี่ยนจากไม้เป็นคอนกรีต ส่วนผืนนาที่รายล้อมสะพานจะเป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านชีทวนหลายรายรวมกัน ด้วยเสน่ห์ของผืนนาจึงเป็นที่ดึงดูดแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงคนในชุมชนเวียนกันมาถ่ายรูปสวยๆ อย่างไม่ขาดสาย แต่นี่เป็นความงามเพียงส่วนหนึ่งของชุมชนนี้เท่านั้น เพราะที่นี่ยังมีอีกหลายแง่มุมให้เราได้ไปค้นหาอยู่เสมอ
นอกจากนาสีเขียวที่ขัวน้อยแล้ว บริเวณอื่นๆ ของบ้านชีทวนก็รายล้อมไปด้วยผืนนา ที่มีทั้งนาข้าวเหนียวที่ส่วนใหญ่จะปลูกไว้กินและข้าวเจ้าที่ปลูกไว้ขาย และเมื่อมีรายได้จากการขายข้าวแล้วจะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปทำนุบำรุงรักษาพระพุทธศาสนา วิถีชาวนาของบ้านชีทวนจึงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม งานบุญประเพณี และศาสนา ดังนั้นเราจึงเห็นวัดวาอารามต่างๆ มากมาย รวมถึงมีพระธาตุ มีธรรมมาสสิงห์ และเรือโบราณ ที่ขุดพบจากลุ่มน้ำชี เก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบสาน
หากใครที่สนใจจะสัมผัสวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านชีทวนอย่างลึกซึ้ง ที่นี่มีที่พักโฮมสเตย์รองรับให้กับนับนักท่องเที่ยวอีกด้วย รวมถึงมีบริการเช่ารถจักรยานให้ได้ปั่นไปท่องเที่ยวภายในชุมชน
จากขัวน้อยไปทางทิศตะวันตก ในเขต ต.ชีทวน เพื่อไปยังชุมชนต่อไป “บ้านท่าศาลา” เป็นหมู่บ้านที่แยกออกมาจากบ้านชีทวน ด้วยการมาตั้งชุมชนอยู่ริมน้ำ ที่นี่จึงเป็นเหมือนตัวแทนวิถีชาวนาและชาวน้ำ หรือ “นากับน้ำ” ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกข้าวไม่มาก รายได้ของชาวบ้านจึงมากจาก “น้ำชี” เป็นส่วนใหญ่ ถ้าการทำนาจะเน้นนาข้าเจ้าเพื่อนำมาทำเป็นข้าวปุ้น หรือ “ขนมจีน”
การทำขนมจีนเป็นภูมิปัญญาของชุมชนบ้านท่าศาลา ที่เป็นแหล่งผลิตขนมจีนโบราณของชาวอุบลราชธานี เริ่มจากการหมักข้าวสารด้วยน้ำเปล่าทิ้งไว้ 3 คืน และต้องล้างทุกคืน แล้วจึงจะนำมาตำให้ละเอียดในครกกระเดื่อง จากนั้นก็นำถุงข้าวที่ตำแล้วออกมานวด และบีบให้เป็นเส้นผ่านรูเล็กๆ ใส่ไปในน้ำเดือดจัด ต้มทิ้งไว้สักพักจนเส้นลอยขึ้น จึงช้อนตักแล้วจับเป็นส่วนๆ แม้ปัจจุบันการทำเส้นขนมจีนจะมีความยุ่งยาก แต่กลุ่มชาวบ้านบ้านท่าศาลาก็ยังคงรักษาภูมิปัญญาไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รักษาเอาไว้
และชาวบ้านกลุ่มนี้ยังรวมตัวกันแปรรูป “ปลาส้ม” จากแม่น้ำชีด้วย เพื่อพื้นที่บ้านท่าศาลาด้านหนึ่งจะติดกับแม่น้ำชี นอกจากข้าวแล้ว ชาวบ้านนี้จึงมีปลาด้วย ความอุดมสมบูรณ์ของปลาแม่น้ำชีทำให้ปลาส้มได้รสอร่อย ชาวบ้านจะเลือกทำจากปลาโจกเป็นหลัก เคล็ดลับการทำปลาส้มของชุมชนนี้คือต้องใช้ข้าวเหนียวหมัก เพราะหากเป็นข้าวเจ้าเวลาหมักน้ำจะออกเป็นสีขาวขุ่น ทำให้มีรสชาติไม่อร่อย
หลังจากชิมรสอร่อยของปลากันแล้ว จากนั้นไปยังอีกหนึ่งชุมชนที่มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าที่อื่นๆ “บ้านหนองบ่อ” ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทอผ้าไหม ที่นี่เป็นที่เดียวในประเทศไทยที่ชาวนา “ใส่ชุดไหมไปทำนา”
การทอผ้าของชาวบ้านหนองบ่อมีสองแบบ คือทอใช้กันเองในบ้านและทอรวมกัน โดยมี “กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทอผ้าตำบลบ้านหนองบ่อ” ซึ่งจะทำกันแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสีไหมด้วยสีธรรมชาติ แล้วนำไปทอมัดหมี่หรือย้อมอีกครั้ง
นอกจากการทอผ้าแล้วยังมีการฟ้อนกลองตุ้มโบราณของชุมชน โดยในอดีตชาวบ้านจะฟ้อนเพื่อขอฝน ซึ่งตามประเพณีของบ้านหนองบ่อจะให้ชายแต่งกายเป็นหญิง คือนุ่งซิ่นหมี่ และหญิงนุ่งโสร่งไหมอย่างผู้ชาย เพื่อให้ดูผิดธรรมชาติและพญาแถนจะได้ไม่พอใจเทน้ำมาล้างสิ่งไม่ดี ปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้ประยุกต์ให้กลองตุ้มฟ้อนได้ในทุกโอกาส มีท่าฟ้อนรำที่แน่นอนขึ้น ได้แก่ ท่าไหว้ครู ท่าทอผ้า ท่าบัวตูมบัวบาน ท่าเซิ้งโบราณ ท่านกบินกลับ ซึ่งทุกท่านั้นจะสื่อความหมายถึงวิถีชีวิตของชุมชน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ท่องเที่ยวชุมชนบ้านหัวดอน โทร. 08-9946-3568, ท่องเที่ยวชุมชนบ้านชีทวน 08-9282-9974, ท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าศาลา โทร. 08-1955-6421, กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทอผ้าตำบลบ้านหนองบ่อ โทร.080-3326339
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager


