xs
xsm
sm
md
lg

นั่งรถไฟไปปั่นจักรยาน เที่ยวเมืองพัทยาแบบโลว์คาร์บอน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

Facebook :Travel @ Manager
ปั่นจักรยานเที่ยววิหารเซียน
ปู๊น..ปู๊น เสียงหวูดรถไฟส่งเสียงร้องบ่งบอกว่าพร้อมเคลื่อนขบวนออกจากสถานี ทริปนี้จะขอชวนนักท่องเที่ยวทั้งหลายมาเปิดประสบการณ์ใหม่ โดยขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวเมืองยอดนิยมอย่าง “พัทยา” ในแนวใหม่แบบคาร์บอนต่ำ และยังได้เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตในชุมชนอย่างใกล้ชิด

หลังจากตอบรับเข้าร่วมกิจกรรม “ขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยว...ใกล้นิดเดียวพัทยา” ที่ทางองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยื่น (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ที่ได้ร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย สถาบันการเดินและการจักรยานไทย เพื่อทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวโดยใช้จักรยานเป็นพาหนะ ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ชูเส้นทางท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่รอบเมืองพัทยาให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนในแหล่งท่องเที่ยว
รถไฟขบวนบ้านพลูตาหลวง
เมื่อขบวนรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันในนามหัวลำโพง เพื่อมุ่งหน้าสู่สถานีบ้านพลูตาหลวงตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่นานนักก็เดินทางมาถึงสถานีญาณสังวราราม ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทริปนี้ หลังจากบรรดานักปั่นที่มีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นประกอบจักรยานของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็ล้อหมุนปั่นจักรยานไปยังบริเวณ “เขาชีจรรย์” เพื่อชมพระพุทธรูปแกะสลักตรงหน้าผา
พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์
จากสถานีญาณสังวรารามมาที่เขาชีจรรย์รวมระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ก็มาถึงพระพุทธรูปปางมารวิชัยของเขาชีจรรย์ พระพุทธรูปองค์นี้เกิดจากการแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์ด้วยแสงเลเซอร์ สร้างสรรค์งานพุทธศิลป์บนหน้าผาที่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของชลบุรีที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอยู่เสมอ
ปั่นจักรยานท่องเที่ยว
หลังจากชื่นชมความงดงามการแกะสลักของพระพุทธรูปที่เขาชีจรรย์เรียบร้อยแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่โครงการป่าสิริเจริญวรรษฯ ใช้ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ภายในสถานที่แห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม สร้างความร่มรื่นให้แก่นักปั่นเป็นอย่างมาก และที่นี่ยังมีเส้นทางปั่นจักรยาน ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการมาออกกำลังกายหรือปั่นชื่นชมธรรมชาติ รวมทั้งเส้นทางมีระยะประมาณ 18 กิโลเมตร มีความโค้งกว่า 200 โค้ง โดยจะเปิดให้เข้าอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
ด้านหน้าวิหารเซียน
อีกหนึ่งเส้นทางของการปั่นจักรยานในทริปนี้อยู่ที่ “วิหารเซียน” เป็นสถานที่รวบรวมวัตถุโบราณของงานศิลปะของไทยและจีน อยู่ใกล้กับเขาชีจรรย์และไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ก่อตั้งขึ้นโดยอาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยของจีนซึ่งล่วงลับไปแล้ว
วิหารเซียน
วิหารเซียน หรืออเนกกุศลศาลาแห่งนี้ มีอาคารหลักเป็นอาคารสูงสามชั้นในรูปทรงแบบจีน มีกลุ่มศาลาเก๋งบริวารโดยรอบ สร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยเพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อเข้าไปในด้านในบริเวณชั้น 1 จะได้พบการตกแต่งอย่างอลังการด้วยศิลปะแบบจีน และศิลปวัตถุล้ำค่าน่าสนใจมากมายละลานตาไปหมด โดยส่วนใหญ่ศิลปวัตถุเหล่านี้เป็นสมบัติส่วนตัวของ อ.สง่า ที่ท่านเก็บสะสมไว้ อีกส่วนหนึ่งลูกศิษย์ลูกหานำมามอบให้ และนอกนั้นยังมีโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอีก 328 รายการ ที่ทางรัฐบาลจีนได้มอบให้
วิหารเซียน
ส่วนบนชั้น 2 นั้นเป็นที่ประดิษฐานพระวิสุทธิเทพลื่อท่งปิง หรือที่เรารู้จักกันในนามของ องค์โจวซือ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 8 เซียน ผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีความทรงจำเป็นเลิศ นับเป็นเซียนองค์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากที่สุดองค์หนึ่งในวัฒนธรรมจีน และที่พลาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งบนชั้นสองคือที่ลานระเบียง ซึ่งมีรูปหล่อชุด 19 ท่ามวยจีน ที่อาจารย์สง่าบอกไว้ว่าหากได้ฝึกวันละท่าจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

ส่วนบนชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชที่จำลองมาจากพระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลก หล่อขึ้นโดยจ่าทวี บูรณเขตต์ และมีภาพพุทธประวัติอันงดงาม 15 ภาพ ด้วยกัน ความล้ำค่าของศิลปวัตถุทั้งไทยและจีนที่อยู่ภายในวิหารเซียนแห่งนี้ นับว่าคุ้มค่าลองหาโอกาสไปดูกันสักครั้ง
โบสถ์คณะพระมหาไถ่
นอกจากนี้ที่พัทยายังมี “โบสถ์คณะพระมหาไถ่” ภายนอกโบสถ์เป็นสถาปัตย์ยุคกรุงธนบุรี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตย์จีน สามารถสังเกตุเห็นได้จากตัวหลังคาที่ยื่นออกมาจากฝนังเพียงเล็กน้อย มีการวาดภาพพญานาคลงบนฝาผนัง ในส่วนของเสาก็ประดับด้วยเครื่องปั้นดินเผาและชิ้นส่วนกระจกหลากสี อีกทั้งยังมีถ้วยชามคว่ำหงายประดับบนจั่วหลังคาซึ่งได้ทำการซื้อมาจากพ่อค้าของเก่าที่บางแสน โดยการสร้างของโบสถ์แห่งนี้ถือเป็นการสร้างเลียนแบบมาจากวัดอรุณราชวราราม
ด้านในโบสถ์คณะพระมหาไถ่
ด้านในโบสถ์มีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวชีวประวัติของพระเยซูตั้งแต่บังเกิดจนกลับคืนชีพ ประวัติของคณะมหาไถ่ ประวัติรูปพระมารดานิจจานุเคราะห์ บนเพดานประดับด้วยสีทอง หากใครที่สนใจจะเข้าไปชมความงดงามของโบสถ์แห่งนี้ สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อนำพาชมได้
ชุมชนตลาดเก่านาเกลือ
จากนั้นไปชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนกันที่ “ตลาดเก่านาเกลือ” เป็นชุมชนที่ไม่ใหญ่นักมีร้านค้าที่อยู่ในอาคารเก่าแก่ที่คงความโบราณไว้ให้ชม และยังมีภาพวาดบนผนังหรือกราฟิตี้ที่อยู่ตามตรอกซอกซอยมีให้ได้ถ่ายรูปเก๋ๆ ให้ไปชักชวนเพื่อนๆ มาท่องเที่ยวตามรอยกัน
กราฟิตี้ที่อยู่ในชุมชน
ภาพกราฟิตี้
ตลาดลานโพธิ์พัทยา
ส่วนใครที่ชื่นชอบอาหารทะเล ไม่ไกลกันเท่าไรนักก็เดินไปถึง “ตลาดลานโพธิ์พัทยา” จุดรวบรวมอาหารทะเลทุกชนิดที่มีให้เลือกซื้อมากมายในราคาย่อมเยา ยังร้านบริการปิ้ง ย่าง นึ่งอาหารทะเลด้วย ใครอยากจะซื้อมากินร้อนๆ จากเตาแบบชิลๆ ก็ซื้อมาแล้วปูเสื่อนั่งทานที่สวนสาธารณะข้างๆ ก็ได้
แหล่งขายอาหารทะเล
อาหารทะเลนานาชนิด
ปั่นเที่ยวชุมชน
นอกจากเส้นทางท่องเที่ยวที่เอ่ยถึงมาแล้วนั้น ยังมีสถานที่อื่นๆ ที่มีความน่าสนใจอยู่อีกมากมาย โดยสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น Smart Pattaya ซึ่งอพท.ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นดังกล่าวไว้ เพื่อให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา ที่บอกรายละเอียดทุกการเดินทาง ทั้งข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เชื่อมโยงกว่า 300 แหล่งเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากลตามนโยบายรัฐบาลThailand 4.0 อีกด้วย
ที่นั่งภายในรถไฟ
สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวรถไฟ กรุงเทพฯ-บ้านพลูตาหลวง จะเดินทางด้วยรถไฟแบบปรับอากาศ ใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น โดยเส้นทางดังกล่าวผู้โดยสารสามารถลงจุดจอดระหว่างทางได้อย่างสะดวกสบาย ได้แก่ ชลบุรี ศรีราชา พัทยา เกาะล้าน สัตหีบ ให้บริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 1 เที่ยว (ไป-กลับ) คือออกจากสถานีหัวลำโพง เวลา 06.45 น. และไปถึงสถานีปลายทางบ้านพลูตาหลวง เวลา 09.50 น. ส่วนขากลับ ออกจากสถานีบ้านพลูตาหลวง เวลา 15.50 น. และมาถึงกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 18.55 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager