ในเมืองไทยอาจจะมีอาคารทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นระดับไอคอนเพียงไม่กี่แห่งถ้าเทียบกับเมืองสำคัญระดับโลก อาทิ ตึกเอ็มไพร์สเตทและตึกไครส์เลอร์ของนครนิวยอร์ก หรือ อาคาร Burj Khalifa ที่ดูไบ แต่ถ้าพูดในเชิงรายละเอียดของงานสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นแล้วนั้นในกรุงเทพฯ ก็มีไม่น้อย อย่างเช่นในย่านทองหล่อที่มีอาคารสวยๆ เก๋ๆ หลายแห่ง ดังที่ยกตัวอย่างมาฝากกัน 5 แห่งนี้
72 Courtyard (เซเว่นตี้ทู คอร์ทยาร์ด)
อาคาร 72 Courtyard ตั้งอยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 16 และทองหล่อ 18 และเป็นสถานที่ที่รวบรวมร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่ที่หลากหลาย อาคารแห่งนี้โดดเด่นด้วยปูนเปลือยที่ฉาบไว้ตั้งแต่ด้านหน้า ไล่เรื่อยเข้าไปยังตัวอาคารด้านใน ดูภายนอกตัวอาคารอาจจะให้ความรู้สึกแข็งและดิบ แต่ระหว่างช่องอาคารมีต้นไม้เขียวชอุ่มปลูกไว้รายรอบ ช่วยลดทอนความวุ่นวายของการจราจรในซอยทองหล่อไปได้เยอะทีเดียว
เมื่อประกอบกับรายละเอียดการตกแต่งร้านอาหารแต่ละร้านที่มีเอกลักษณ์ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์เรโทร ยุโรป ไปจนถึงสไตล์แบบเม็กซิกัน มีการตกแต่งด้วยลายกราฟิติและภาพวาดเต็มพื้นที่ ทั้งหมดนี้ถือว่าช่วยเติมเต็มบรรยากาศของความสนุกในการสังสรรค์และพูดคุยระหว่างการรับประทานอาหารได้อย่างลงตัว
The Commons (เดอะ คอมมอนส์)
คอมมูนิตี้มอลล์ความสูง 4 ชั้น ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 17 เป็นอีกหนึ่งอาคารที่มีความโดดเด่นในแง่ของการออกแบบทางสถาปัตยกรรม เพราะซ่อนลูกเล่นและรายละเอียดของประโยชน์ใช้สอยภายในตัวอาคารไว้ได้อย่างแยบยลภายใต้แนวคิด “Wholesome Living” หรือการใช้ชีวิตแบบมีสมดุลที่ดี โดยผ่านการแบ่งสัดส่วนของพื้นที่อินดอร์และเอาท์ดอร์อย่างพอเหมาะ
ภายในพื้นที่มีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการมารับประทานอาหาร มาจับจ่าย มาทำกิจกรรมไลฟ์สไตล์ หรือจะซื้ออาหารแล้วออกไปรับประทานในพื้นที่เอาท์ดอร์ที่เรียกว่า Common Ground ที่จัดไว้เหมือนเป็นสวนหลังบ้านในบรรยากาศสบายๆ ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่เพราะผู้ออกแบบตั้งใจให้พื้นที่ตรงนี้เหมือนกล่องโปร่งๆ ที่สบาย รับลมได้ทุกทิศ แต่สามารถกันแดดและฝนได้ตลอดเวลา
KHUN by yoo inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค)
อีกหนึ่งอาคารที่เพิ่งผุดขึ้นมาใจกลางทองหล่อ ทว่าโดดเด่นไม่แพ้สถาปัตยกรรมอื่นๆ ในย่านนี้ต้องเป็น KHUN by yoo inspired by Starck เพราะแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นด้วยการเลือกใช้สีทองแดงคอปเปอร์เป็นมันวาว ก็ดึงดูดความสนใจของคนที่ผ่านไปผ่านมาได้ทันที
อาคารขนาดสองชั้นหลังนี้คือเซลล์แกลเลอรี่ของโครงการคอนโดมิเนียมไฮเอนด์แห่งใหม่จาก “แสนสิริ” ที่ร่วมมือกับ “yoo studio” บริษัทออกแบบชื่อดังระดับโลก โดยมี “Philippe Starck” ดีไซเนอร์และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชื่อดังมาร่วมสร้างสรรค์ ภายในเซลล์แกลเลอรี่โชว์ผลงานออกแบบของ “Philippe Starck” โดยมีทั้งเฟอร์นิเจอร์ สุขภัณฑ์ หรือของประดับตกแต่งบ้านที่โครงการฯ จะนำมาใช้จริงทั้งหมด เข้าไปเดินแล้วจะรู้สึกเหมือนมาเดินดูนิทรรศการศิลปะมากกว่า
Face Bangkok (เฟส แบงคอก)
หมู่อาคารไม้สักทรงไทยล้านนาที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยทองหล่อ 38 แห่งนี้คือที่ตั้งของ Face Bangkok ร้านอาหาร บาร์ และสปาที่อยู่ในหมู่อาคารเดียวกันอย่างกลมกลืน ภายใต้บรรยากาศของเรือนไทยที่แวดล้อมไว้ด้วยสวนสวย และบ่อน้ำที่ให้ความสงบร่มเย็นเหมือนวิถีชีวิตริมคลองของคนไทยในอดีต ทว่าก้าวทันโลกด้วยรายละเอียดของการตกแต่งภายใน ทั้งภาพวาด ของประดับตกแต่ง และศิลปวัตถุทำมือ ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของวัฒนธรรมจากนานาชาติในเอเชีย ที่โดดเด่นที่สุดคงเป็นสามชาติสามวัฒนธรรม ได้แก่ ไทย อินเดีย และญี่ปุ่นที่ผสมกลมกลืนกันอยู่ผ่านเมนูอาหารที่จะเลือกสั่งแบบแยกเชื้อชาติจากกันเป็นจานๆ หรือสั่งเมนูที่ผสมข้ามวัฒนธรรมไว้แล้วก็ได้เช่นกัน
รายละเอียดของการสร้างตัวอาคารแบบมีใต้ถุนหยิบแรงบันดาลใจมาจากเรือนไม้สักของจิม ทอมป์สัน ทว่าสร้างในขนาดตัวอาคารที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้รองรับการเป็นทั้งร้านอาหาร สปา และบาร์ให้ได้อย่างลงตัว ส่วนการตกแต่งนั้นแม้จะเน้นความเรียบง่าย แต่รายละเอียดของวัสดุและของตกแต่งนั้นสะท้อนให้เห็นความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของทั้งคนไทยและคนเอเชียอย่างเด่นชัด ถือเป็นอีกหนึ่งอาคารทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่งในย่านนี้
Teddy Castle (เท็ดดี้ คาสเซิล)
Teddy Castle เป็นทั้งคาเฟ่และอาณาจักรของตุ๊กตาหมีแบรนด์ Teddy House ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ใจกลางทองหล่อซอย 5 ที่นี่เป็นงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอกแบบปราสาทที่มีกลิ่นอายของอังกฤษโบราณ นอกจากภายนอกที่ดูโดดเด่นแล้วภายในยังได้รับการตกแต่งอย่างมีเสน่ห์เหมือนกำลังดื่มด่ำอยู่ในปราสาทอังกฤษ
เดิมทีปราสาทแห่งนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารสุดเก๋อย่าง Blue Velvet แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเจ้าของใหม่ได้เปลี่ยนโฉมปราสาทแห่งนี้ให้เป็นปราสาทหลังงามของเหล่าตุ๊กตาหมีได้อย่างลงตัว โดยอาศัยโครงสร้างที่เลียนแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์จากโซนยุโรปไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภายนอก เริ่มตั้งแต่สะพานไม้ข้ามคลองเปรียบประหนึ่งจินตนาการที่เห็นในหนังสือการ์ตูนเทพนิยาย การใช้ปูนเปลือยผสมอิฐ การเล่นเลเยอร์ของผนังที่ยิ่งเดินเข้าไปยิ่งเห็นเป็นมิติเหมือนการเดินเข้าไปในโซนลับของปราสาท รวมทั้งดึงเอากลิ่นอายของยุคโกธิคมาเพิ่มเติมความโดดเด่นด้วยกระจกสี ซึ่งเจ้าของใหม่ได้ใช้รายละเอียดต่างๆ ของแต่ละมุมมาผูกโยงเรื่องราวให้กับเหล่าตุ๊กตาหมีที่สมมุติให้มีชีวิต โดยมีพนักงานพาชมและเล่านิทานแห่งเมืองปราสาทหมีนางฟ้าเทวดา เป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้ลูกค้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นอกเหนือจากโซนขายตุ๊กตาหมีและคาเฟ่ที่แบ่งสรรไว้อย่างลงตัว
* * * * * * * * * * * * * *
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com


