โดย : ปิ่น บุตรี

บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
สะพานไม้-ป่าชายเลน แม้จะดูกลมกลืนเข้ากัน แต่พฤติกรรมของคน 2 กลุ่มที่กำลังจะเดินท่องป่าดูค่อนข้างแตกต่าง
กลุ่มแรกเป็นผู้ใหญ่หญิง-ชาย ดูหน้าตาแทบทั้งหมดเลยวัยกลางคนมาเล็กน้อยถึงปานกลาง ผมมองปร๊าดเดียวก็รู้ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มสมาชิกอบต.(แห่งหนึ่ง) เพราะบนเสื้อทีมสีสันสดใสของพวกเขาสกรีนบอกเอาไว้ว่า มาจาก อบต.ไหน จังหวัดไหน
กลุ่มที่ 2 เป็นเด็กนักเรียน กลุ่มนี้เห็นปร๊าดก็เดาไม่ยากอีกเช่นกันว่าเป็นนักเรียน ม.ต้น(ดูจากการแต่งกาย) ส่วนจะเป็นโรงเรียนไหนอันนี้ผมจนด้วยเกล้า

สมาชิกชาวคณะกลุ่มแรก(ผู้ใหญ่)ส่วนใหญ่ออกอาการท่าทางเบื่อๆ เซ็งๆ อย่างเห็นได้ชัด บางคนบ่นอุบว่าประมาณว่า คุณลุง-ป้าไม่ปลื้ม แดดร้อนเปรี้ยงอย่างนี้มาเดินดูอะไร(ว่ะ)มีแต่ต้นไม้กับปลาตีน เมื่อก็เมื่อย ร้อนก็ร้อน
ผิดกับเด็กๆในกลุ่มที่ 2 ที่ออกอาการตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจกับป่าชายเลน สนใจฟังวิทยากรผู้บรรยาย หลายคนจดโน่นจดนี่ตามคำบรรยาย(สงสัยครูให้ทำรายงานส่ง)
ทั้ง 2 กลุ่มมาที่เดียวกัน แต่พฤติกรรมแตกต่าง
นี่อาจจะเข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก
ผมเห็นแล้วให้รู้สึกเสียดายแทนผู้ใหญ่กลุ่มนี้ แต่ก็น่าดีใจแทนเด็กๆกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนแห่งจันทบุรีนั้น ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต เป็นห้องเรียนธรรมชาติหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวให้ศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง
1...
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
ครั้งหนึ่งในอดีตป่าชายเลนผืนนี้ไม่ได้ร่มครึ้มดังนี้ หากแต่เป็นป่าเสื่อมโทรม ตายซาก ที่แทบจะไร้ประโยชน์
แต่...ป่าผืนนี้ยังไม่สิ้นบุญเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2524 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดจันทบุรี ว่า
"ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตร ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเล และจังหวัดจันทบุรี"
โดยพระองค์ได้พระราชทานเงินที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีทูลเกล้าฯถวายในโอกาสนั้นให้เป็นทุนเริ่มดำเนินการ

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2525 จังหวัดจันทบุรีได้จัดตั้ง“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน”อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ที่ ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ภายใต้แนวทาง “การฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล จากยอดเขาสู่ท้องทะเล”
นับแต่นั้นมาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนนับพันไร่ได้พลิกฟื้นจากป่าเสื่อมโทรม กลายเป็นป่าชายเลนอันทรงคุณค่าที่มากไปด้วยระบบนิเวศอันหลากหลาย เพราะหลังจากฟื้นฟูสภาพป่าสิ่งที่ได้มาจากสิ่งที่เกือบสูญเสียไปก็คือ การได้ผืนป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งมากไปด้วยคุณประโยชน์นานากลับคืนมา ชาวบ้านในพื้นที่รอบผืนป่ามีรายได้เพิ่มจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผลิตผลจากผืนป่า นอกจากนี้เมืองไทยยังได้สถานที่ท่องเที่ยวประเภทพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิตอันเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งให้ผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้
นี่ถือต้องถือว่า “ฟ้ามาโปรด”ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอย่างแท้จริง
2...
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
กลุ่มเด็กเดินนำหน้าผู้ใหญ่ไปไกลโขแล้ว ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่(เฉพาะกลุ่มนี้)ดูเหมือนจะเดินไปไม่กี่ 10 เมตร บางคนหาจุดนั่งพัก บางคนถอดใจเดินกลับ

ส่วนผมอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มเด็กกลับกลุ่มผู้ใหญ่ โดยพยายามเดินตามกลุ่มเด็กไปห่างๆ เพราะต้องการไปแอบฟังข้อมูลจากวิทยากรที่บรรยาย
แต่พอเผลอยกกล้องส่องปลาตีนที่กระโดดดุ๊กๆ เพียงแป๊บเดียวเท่านั้นวิทยากรได้พากลุ่มเด็กเดินไปไกลลิบแล้ว (ในขณะที่ผมก็เริ่มทิ้งกลุ่มผู้ใหญ่ไปไกลโขเช่นกัน)
แต่ไม่เป็นไรถึงจะไม่ได้ยินวิทยากรบรรยาย ที่นี่ก็สามารถเดินเที่ยวคนเดียวได้อย่างเพลิดเพลิน อีกทั้งใครที่สนใจใฝ่รู้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าว ไม่ได้อะไรใส่หัวกลับไป เพราะระหว่างทางเดินบนสะพานไม้ศึกษาธรรมชาติที่ยาวประมาณ 1,600 เมตรนั้น 2 ข้างทางจะมีป้ายบอกชื่อพืชพันธ์ไม้และฐานความรู้แสดงบอกเป็นระยะๆ หากใครเที่ยวแบบให้ความสนใจป้ายเหล่านั้นบ้าง รับรองว่าได้ความรู้เรื่องระบบนิเวศป่าชายเลนติดตัวกลับบ้านไปแน่ ไม่มากก็น้อยแหละน่า
สำหรับผมแม้จะเป็นคนไม่รักเรียน(แต่รักจริง) เมื่อมาเดินบนสะพานไม้สายนี้ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนเพิ่มรอยหยักบนสมองกลับไปบ้างตามสมควร ไม่ว่าจะเป็นการเห็นความแตกต่างระหว่างโกงกางใบเล็กกับโกงกางใบใหญ่ การได้รู้จักหน้าคร่าตาต้นเป็นๆของพืชพันธ์ไม้ชายเลนอย่าง ต้นแสมขาว แสมดำ ฝาดแดง ลำพู ลำแพน ตะบูน ประสัก ฯลฯ
ส่วนปลาตีนที่วิ่งดุ๊กๆนี่รู้จักดีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับปูก้ามดาบที่ชูก้ามสีแดงวิ่งอยู่ไป-มา โดยมีบางคู่ใช้ก้ามประลองกำลังกัน
ด้วยลักษณะการชูก้ามเช่นนี้ทำให้หลายๆคนนิยมเรียกนิคเนมของปูก้ามดาบว่า“ปูผู้แทน”เพราะลักษณะการชูก้ามของมันดูคล้ายๆการยกมือของส.ส.ในสภา แต่จะมีต่างกันก็ตรงที่การชูก้ามของปูก้ามดาบ(ตัวผู้)เป็นการแสดงอำนาจประกาศศักดาหรือเพื่อเรียกร้องความสนใจต่อตัวเมีย แต่การยกมือของส.ส.นั้น ส่วนใหญ่เป็นการยกมือตามอำนาจเงินของนายทุนพรรคที่ดูแล้วช่างไร้ศักดิ์ศรีเสียนี่กระไร

3…
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
ผมเดินเรื่อยๆเอื่อยๆชมต้นไม้ ปู ปลา(ตีน) และสดับรับฟังเสียงนกเสียงลมไปอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะมาสะดุดอารมณ์นิดส์นึงตรงบริเวณ “ตอแสม”(ขนาดเขื่อง)ที่ถูกมนุษย์เผาแห้งตายซากที่เห็นแล้วดูน่าหดหู่ไม่น้อยเลย
ผิดกับตรงฐาน“ปู่แสม”ที่อยู่ไม่ไกลกัน ปูแสมต้นนี้เป็นแสมขาวต้นใหญ่มาก ประมาณสิบคนโอบที่หลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของผ่าผืนนี้ ป้ายข้อมูลบอกไว้ว่ามีอายุกว่า 200 ปีทีเดียว ซึ่งหากตอแสมไม่ถูกคนใจร้ายเผาอนาคตตอแสมก็จะกลายเป็นปู่แสมเช่นกัน แต่ถ้าปู่แสมเกิดถูกเผาชะตากรรมก็คงจะไม่ต่างจากตอแสมท่าใดนัก
และนี่ก็คือตัวอย่างเปรียบเทียบของการทำลายและการอนุรักษ์ทรัพยากร ที่ป่าแห่งนี้สอนผมอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

ในขณะที่เราสูญเสียแสมต้นที่เหลือแต่ตอไป แต่ในวันนี้อ่าวคุ้งกระเบนกำลังจะได้ชีวิตใหม่ของต้นโกงกางจำนวนมากมาเสริมทัพความอุดมสมบูรณ์ เพราะผมเห็นตรงบริเวณปากอ่าว(ฝั่งทะเล)ทางศูนย์ฯเขาปลูกได้ปลูกโกงกางขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
แล้วสักวันหนึ่งเจ้าโกงกางพวกนี้ก็จะขึ้นเขียวครึ้มเป็นดงแน่นทึบดังเช่นป่าโกงกางที่มีอยู่แล้วเป็นแน่แท้
ผมหวังเช่นนั้น
4...
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
เส้นทางเดินมาถึงช่วงท้ายแล้ว ผืนป่าชายเลนยังมีสิ่งน่าสนใจให้ชมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณสะพานแขวนที่เป็นไฮไลท์จุดหนึ่งนั้น ผมเห็นคนไปยืนรอต่อคิวถ่ายรูปบนสะพานกันไม่น้อยเลย
ถัดจากนั้นไปก็เป็นฐานศาลาโกงกางที่เต็มไปด้วยต้นโกงกางขนาดเบ้อเริ่มเทิ่ม ขึ้นเป็นดงหนาแน่นทึบ ซึ่งหากไม่อนุรักษ์ไว้โกงกางพวกนี้คงโดนตัดไปขายเรียบร้อยโรงเรียนป่าชายเลนแล้ว
และนี่คือสิ่งหลงเหลือที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาให้ดี เพราะพวกมนุษย์ใจขวาน ใจเลื่อย ที่พร้อมจะตัดเจ้าโกงกางพวกนี้มันมีมากเหลือเกิน หากเผลอเป็นเสร็จพวกมันแน่ ซึ่งบทเรียนของการสูญเสียสำคัญนั้นมีอยู่ในเห็นอย่างชัดเจนในผืนป่าแห่งนี้บริเวณ อนุสรณ์“หมูดุด” หรือ“พะยูน”หรือ “วัวทะเล”

หมูดุด แต่ก่อนคือเจ้าแห่งอ่าวคุ้งกระเบนที่พบเห็นได้ไม่ยาก แต่มาวันนี้สูญพันธุ์กลายเป็นตำนานแห่งอ่าวคุ้งกระเบนไปแล้ว
แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุปัจจัยของการสูญพันธุ์นั้นมาจากการล่าและทำลายของมนุษย์นั่นเอง
5…
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
ทางเดินนำพามาสู่ฐานสุดท้าย ณ ศาลาเชิงทรง ที่เป็นป่ารอยต่อระหว่างป่าชายเลน ป่าชายหาด และป่าบก จากนั้นอีกไม่กี่นาที ผมก็เดินก้าวออกมาจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต ที่ครั้งหนึ่งตกอยู่ในสภาพ เสื่อมโทรม ตายซาก ร้างไร้ประโยชน์ แต่ด้วยพระบารมีและพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังการจัดตั้งศูนย์ฯพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ไม่นาน ผืนป่าแห่งนี้ก็พลิกฟื้นกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อพ่อหลวงท่านฟื้นป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน(รวมถึงผืนป่าอื่นๆในเมืองไทย)ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์แล้ว เราๆท่านๆควรเดินตามรอยเท้าพ่อด้วยการช่วยกันอนุรักษ์ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างพอเพียง เพื่อให้ผืนป่าและทรัพยากรที่หลงเหลือ อยู่คู่กับโลกไปอีกนานเท่านาน
เพราะถ้าหากคนไทย(หลายคนๆ)ยังไม่ใส่ใจกับการอนุรักษ์ ผลาญทรัพยากรไปอย่างไม่บันยะบันยัง อนาคตข้างหน้าเราจะไม่สูญเสียแค่ตอแสม หรือหมูดุดเท่านั้น
แต่จะสูญเสียทั้งป่าชายเลน ป่าบก รวมถึงป่าธรรมชาติอื่นๆไปจนหมดสิ้น
และตลอดกาล...
*****************************************
“ศูนย์ศึกษาและพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. การเดินทางจากตัวเมืองจันทบุรี ไปตาม ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 301 จะมีแยกเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามทางหลวงหมายเลข 3399 อีกประมาณ 18 กม. ก็จะถึงยังที่ทำการศูนย์ ผู้สนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอ่าวคุ้งกระเบน โทร. 0-3938-8116-8
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
สะพานไม้-ป่าชายเลน แม้จะดูกลมกลืนเข้ากัน แต่พฤติกรรมของคน 2 กลุ่มที่กำลังจะเดินท่องป่าดูค่อนข้างแตกต่าง
กลุ่มแรกเป็นผู้ใหญ่หญิง-ชาย ดูหน้าตาแทบทั้งหมดเลยวัยกลางคนมาเล็กน้อยถึงปานกลาง ผมมองปร๊าดเดียวก็รู้ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มสมาชิกอบต.(แห่งหนึ่ง) เพราะบนเสื้อทีมสีสันสดใสของพวกเขาสกรีนบอกเอาไว้ว่า มาจาก อบต.ไหน จังหวัดไหน
กลุ่มที่ 2 เป็นเด็กนักเรียน กลุ่มนี้เห็นปร๊าดก็เดาไม่ยากอีกเช่นกันว่าเป็นนักเรียน ม.ต้น(ดูจากการแต่งกาย) ส่วนจะเป็นโรงเรียนไหนอันนี้ผมจนด้วยเกล้า
สมาชิกชาวคณะกลุ่มแรก(ผู้ใหญ่)ส่วนใหญ่ออกอาการท่าทางเบื่อๆ เซ็งๆ อย่างเห็นได้ชัด บางคนบ่นอุบว่าประมาณว่า คุณลุง-ป้าไม่ปลื้ม แดดร้อนเปรี้ยงอย่างนี้มาเดินดูอะไร(ว่ะ)มีแต่ต้นไม้กับปลาตีน เมื่อก็เมื่อย ร้อนก็ร้อน
ผิดกับเด็กๆในกลุ่มที่ 2 ที่ออกอาการตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจกับป่าชายเลน สนใจฟังวิทยากรผู้บรรยาย หลายคนจดโน่นจดนี่ตามคำบรรยาย(สงสัยครูให้ทำรายงานส่ง)
ทั้ง 2 กลุ่มมาที่เดียวกัน แต่พฤติกรรมแตกต่าง
นี่อาจจะเข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก
ผมเห็นแล้วให้รู้สึกเสียดายแทนผู้ใหญ่กลุ่มนี้ แต่ก็น่าดีใจแทนเด็กๆกลุ่มนี้เช่นกัน เพราะป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนแห่งจันทบุรีนั้น ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต เป็นห้องเรียนธรรมชาติหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวให้ศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง
1...
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
ครั้งหนึ่งในอดีตป่าชายเลนผืนนี้ไม่ได้ร่มครึ้มดังนี้ หากแต่เป็นป่าเสื่อมโทรม ตายซาก ที่แทบจะไร้ประโยชน์
แต่...ป่าผืนนี้ยังไม่สิ้นบุญเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2524 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดจันทบุรี ว่า
"ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตร ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเล และจังหวัดจันทบุรี"
โดยพระองค์ได้พระราชทานเงินที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีทูลเกล้าฯถวายในโอกาสนั้นให้เป็นทุนเริ่มดำเนินการ
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2525 จังหวัดจันทบุรีได้จัดตั้ง“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน”อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ที่ ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ภายใต้แนวทาง “การฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเล จากยอดเขาสู่ท้องทะเล”
นับแต่นั้นมาป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนนับพันไร่ได้พลิกฟื้นจากป่าเสื่อมโทรม กลายเป็นป่าชายเลนอันทรงคุณค่าที่มากไปด้วยระบบนิเวศอันหลากหลาย เพราะหลังจากฟื้นฟูสภาพป่าสิ่งที่ได้มาจากสิ่งที่เกือบสูญเสียไปก็คือ การได้ผืนป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งมากไปด้วยคุณประโยชน์นานากลับคืนมา ชาวบ้านในพื้นที่รอบผืนป่ามีรายได้เพิ่มจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผลิตผลจากผืนป่า นอกจากนี้เมืองไทยยังได้สถานที่ท่องเที่ยวประเภทพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิตอันเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งให้ผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้
นี่ถือต้องถือว่า “ฟ้ามาโปรด”ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอย่างแท้จริง
2...
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
กลุ่มเด็กเดินนำหน้าผู้ใหญ่ไปไกลโขแล้ว ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่(เฉพาะกลุ่มนี้)ดูเหมือนจะเดินไปไม่กี่ 10 เมตร บางคนหาจุดนั่งพัก บางคนถอดใจเดินกลับ
ส่วนผมอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มเด็กกลับกลุ่มผู้ใหญ่ โดยพยายามเดินตามกลุ่มเด็กไปห่างๆ เพราะต้องการไปแอบฟังข้อมูลจากวิทยากรที่บรรยาย
แต่พอเผลอยกกล้องส่องปลาตีนที่กระโดดดุ๊กๆ เพียงแป๊บเดียวเท่านั้นวิทยากรได้พากลุ่มเด็กเดินไปไกลลิบแล้ว (ในขณะที่ผมก็เริ่มทิ้งกลุ่มผู้ใหญ่ไปไกลโขเช่นกัน)
แต่ไม่เป็นไรถึงจะไม่ได้ยินวิทยากรบรรยาย ที่นี่ก็สามารถเดินเที่ยวคนเดียวได้อย่างเพลิดเพลิน อีกทั้งใครที่สนใจใฝ่รู้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าว ไม่ได้อะไรใส่หัวกลับไป เพราะระหว่างทางเดินบนสะพานไม้ศึกษาธรรมชาติที่ยาวประมาณ 1,600 เมตรนั้น 2 ข้างทางจะมีป้ายบอกชื่อพืชพันธ์ไม้และฐานความรู้แสดงบอกเป็นระยะๆ หากใครเที่ยวแบบให้ความสนใจป้ายเหล่านั้นบ้าง รับรองว่าได้ความรู้เรื่องระบบนิเวศป่าชายเลนติดตัวกลับบ้านไปแน่ ไม่มากก็น้อยแหละน่า
สำหรับผมแม้จะเป็นคนไม่รักเรียน(แต่รักจริง) เมื่อมาเดินบนสะพานไม้สายนี้ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนเพิ่มรอยหยักบนสมองกลับไปบ้างตามสมควร ไม่ว่าจะเป็นการเห็นความแตกต่างระหว่างโกงกางใบเล็กกับโกงกางใบใหญ่ การได้รู้จักหน้าคร่าตาต้นเป็นๆของพืชพันธ์ไม้ชายเลนอย่าง ต้นแสมขาว แสมดำ ฝาดแดง ลำพู ลำแพน ตะบูน ประสัก ฯลฯ
ส่วนปลาตีนที่วิ่งดุ๊กๆนี่รู้จักดีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับปูก้ามดาบที่ชูก้ามสีแดงวิ่งอยู่ไป-มา โดยมีบางคู่ใช้ก้ามประลองกำลังกัน
ด้วยลักษณะการชูก้ามเช่นนี้ทำให้หลายๆคนนิยมเรียกนิคเนมของปูก้ามดาบว่า“ปูผู้แทน”เพราะลักษณะการชูก้ามของมันดูคล้ายๆการยกมือของส.ส.ในสภา แต่จะมีต่างกันก็ตรงที่การชูก้ามของปูก้ามดาบ(ตัวผู้)เป็นการแสดงอำนาจประกาศศักดาหรือเพื่อเรียกร้องความสนใจต่อตัวเมีย แต่การยกมือของส.ส.นั้น ส่วนใหญ่เป็นการยกมือตามอำนาจเงินของนายทุนพรรคที่ดูแล้วช่างไร้ศักดิ์ศรีเสียนี่กระไร
3…
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
ผมเดินเรื่อยๆเอื่อยๆชมต้นไม้ ปู ปลา(ตีน) และสดับรับฟังเสียงนกเสียงลมไปอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะมาสะดุดอารมณ์นิดส์นึงตรงบริเวณ “ตอแสม”(ขนาดเขื่อง)ที่ถูกมนุษย์เผาแห้งตายซากที่เห็นแล้วดูน่าหดหู่ไม่น้อยเลย
ผิดกับตรงฐาน“ปู่แสม”ที่อยู่ไม่ไกลกัน ปูแสมต้นนี้เป็นแสมขาวต้นใหญ่มาก ประมาณสิบคนโอบที่หลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของผ่าผืนนี้ ป้ายข้อมูลบอกไว้ว่ามีอายุกว่า 200 ปีทีเดียว ซึ่งหากตอแสมไม่ถูกคนใจร้ายเผาอนาคตตอแสมก็จะกลายเป็นปู่แสมเช่นกัน แต่ถ้าปู่แสมเกิดถูกเผาชะตากรรมก็คงจะไม่ต่างจากตอแสมท่าใดนัก
และนี่ก็คือตัวอย่างเปรียบเทียบของการทำลายและการอนุรักษ์ทรัพยากร ที่ป่าแห่งนี้สอนผมอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
ในขณะที่เราสูญเสียแสมต้นที่เหลือแต่ตอไป แต่ในวันนี้อ่าวคุ้งกระเบนกำลังจะได้ชีวิตใหม่ของต้นโกงกางจำนวนมากมาเสริมทัพความอุดมสมบูรณ์ เพราะผมเห็นตรงบริเวณปากอ่าว(ฝั่งทะเล)ทางศูนย์ฯเขาปลูกได้ปลูกโกงกางขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
แล้วสักวันหนึ่งเจ้าโกงกางพวกนี้ก็จะขึ้นเขียวครึ้มเป็นดงแน่นทึบดังเช่นป่าโกงกางที่มีอยู่แล้วเป็นแน่แท้
ผมหวังเช่นนั้น
4...
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
เส้นทางเดินมาถึงช่วงท้ายแล้ว ผืนป่าชายเลนยังมีสิ่งน่าสนใจให้ชมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณสะพานแขวนที่เป็นไฮไลท์จุดหนึ่งนั้น ผมเห็นคนไปยืนรอต่อคิวถ่ายรูปบนสะพานกันไม่น้อยเลย
ถัดจากนั้นไปก็เป็นฐานศาลาโกงกางที่เต็มไปด้วยต้นโกงกางขนาดเบ้อเริ่มเทิ่ม ขึ้นเป็นดงหนาแน่นทึบ ซึ่งหากไม่อนุรักษ์ไว้โกงกางพวกนี้คงโดนตัดไปขายเรียบร้อยโรงเรียนป่าชายเลนแล้ว
และนี่คือสิ่งหลงเหลือที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาให้ดี เพราะพวกมนุษย์ใจขวาน ใจเลื่อย ที่พร้อมจะตัดเจ้าโกงกางพวกนี้มันมีมากเหลือเกิน หากเผลอเป็นเสร็จพวกมันแน่ ซึ่งบทเรียนของการสูญเสียสำคัญนั้นมีอยู่ในเห็นอย่างชัดเจนในผืนป่าแห่งนี้บริเวณ อนุสรณ์“หมูดุด” หรือ“พะยูน”หรือ “วัวทะเล”
หมูดุด แต่ก่อนคือเจ้าแห่งอ่าวคุ้งกระเบนที่พบเห็นได้ไม่ยาก แต่มาวันนี้สูญพันธุ์กลายเป็นตำนานแห่งอ่าวคุ้งกระเบนไปแล้ว
แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุปัจจัยของการสูญพันธุ์นั้นมาจากการล่าและทำลายของมนุษย์นั่นเอง
5…
บนสะพานไม้ที่ทอดยาวหายเข้าไปในดงไม้ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนอันร่มครึ้ม
ทางเดินนำพามาสู่ฐานสุดท้าย ณ ศาลาเชิงทรง ที่เป็นป่ารอยต่อระหว่างป่าชายเลน ป่าชายหาด และป่าบก จากนั้นอีกไม่กี่นาที ผมก็เดินก้าวออกมาจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติมีชีวิต ที่ครั้งหนึ่งตกอยู่ในสภาพ เสื่อมโทรม ตายซาก ร้างไร้ประโยชน์ แต่ด้วยพระบารมีและพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังการจัดตั้งศูนย์ฯพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ไม่นาน ผืนป่าแห่งนี้ก็พลิกฟื้นกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อพ่อหลวงท่านฟื้นป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน(รวมถึงผืนป่าอื่นๆในเมืองไทย)ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์แล้ว เราๆท่านๆควรเดินตามรอยเท้าพ่อด้วยการช่วยกันอนุรักษ์ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างพอเพียง เพื่อให้ผืนป่าและทรัพยากรที่หลงเหลือ อยู่คู่กับโลกไปอีกนานเท่านาน
เพราะถ้าหากคนไทย(หลายคนๆ)ยังไม่ใส่ใจกับการอนุรักษ์ ผลาญทรัพยากรไปอย่างไม่บันยะบันยัง อนาคตข้างหน้าเราจะไม่สูญเสียแค่ตอแสม หรือหมูดุดเท่านั้น
แต่จะสูญเสียทั้งป่าชายเลน ป่าบก รวมถึงป่าธรรมชาติอื่นๆไปจนหมดสิ้น
และตลอดกาล...
*****************************************
“ศูนย์ศึกษาและพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. การเดินทางจากตัวเมืองจันทบุรี ไปตาม ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 301 จะมีแยกเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามทางหลวงหมายเลข 3399 อีกประมาณ 18 กม. ก็จะถึงยังที่ทำการศูนย์ ผู้สนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอ่าวคุ้งกระเบน โทร. 0-3938-8116-8


