xs
xsm
sm
md
lg

สูดอากาศชานกรุงมอสโก ชมศาสนสถานเมือง "ซากอร์ส"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

โดย : แมวลาย
โบสถ์อัสสัมชัญที่เมืองซากอร์ส สร้างเลียนแบบโบสถ์อัสสัมชัญในเครมลิน
หลังจากที่ท่องเที่ยวอยู่ในเมืองมอสโกกันมาสองตอนแล้ว ในวันนี้เราจะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกเมืองกันที่เมือง "เซอร์กีเยฟ โปสาด" (Sergiev Posad) หรือ "ซากอร์ส" (Zagorsk) ในชานกรุงมอสโกที่ห่างออกไปประมาณ 70 กิโลเมตร

เราฝ่ารถติดในช่องทางขาออกจากเมืองมอสโก มองไปที่ถนนฝั่งตรงกันข้ามแล้วก็นึกโล่งใจ เพราะฝั่งนั้นรถติดยาวเหยียดยิ่งกว่า พูดถึงเรื่องรถติดนี้ที่มอสโกถือว่าไม่ใช่ย่อย แต่ติดพอๆ กันหรืออาจจะติดมากกว่าที่กรุงเทพเสียด้วยซ้ำ เหตุของรถติดนี้อย่างหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจของรัสเซียตอนนี้กำลังอยู่ในขาขึ้น ประชาชนซื้อรถมาขับได้แบบไม่ต้องคิดมาก แถมน้ำมันยังราคาถูก ประมาณลิตรละ 18-19 รูเบิล เท่านั้น เพราะประเทศเขาผลิตน้ำมันได้เอง ไม่ต้องพึ่งน้ำมันของประเทศอื่น

ทิวทัศน์สองข้างทางของชานกรุงมอสโกนั้นก็สวยงามไม่น้อย มีต้นเบิร์ชปลูกเรียงเป็นแถว ต้นเบิร์ชนี้เป็นต้นไม้ประจำชาติรัสเซีย อีกทั้งยังเป็นไม้ที่นำมาทำเป็นของที่ระลึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลับไม้ ตุ๊กตาแม่ลูกดก ฯลฯ ต่างก็ใช้ไม้จากต้นเบิร์ชทำขึ้น อีกทั้งระหว่างทางก็ยังมองเห็นดาช่า (Dacha) หรือบ้านพักตากอากาศตามชานเมืองของคนรัสเซียที่มีไว้พักผ่อน ไว้ปลูกผักทำสวนเล็กๆ น้อยๆ โดยในหน้าร้อนหรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ คนรัสเซียในมอสโกก็จะเดินทางออกจากเมืองเพื่อมาใช้เวลาอยู่ที่ดาช่า ก่อนจะกลับไปอยู่อพาร์ทเมนท์ในเมืองตามเดิมในวันทำงานปกติ

ใช้เวลากว่าสองชั่วโมง เราก็เดินทางมาถึงเมืองซากอร์ส เมืองแห่งนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ มีร้านอาหารน่ารักน่านั่งหลายแห่งอีกต่างหาก แต่ความสำคัญของที่นี่ก็คือความเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของรัสเซีย และสถานที่ที่เราจะมาชมกันในวันนี้ก็คือศาสนสถานสำคัญของเมืองที่ได้ชื่อว่าใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 เป็นที่แสวงบุญของนักบุญทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งตามปกติแล้วศาสนสถานทั่วไปก็จะมีโบสถ์วิหารให้คนเข้ามาสักการะ แต่ที่นี่ยังพ่วงการเป็นวิทยาลัยสงฆ์เข้าไปด้วย โดยในรัสเซียมีวัดอย่างนี้เพียงสามแห่งเท่านั้น นั่นก็คือ "ศาสนาสถานทรินิตี้ของเซนต์เซอร์เจียส" (Trinity Monastery of St.Sergius)

ที่มาของศาสนสถานแห่งนี้เริ่มต้นจากการที่นักบุญเซอร์กีเยฟ (Sergiev Posad) หรือนักบุญเซอร์เจียส (Sergius) เดินทางมาแสวงบุญจนถึงเมืองแห่งนี้ และเลือกลงหลักปักฐานที่นี่เนื่องจากมีความเงียบสงบ นักบุญเซอร์เจียสได้บำเพ็ญเพียรจนสามารถช่วยเหลือผู้คนที่เจ็บป่วยให้หายจากโรคภัยได้โดยใช้ญาณสมาธิ และทหารในยามออกรบก็จะมาขอพรจากนักบุญเซอร์เจียสก่อนออกศึกและชนะกลับมา อย่างเช่น ดมิทริ แม่ทัพของรัสเซียยังนำทัพมาขอพรจากท่านก่อนที่ออกศึกรบกับพวกมองโกล จนได้รับชัยชนะกลับมา ทำให้นักบุญเซอร์เจียสเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนเป็นจำนวนมาก

ภายในศาสนสถานแห่งนี้ก็มีสิ่งสำคัญภายในมากมาย เรามาเดินดูไปพร้อมๆ กัน เริ่มจากโบสถ์ที่สำคัญที่สุดในที่แห่งนี้ นั่นก็คือโบสถ์โฮลี ทรีนิตี้ (Holy Trinity Monastery) ซึ่งเป็นโบสถ์แห่งแรกของเมือง อีกทั้งยังเป็นที่ฝังศพของนักบุญเซอร์เจียสอีกด้วย แต่เดิมโบสถ์หลังนี้สร้างด้วยไม้ และหลังจากที่มีการรื้อและขุดพื้นเพื่อก่อสร้างเป็นโบสถ์ปูน ก็ได้ขุดไปพบกับศพของนักบุญเซอร์เจียสซึ่งไม่เน่าเปื่อยอยู่ข้างใต้นั้นด้วย

ปัจจุบันลักษณะของโบสถ์แห่งนี้ก็เป็นโบสถ์สีขาว มีหลังคาเป็นยอดโดมสีทองอร่ามโดยเฉพาะเวลาต้องแสงอาทิตย์จะสวยงามมาก ส่วนภายในก็ยิ่งมีความงดงามอลังการด้วยภาพเขียนแบบเฟรสโก (เขียนบนปูนเปียก) ทั้งบนผนังและบนเพดาน อีกทั้งยังมีภาพไอคอน หรือภาพวาดรูปนักบุญต่างๆ ประดับอยู่ถึง 5 ชั้น และมีโคมไฟระย้าสวยงามมาก และที่สำคัญก็คือมีโลงศพของนักบุญเซอร์เจียสอยู่ภายในด้วย

ตอนที่เราเข้าไปชมด้านในโบสถ์นั้น เขากำลังร้องเพลงสวดกันอยู่พอดี ภาพที่ได้เห็นจึงน่าประทับใจอย่างที่สุด เสียงร้องเพลงสวดที่ไพเราะและศักดิ์สิทธิ์ผสานกับความงดงามอย่างขรึมขลังของภาพวาดต่างๆ และผู้คนภายในโบสถ์ที่ดูสงบสำรวมไร้เสียงพูดคุยกัน ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก็ต้องประทับใจเหมือนกัน

ออกมาจากโบสถ์ทรีนิตี้แล้ว เราก็ตรงมายังโบสถ์อัสสัมชัญ โบสถ์สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่นี่ โบสถ์หลังนี้ชื่อเหมือนกับโบสถ์อัสสัมชัญในเครมลิน แถมยังมีลักษณะคล้ายกันอีกคือเป็นอาคารสีขาว ช่องประตูหน้าต่างทำเป็นวงโค้ง มียอดโดมห้ายอด จะต่างก็ตรงที่โบสถ์อัสสัมชัญที่เครมลินจะเป็นโดมสีทอง แต่ที่นี่จะเป็นโดมสีน้ำเงินมีลวดลายเป็นดาวสีทองดวงเล็ก มีโดมตรงกลางเท่านั้นที่เป็นสีทอง ภายในโบสถ์แห่งนี้มีโลงศพของนักบวชสำคัญๆ อยู่มากมาย มีภาพวาดไอคอน และโคมไฟระย้าสวยงามมากเช่นกัน

เมื่อออกมาด้านนอกโบสถ์อัสสัมชัญแล้ว มองไปทางด้านหน้าก็จะเห็นอาคารสามชั้นสีแดงสวยงาม นั่นก็คือสุสานของพระเจ้าซาร์และครอบครัว และใกล้ๆ กันนั้นก็จะเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีตำนานว่าไว้ว่ามีชายตาบอดได้มาล้างหน้าที่ตาน้ำแห่งนี้แล้วทำให้ตาที่บอดสามารถมองเห็นได้อีกครั้ง จึงมีผู้คนมากมายที่ต้องการได้น้ำจากที่นี่ไปดื่มกินเพื่อความเป็นมงคล ดังนั้นจึงมีการต่อน้ำจากตาน้ำนั้นขึ้นมาเป็นน้ำพุ แต่น่าเสียดายที่วันที่เรามายืนอยู่ที่นี่เขาก็ดันปิดน้ำพุซ่อมแซมเสียได้ เลยอดได้สัมผัสกับน้ำศักดิ์สิทธิ์

คราวนี้หันไปดูสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในศาสนสถานแห่งนี้บ้าง นั่นก็คือหอระฆังสีเขียวอ่อนสบายตาที่สร้างขึ้นในสมัยพระนางแคทเธอรีนมหาราช หอระฆังนี้ก็สร้างเลียนแบบหอระฆังที่เครมลินอีกเช่นกัน และมีนาฬิกาติดอยู่บนยอดด้วย

ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่น่าสนใจในศาสนสถานแห่งนี้อีกเช่น โรงทานที่สร้างในสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตัวตึกมีลวดลายและสีสันที่งดงามมาก มีวังพระเจ้าซาร์ ซึ่งเป็นที่ประทับของกษัตริย์เวลาที่พระองค์เสด็จมาที่นี่ แต่ตอนนี้ใช้เป็นที่พักของพระสังฆราช

หากใครได้มาเยือนที่แห่งนี้ก็คงจะสัมผัสได้ถึงความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากบรรยากาศของโบสถ์อย่างหนึ่ง และอีกอย่างก็คือเราจะได้เห็นนักบวชในชุดคลุมสีดำอยู่ในโบสถ์บ้าง หรือเดินผ่านไปผ่านมาบ้าง ต่างจากโบสถ์อื่นๆ ที่ฉันได้เห็นที่มอสโก จึงถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของศาสนสถานแห่งนี้

ก่อนจะลาจากซากอร์สกันไป เชื่อว่าทุกคนคงไม่พลาดที่จะเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกจากบริเวณด้านหน้าศาสนสถานกันก่อน เพราะของที่ระลึกเหล่านี้ราคาถูกกว่าในมอสโก เราเองก็ไม่พลาดที่จะซื้อตุ๊กตามาทรอชก้า (Matroshka) หรือตุ๊กตาแม่ลูกดกที่เป็นของที่ระลึกขึ้นชื่อของรัสเซีย ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ลูกดกมากดกน้อยต่างกันไป อีกทั้งยังมีเครื่องประดับ ผ้าพันคอ ภาพวาด ภาพปักอีกมาก ดูเพลินซื้อเพลินกันเลยทีเดียว

และสุดท้ายเราก็ต้องลาจากเมืองซากอร์สไป รวมทั้งต้องลามอสโกกลับสู่เมืองไทยในที่สุด แต่จะไม่ลืมความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของมอสโกที่ได้เคยไปเห็นด้วยตาตัวเองในครั้งนี้ไปเป็นอันขาด

*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 

มอสโก เป็นเมืองหลวงของประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย ประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ 17,075,200 ตารางกิโลเมตร เวลาในมอสโกช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมงในฤดูร้อน และช้ากว่า 4 ชั่วโมงในฤดูหนาว สกุลเงินของรัสเซียคือ รูเบิล (1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 26-27 รูเบิล) การเดินทาง มีหลายสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่กรุงมอสโก เช่น สายการบินแอโรฟลอต สายการบินไทย และปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ต้องขอวีซ่าหากจะเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศรัสเซีย

สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัทหนุ่มสาวทัวร์ โทร.0-2246-5659

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

เที่ยวท่องมองรัสเซีย ลัดเลาะ "จัตุรัสแดง"
เปิดกำแพง "เครมลิน" หัวใจแห่งรัสเซีย