xs
xsm
sm
md
lg

เที่ยวหลากหลายคลายร้อน ที่"เกาะช้าง"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"...ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกยาวๆเรียกว่างวง มีเขี้ยวใต้งวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว....."

หลังนั่งเรือเฟอรี่จากแหลมงอบข้ามทะเลมาถึงยังเกาะช้าง เกาะชื่อดังของจังหวัดตราด "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ก็อดที่จะฮัมเพลง "ช้าง" ขึ้นมาเสริมอารมณ์ไม่ได้ ซึ่งถึงแม้ว่าเพลงนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกาะช้างโดยตรง แต่ว่ากันว่าเกาะช้างถ้ามองถูกที่ถูกมุมก็จะเห็นรูปพรรณสัณฐานของเกาะคล้ายช้างที่กำลังหมอบอยู่กลางทะเลไม่น้อยทีเดียว ด้านใครจะมองเป็นสัตว์ชนิดอื่นนั้นก็สุดแท้แต่จินตนาการของแต่ละคน

ส่วนที่ไม่ต้องจินตนาการก็คือกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลายของทริปนี้ ที่เราประเดิมกิจกรรมแรกด้วยการ"นั่งเรือชมป่าชายเลน"ที่บ้านสลักคอก ซึ่งเรือที่ให้เราลงล่องท่องป่าชายเลนนั้น เป็นเรือมาศแจวหลักคู่ นั่งได้ไม่เกิน 4 คน และที่เห็นแล้วโดยทางชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอกเขาได้ดัดแปลงเรือแจวธรรมดาๆให้เป็นเรือนำเที่ยวที่มีโต๊ะ เก้าอี้ อยู่ตรงกลาง พร้อมร่มสีขาวกางเด่น ดูแล้วช่างเป็นเรือที่กิ๊บเก๋ยูเรก้าและดูสวีทไม่น้อยสำหรับคู่รัก

หลัง"ผู้จัดการท่องเที่ยว"ตื่นเต้นดี๊ด๊ากับเรือได้พักใหญ่ เรือนำเที่ยวก็ได้ฤกษ์ออกจากท่าพาพวกเรามุ่งหน้าลัดเลาะไปตามสายน้ำสู่ปากอ่าวสลักคอก ช่วงแรกของระยะทางเราเห็นบ้านเรือนชาวประมงที่ปลูกอยู่ริมน้ำ ซึ่งนับวันวิถีแบบนี้ดูเหมือนว่าจะลดน้อยไปจากเกาะช้างมากขึ้นทุกที หลังจากนั้นเมื่อเรือล่องออกจากหมู่บ้านไปได้สักพัก ทิวทัศน์ 2 ฟากฝั่งก็เต็มไปด้วยป่าต้นโกงกางที่โผล่รากออกมาหายใจเหนือน้ำอย่างแน่นหนา

พี่คนพายเรืออธิบายว่า น้ำแถวนี้จะเป็นน้ำนิ่งต้นไม้เลยเจริญเติบโตดี ที่นี่ถือเป็นป่าโกงกางที่อุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของเกาะช้างเลยทีเดียว

ระหว่างที่คนพายเรืออธิบาย"ผู้จัดการท่องเที่ยว"เห็นก้อนโฟมเล็กๆลอยอยู่เป็นระยะๆ คนพายเรือบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ตำแหน่งของการยกลอกปู โดยด้านล่างจะมีตะแกรงที่ชาวบ้านนำมาดักไว้ คนพายเรือบอกให้ยกขึ้นมาดูได้ เมื่อเสร็จแล้วก็ให้วางกลับไว้ในตำแหน่งเดิม

จากนั้นก็มาถึงยังจุดที่"ผู้จัดการท่องเที่ยว"คิดว่าเป็นวิวที่สวยที่สุดในการนั่งเรือครั้งนี้ ซึ่งก็คือบริเวณปากอ่าวสลักคอก นอกจากปากอ่าวจะเป็นที่ที่สวยอยู่แล้ว เมื่อมีเรือ(ลำอื่น)ล่องกางร่มสีขาวลอยอยู่บนผิวน้ำบวกกับสภาพท้องฟ้าที่โปร่งสดใส ดูแล้วมันช่างโรแมนติกเหมือนในนิยายรักจริงๆ

เมื่อชื่นชมกับบรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่งของเกาะช้าง พร้อมทั้งรับเอาความรู้ต่างๆเกี่ยวกับป่าโกงกางและวิถีชาวประมงตลอด 1 ชั่วโมงกว่าๆ เรือก็พาพวกเรามาส่งยังจุดเริ่มต้น เพื่อที่จะไปต่ออารมณ์ชมป่าชายเลนที่ "สะพานเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านสลักคอก" ซึ่งเป็นสะพานปูนยาวประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2548 ที่ผ่านมา

ตลอดเส้นทางสะพานปูนที่ตรงบ้างเลี้ยวบ้างมีต้นโกงกางและไม้ป่าชายเลนอื่นๆขึ้นอยู่เรียงรายตั้งแต่ต้นที่มีขนาดเล็กไปถึงต้นโต สำหรับคนที่ไม่ค่อยจะสันทัดเรื่องต้นไม้ป่าชายเลนก็ไม่ต้องกลัวจะไม่รู้เรื่อง ถึงจะมาคนเดียวไม่มีผู้รู้หรือวิทยากรตามมาบรรยายให้ฟังก็สามารถรู้เรื่องรู้ราวได้ เพราะที่นี้จะมีข้อมูลเรื่องต้นไม้ในป่าชายเลนให้นักท่องเที่ยวอ่านควบคู่ไปเป็นระยะๆ ตลอดทาง เดินไป อ่านไป ดูต้นไม้จริงไป ก็เป็นวิธีที่ดีและน่าสนใจเป็นอย่างมาก

จากเส้นทางศึกษาธรรมชาติสะพานปูน"ผู้จัดการท่องเที่ยว"ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นสะพานไม้ แต่ก็ยังคงตอกย้ำอารมณ์กันสุดๆต่อไปที่ "ศูนย์ศึกษานิเวศน์บ้านสลักเพชร" ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จสดๆร้อนๆเมื่อปี พ.ศ.2549 ที่ผ่านมานี้เอง สะพานไม้ที่ว่านี้ดูแล้วคลาสสิกสวยงามเข้ากับบรรยากาศของป่าชายเลยดีแท้ ต้นไม้ที่นี้ยังมีความหลากหลายทั้งต้นโกงกาง ต้นแสม ต้นจาก และก็เฉกเช่นเดิมคือ ตลอดเส้นทางมีความรู้เกี่ยวกับป่ายชายเลน และต้นไม้ต่างๆ ตลอดเส้นทาง ทำให้รอยหยักในสมองของพวกเราเพิ่มขึ้นหลายหยักเลยทีเดียว

พวกเราเดินไปอย่างเพลิดเพลินจนไปยังสุดทางที่อ่าวสลักเพชร บรรยากาศตรงนี้ก็ถือว่าเป็นสุดยอดอีกเช่นกัน แม้แสงแดดที่สาดส่องลงมาแบบไม่ปราณีปราศรัยจะทำให้ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" เหงื่อแตกบ้างแต่ก็มีลมที่พัดโชยมาคลายร้อนได้เป็นอย่างดี และก็ต้องขอบอกไว้ว่าตอนกลางคืนพวกเราก็จะมายังสะพานไม้แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อชมหิ่งห้อย ที่ถือเป็นไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งในทริปนี้
ล่องเรือใกล้ชิดธรรมชาติชมป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่บ้านสลักคอก
หลังจากเห็นบรรยากาศตอนกลางวันไปแล้ว พวกเราพากันเข้าที่พักเพื่อล้างคราบเหงื่อไคลที่สะสมมาทั้งวัน พร้อมทั้งเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารเย็นก่อนที่เราจะกลับไปยังสะพานไม้ศูนย์ศึกษานิเวศน์บ้านสลักเพชรอีกครั้งในเวลาประมาณ 2 ทุ่มตรง

เมื่อทุกคนพร้อมรถตู้ขนพวกเรากลับไปยังสะพานไม้บ้านสลักเพชร บรรยากาศตอนกลางคืนที่นี่ช่างมืดมิดจนพวกเราต้องใช่ไฟฉายที่ตระเตรียมกันมาเพื่อส่องทาง แล้วเดินเรียงแถวไปตามทางเดิมที่มาเมื่อช่วงกลางวัน ไม่กี่ก้าวจากจุดเริ่มต้นของสะพาน "ผู้จัดการท่องเที่ยว" แลไปเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งมีแสงระยิบระยับอยู่ทั่วไปทั้งต้น จนไม่แน่ใจว่านี้เป็นไฟประดับต้นไม้หรือเป็นแสงจากเจ้าหิ่งห้อยตัวจิ๋วกันแน่ เพราะเราไม่คิดว่าจะได้เห็นหิ่งห้อยตั้งแต่ต้นทาง คิดว่ามันคงต้องเดินเข้าไปลึกๆหน่อย และคงจะต้องเพ่งพินิจหาดู

จากต้นหนึ่งที่เห็นแสงไฟระยิบระยับ เดินไปอีกนิดก็เห็นอีกต้นหนึ่ง และอีกหลายต่อหลายต้นตลอดเส้นทาง แสงที่เห็นมันเหมือนต้นไม้ที่ประดับประดาด้วยไฟเล็กๆในวันคริสต์มาสเสียจริง "ผู้จัดการท่องเที่ยว" แหงนหน้าดูอย่างเพลิดเพลินเหมือนดังถูกแสงมากมายเหล่านี้สะกด จนลืมดูทางเกือบจะเดินตกสะพานเลยทีเดียว
สะพานไม้บ้านสลักเพชรร่มรื่นไปด้วยไม้ป่าชายเลนและที่นี่ยังมีหิ่งห้อยในตอนกลางคืนอีกด้วย
ไม่น่าเชื่อว่าสะพานแห่งนี้ ต้นไม้เหล่านี้ บรรยากาศแบบนี้ บริเวณเช่นนี้ ที่เห็นในตอนกลางวัน ณ เวลานี้จะมีหิ่งห้อยมากมายทอแสงสว่างไสว เมื่อเดินมาจนสุดทางที่อ่าวสลักเพชร พวกเราก็นั่งพักชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืนกันต่อ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ทอดตัวลงนอนมองขึ้นไปบนฟากฟ้า ก็ต้องตื่นตระหนกตกใจอีกครั้ง เมื่อเห็นกลุ่มดาวมากมายที่เปล่งแสงแข่งกับเจ้าหิ่งห้อยอยู่เต็มท้องฟ้า ลมทะเลที่พัดมากระทบผิวกายก็ช่างเย็นได้ที่จนอยากจะนอนค้างอยู่ที่นี่ทั้งคืน ยิ่งบรรยากาศแบบนี้ถ้าได้มากับคู่รักแล้วละก็...คงโรแมนติกน่าดู แต่น่าเสียดายที่“ผู้จัดการท่องเที่ยว”ยังหาเนื้อคู่ไม่พบสักที ทั้งที่แทบจะพลิกแผ่นดินหาแล้วก็ตาม

หลังจากเต็มอิ่มกับเสน่ห์ยามค่ำคืนแล้ว ก็ได้เวลากลับเข้าที่พักพักผ่อนเอาแรงไว้ดำผุดดำว่ายในวันต่อไป และอีกอย่างที่ทางแถวนี้เขาไม่มีแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนเหมือนฝั่งชายหาดด้วย

..........................................................

กรี๊งงงง...เสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ดังปลุกแต่เช้า

เราทุกคนเตรียมตัวออกทะเล ด้วยใจที่คึกคักอีกครั้ง วันนี้เราจะได้เที่ยวทางน้ำกันบ้าง ก็เกาะช้างแห่งนี้เขาได้ชื่อว่ามีโลกใต้น้ำที่สวยไม่หยอกอีกแห่งหนึ่งในไทย แล้วมีหรือที่มาเกาะช้างแล้ว "ผู้จัดการท่องเที่ยว" จะพลาด

เรือพาเราออกเดินทางจากเกาะไปยังแหล่งดำน้ำชื่อดังทั้งหลาย ที่แรกที่เรือพาเราไปหยุดลอยเท้งเต้งอยู่ก็คือ "เกาะหวาย" พวกเราไม่รีรอรีบใส่อุปกรณ์ดำน้ำตื้น (snorkeling) แล้วกระโจนลงน้ำทันที ที่เกาะหวายนี้มีปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปลานกแก้ว และดอกไม้ทะเลหลากสี เพราะความสวยงามของโลกใต้น้ำรวมทั้งน้ำใสๆเย็นสบายแบบนี้ทำเอาพวกเราแทบไม่อยากจะขึ้นจากน้ำเลย

ถัดจากเกาะหวายเราไปต่อยัง "เกาะทองหลาง" ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะรัง ที่นี่มีปะการังเขากวาง ปะการังจาน ปะการังดอกเห็ด อยู่เยอะ รวมถึงปลาต่างๆและดอกไม้ทะเลด้วย นอกจากเกาะทองหลางเรือยังพาพวกเราไปแวะอีกหลายจุดในบริเวณเกาะรังให้พวกเราได้ดำผุดดำว่ายกันอย่างสะใจตลอดทั้งวัน ก่อนที่จะไปยังจุดสุดท้ายที่"เกาะเหลายา"
เดินไปตามทางของสะพานปูนบ้านสลักคอกพร้อมศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน
ที่เกาะเหลายา พวกเราได้ขึ้นไปพักผ่อนบนเกาะด้วย หาดทรายที่สองเท้าได้เหยียบย่ำช่างขาวละเอียดเท้ายิ่งนัก "ผู้จัดการท่องเที่ยว" นอนลงบนทรายที่ดูละเอียดนุ่มมองดูนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆเล่นน้ำบ้าง เล่นฟุตบอลชายหาดบ้าง อย่างเพลิดเพลิน ก่อนที่เวลาของวันนี้ และโปรมแกรมของทริปนี้จะหมดลง

การมาเกาะช้างครั้งนี้ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกาะช้างในวันนี้แม้จะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากมาย แต่ว่าก็ยังคงมีเสน่ห์น่าเที่ยวให้เราได้สนุกและประทับใจอยู่ไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะการเที่ยวทางบกที่นักท่องเที่ยวน้อยคนนักจะรู้จัก มาเกาะช้างทั้งทีก็อย่าลืมเที่ยวทั้งทางบกทางน้ำจะได้เกินคุ้ม...ขอบอก

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

เกาะช้างเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังของจังหวัดตราด นักท่องเที่ยวสามารถนำรถข้ามไปยังเกาะช้างได้ สำหรับศูนย์ศึกษานิเวศน์บ้านสลักเพชร อยู่ที่หมู่บ้านสลักเพชร ต.เกาะช้างใต้ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านสลักคอก และกิจกรรมนั่งเรือชมป่าชายเลนอยู่ที่หมู่บ้านสลักคอก ต.เกาะช้างใต้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก โทร.08-4106-7541

ที่พักในจังหวัดตราด          ของที่ระลึกจังหวัดตราด          เทศกาลงานประเพณี          ร้านอาหารในจังหวัดตราด