ในวันเพ็ญเดือน 12 ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่จะมาถึงนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของคนไทย เพราะเป็น “วันลอยกระทง” ที่ทุกคนพร้อมใจกันลอยกระทงใบน้อย ใบใหญ่ลงสู่แม่น้ำลำคลองเพื่อเป็นการขอขมาต่อแม่พระคงคา ซึ่งในทุกๆปีเมื่อเทศกาลลอยกระทงมาถึง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใดของประเทศไทย ต่างก็มีการจัดงานประเพณีลอยกระทงด้วยกันทั้งนั้น และที่โด่งดังเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวก็เห็นจะมีที่จังหวัดสุโขทัย หรือจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
แต่ว่าในปีนี้หากใครได้มาแอ่วจังหวัดลำปาง เมืองรถม้าชื่อดังทางภาคเหนือ ก็จะได้รู้จักและสัมผัสกับเทศกาลลอยกระทงอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ที่ไหนๆ เพราะเทศกาลลอยกระทงของชาวลำปางนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนที่ใด ตั้งแต่ชื่อเทศกาลที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่างาน “ล่องสะเปาจาวละกอน” ที่ชาวลำปางภาคภูมิใจกับเทศกาลที่ได้สืบทอดประเพณีลอยประทีปทางน้ำแบบโบราณของทางภาคเหนือไว้ได้เป็นอย่างดี
ดร.นิมิตร จิวะสันติการ นายกเทศมนตรีนครลำปาง กล่าวถึงงานประเพณี “ล่องสะเปาจาวละกอน” ของเมืองลำปางว่า ในปีนี้ทางเทศบาลนครลำปางได้ทำการฟื้นฟูประเพณีเทศกาลล่องสะเปา ที่ถือว่าเป็นเทศกาลประเพณีลอยประทีปโบราณเก่าแก่ที่จัดขึ้นมานานกว่า 50-60 ปีแล้ว ซึ่งในปีนี้ได้มุ่งเน้นศึกษาและปฏิบัติตามจารีตของประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมให้มากที่สุด
สำหรับประวัติความเป็นมาของประเพณีล่องสะเปาของชาวลำปางนั้น ดร.นิมิตร เล่าให้ฟังว่า สมัยโบราณชาวลำปางจะเรียกการลอยประทีปทางน้ำว่า “ล่องสะเปา” ซึ่งความหมายของคำว่าสะเปาตามภาษาท้องถิ่นหรือภาษาพื้นเมืองหมายถึง “เรือสำเภา” โดยคำเรียกดังกล่าวนั้นได้เรียกตามเอกลักษณ์ของสะเปาที่ชาวบ้านได้จัดทำขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์และคติความเชื่อว่าการล่องสะเปาเป็นการทำทานแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
“ชาวเหนือจะใช้กาบกล้วย มะละกอ ไม้ไผ่ หรือกระดาษแก้วใส มาประดิษฐ์เป็นสะเปา ตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้ หรือใช้กระดาษสีตัดเป็นลวดลายต่างๆ ติดด้านข้างสะเปา ละก็มีสิ่งของอื่นๆ ที่ใส่ลงไปในสะเปา ด้วย เช่น ข้าวสุก กล้วย อ้อยควั่น น้ำตาล เกลือ ยาสูบ หมาก พลู ดอกไม้ ธูป เทียน และรูปสัตว์ต่างๆ เพราะเชื่อกันว่าผู้ล่วงลับที่เราอุทิศส่วนกุศลหรือทำทานไปให้ จะได้นำสิ่งของเหล่านั้นไปใช้ในอีกภพหนึ่ง” ดร.นิมิตร บอกพร้อมกับยกสะเปาให้ดู
ในวันยี่เป็ง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ชาวบ้านจะออกมาลอยและมาชมสะเปาอยู่ริมสองข้างฝั่งแม่น้ำเป็นหมื่นๆ คน โดยทางเทศบาลนครลำปางได้เชิญชวนให้ชาวบ้านกลับไปสู่วิถีชีวิตดั้งเดิม ทำสะเปาแบบเดิมที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เป็นสะเปาที่ตกแต่งทำด้วยก้านกล้วยหรือใบตอง เสร็จแล้วก็นำไปลอยที่ริมแม่น้ำวัง เกิดเป็นดวงไฟสว่างไสวดุจดวงประทีปเต็มสองฝั่งลำน้ำวังในคืนยี่เป็ง
“ในวันขึ้น 15 ค่ำ ชาวลำปางจะใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำวัง และจะมีพี่น้องมาเป็นหมื่นในงานล่องสะเปาจาวละกอน ในแม่น้ำวังจะเต็มไปด้วยสะเปาและแสงเทียนที่สวยงาม บรรยากาศย้อนไปในอดีต พร้อมกับยังมีการประกวดสะเปาจากหลายๆหน่วยงาน องค์กร รวมไปถึงชาวบ้านทั่วไปที่จะทำสะเปามาประกวดกันอย่างสวยงาม คาดว่าวันที่ 5 พ.ย. นี้ จะเป็นวันที่ชาวลำปางมีความสุขที่สุด ได้มานั่งดูสะเปาลอยน้ำ และปล่อยโคมลอย พร้อมกับชมการแสดงบนเวที” ดร.นิมิตรกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
สำหรับการจัดงาน “ล่องสะเปาจาวละกอน” ในครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 4-6 พ.ย. นี้ ณ บริเวณฝายแม่น้ำวังเฉลิมพระเกียรติ (เขื่อนยาง) โดยเทศบาลนครลำปาง ได้รับความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากชุมชน ชาวบ้าน สถานศึกษา หน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน วัดวาอารามต่างๆ ช่วยกันจัดทำสะเปาลอยน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของงาน แล้วปล่อยสะเปาให้ล่องลอยไปในความมืดของแม่น้ำ ทำให้ได้เห็นภาพความงามของสะเปาที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำสว่างไสวสวยงามเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ก็ได้มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ชาวลำปางจัดทำสะเปาเป็นรูปเรือสำเภาตามแบบอย่างของชาวลำปางแต่โบราณ เพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีดั้งเดิมของชาวลำปางไว้ พร้อมกับเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้กับจังหวัดลำปางในเรื่องของการท่องเที่ยวต่อไป
นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงาน จะได้พบกับประเพณีล่องสะเปาจาวละกอนอันงดงามและกิจกรรมมากมายที่น่าสนใจในงาน ไม่ว่าจะเป็นการประกวดสะเปาเป็นรูปเรือสำเภาขนาดใหญ่ลอยน้ำ มีการประกวดกันร่วมกว่า 20 ขบวน เสร็จแล้วก็จะมีการทอดสมอจอดไว้อยู่กลางแม่น้ำส่องแสงสว่างสวยงามให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามของสะเปา ตรงบริเวณแม่น้ำวังตรงปลายเขื่อนยาง
ชมขบวนประกวดสะเปารถ สะเปาประดิษฐ์ การประกวดละอ่อนน้อยสะเปาคำ การตกแต่งเมืองด้วยประทีปโคมไฟพื้นบ้าน การละเล่นพื้นเมืองต่างๆ ที่หาชมได้ยาก และกาดแสงเทียน และมีการแสดงบนเวที ซึ่งทางเทศบาลนครลำปางได้นำนาฏศิลป์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากประเทศยูนานมาแสดงให้ชาวลำปางและนักท่องเที่ยวได้ชมฟรีตลอดงาน
นอกจากนี้ทางสมาคมรถม้าจังหวัดลำปาง ยังได้เข้าร่วมจัดกิจกรรมภายในงานนี้ด้วย โดยทำการจัดให้มีบริการนั่งรถม้าเที่ยวในราคาพิเศษ เพียงรอบละ 50 บาทต่อคัน ซึ่ง 1 คันนั้น ถ้าเป็นผู้ใหญ่สามารถนั่งได้ถึง 3 คน และถ้าเป็นเด็กๆ จะนั่งได้ถึง 5-6 คน โดยรถม้าจะพาวิ่งเที่ยวรอบตั้งแต่สะพานรัชดาไปจนถึงบริเวณหอนาฬิกา ซึ่งเรียกว่าหากนักท่องเที่ยวท่านใดมาแอ่วเมืองลำปางแล้วไม่ได้นั่งรถม้าก็เหมือนมาไม่ถึงจังหวัดลำปาง ดังที่ได้มีการจัดโปรโมทที่ว่า “1 ในสยามเที่ยวลำปางนั่งรถม้า”
การจัดงานล่องสะเปาในเดือนพฤศจิกายนนี้ จึงถือเป็นการรื้อฟื้นวิถีชีวิตวัฒนธรรมแบบโบราณที่ยึดถือปฏิบัติในเทศกาลล่องสะเปาให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักและสืบทอดประเพณีอันดีงามนี้ และพัฒนาให้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำนครลำปางสืบไป
“อยากจะเชิญชวนให้มาเที่ยวลำปาง มาเที่ยวงานล่องสะเปาจาวละกอน มาดูวิถีชีวิตชาวลำปาง มาชื่นชมอิ่มเอิบกับการจัดงานประเพณีวัฒนธรรมแบบชาวบ้านๆ ลองมาแอ่วลำปางสักครั้งแล้วจะเสน่หา” ดร.นิมิตรกล่าวด้วยน้ำเสียงเชิญชวนพร้อมรอยยิ้ม
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
การเดินทางไปจังหวัดลำปางโดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถึงกิโลเมตรที่ 52 แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านสิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์ แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตาก ตรงเข้าสู่จังหวัดลำปาง รวมระยะทางทั้งสิ้น 599 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง หรือจะใช้เส้นทางสายใหม่จากพิษณุโลกเข้าเด่นชัยและลำปางได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลนครลำปาง โทร.0-5421-9211-7, 0-5421-7035 หรือที่ ททท.สนง. ภาคเหนือ เขต 1 โทร.0-5324-8604, 0-5324-8607, 0-5324-1466
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แอ่วลำปาง ชมบ้านหลายเสาที่ “บ้านเสานัก”
"บ้านป่องนัก" บ้านงาม หน้าต่างหลายร้อยบาน
"อุทยานฯแจ้ซ้อน"แหล่งน้ำพุร้อนลือชื่อ
ฟัง"กูรู" เล่าเรื่อง"รูๆ" ที่ วัดพระธาตุลำปางหลวง
เที่ยวเมืองลำปาง นั่งรถม้า ซื้อชามตราไก่ พร้อมไหว้พระธาตุลำปางหลวง
พระธาตุหัวกลับ ปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของธรรมชาติ
2 มหัศจรรย์ แต่ต่างกันในความงาม ที่“วัดพระธาตุลำปางหลวง”
ตำนานวัดพระธาตุลำปางหลวง


