xs
xsm
sm
md
lg

“สุวรรณภูมิ” ความงามท่ามกลางความโสมมของนักการเมือง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ถือเป็นหน้าหนึ่งในบันทึกทางประวัติศาสตร์ของชาติที่จะมีการเปิดใช้ “สนามบินสุวรรณภูมิ” หรือ “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” อย่างเป็นทางการท่ามกลางการเฝ้ามองของผู้คนมากมาย

คงต้องยอมรับกันว่าภาพลักษณ์อันสวยงามของสนามบินสุวรรณภูมินั้นสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบเห็นได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งกว่าสุวรรณภูมิจะออกมาหรูหราสวยงามเช่นนี้ก็ต้องใช้เวลาฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆมาเป็นเวลาถึง 45 ปี เลยทีเดียว จนได้ชื่อว่าเป็นสนามบินที่ใช้เวลาก่อสร้างนานที่สุดในโลก

ย้อนรอย “สุวรรณภูมิ”

ในปี 2503 รัฐบาลในยุคนั้นได้ว่าจ้าง Litchfield Whiting Bourne and Associates ให้ทำการศึกษาและวางผังเมืองสำหรับกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งของการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่กรุงเทพฯ จะต้องมีสนามบินพาณิชย์ใหม่อีกแห่งหนึ่ง เพื่อแยกเครื่องบินพลเรือนออกจากเครื่องบินทหาร

นอกจากนั้นก็ยังมีรายงานการศึกษา "Air System Requirement Plan and Survey for the Kingdom of Thailand" ขององค์การบริหารการบินพลเรือนแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (FAA) ในปีเดียวกัน ที่แนะนำให้กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีสนามบินพาณิชย์แห่งที่ 2 ให้ทันปี 2513 ด้วยเหตุผลเดียวกัน และได้เสนอพื้นที่ของการก่อสร้างให้อยู่ในบริเวณทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ

ทั้งสองสิ่งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นแนวความคิดในการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของประเทศไทยแทนสนามบินดอนเมือง ที่มีแนวโน้มว่าจะคับแคบ และไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมการบินของโลกที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปีถัดมารัฐบาลจึงเริ่มลงสำรวจพื้นที่อย่างจริงจัง และกำหนดจุดที่สมควรจะใช้เป็นที่ก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่เป็นที่ดินบริเวณคลองลาดกระบัง คลองประเวศ และคลองหนองงูเห่า อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะมีระยะห่างระหว่างสนามบินดอนเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร และยังได้เวนคืนที่ดินบวกกับที่ดินสาธารณะส่วนหนึ่งจนครบ 20,000 ไร่ ตามความต้องการ โดยใช้ระยะเวลาถึง 10 ปีเต็มในช่วงปี 2506-2516

แต่โครงการก็ได้ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะได้ฤกษ์ลงเสาเข็มแรกในพื้นที่ของการก่อสร้าง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นองค์ประธานในการวางศิลาฤกษ์ให้กับสนามบินเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2545 หลังจากที่พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสนามบินแห่งใหม่นี้ว่า "ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ" โดยให้ทั้งชื่อภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งความหมายให้กับสนามบินแห่งนี้ว่า "แผ่นดินทอง" และกลายเป็นชื่อใหม่ที่เข้ามาแทนชื่อเก่าอย่าง "หนองงูเห่า" ที่เรียกกันจนติดปาก
ภายในอาคารผู้โดยสาร
สุวรรณภูมิ แม้หรูหรา แต่ยังมีปัญหาต้องตามแก้

สำหรับการออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมันคือ เฮลมุท จาห์น (Helmut Jahn) และ เวอร์เนอร์ โซเบค (Werner Sobek) ผู้เคยฝากฝีมือการออกแบบไว้ที่สนามบินชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา และตึกโซนี่เซ็นเตอร์ ที่ประเทศเยอรมนี โดยวัสดุหลักที่นำมาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารจะเน้นวัสดุประเภทเหล็ก และกระจกใส ที่ได้ถูกออกแบบให้แสงสามารถผ่านเข้ามาได้มากที่สุด เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน และหากมองลงมาจากด้านบน ก็จะเห็นหลังคาอาคารผู้โดยสารเหมือนกับปีกนกที่กำลังขยับปีกบิน ส่วนอาคารเทียบเครื่องบินที่ใช้วัสดุเป็นหลังคาผ้าใบสีขาว เปรียบเสมือนลูกคลื่นที่พลิ้วไหวอยู่บนท้องทะเล

และการออกแบบที่ดูทันสมัยนี้จึงเป็นความโดดเด่นอย่างหนึ่งของสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ทั้งนี้ก็ยังแทรกความเป็นไทยไว้ด้วยศิลปกรรมแบบไทยๆ ไว้ เนื่องจากที่นี่เป็นท่าอากาศยานหลักที่คนต่างชาติจะเดินทางผ่านเข้าออกประเทศไทย ดังนั้นจึงมีการนำเอาศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ มาจัดแสดง เช่น ผนังแสดงภาพ ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 66 ผนัง แสดงภาพรวม 94 ภาพ อยู่บริเวณทางเดินภายในอาคารเทียบเครื่องบิน โดยภาพเหล่านี้ก็ได้มาจากศิลปินผู้เขียนภาพและผู้ที่ครอบครองภาพอยู่หลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงเทพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ฯลฯ ซึ่งอนุญาตให้นำภาพเหล่านี้มาจัดแสดง รวมทั้งจัดพิมพ์ซ้ำด้วย

การออกแบบโครงสร้างภายนอกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประกอบด้วยลายเส้นแบบไทยที่สวยงามสร้างสรรค์ค์และดึงดูดสายตา แม้การก่อสร้างจะใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อให้บริการอย่างทันสมัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี การตกแต่งภายในมีแนวทางการนำเสนอรูปแบบหลากหลายทางด้านศิลปะท้องถิ่น มีการนำภาพวาดของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักรวมทั้งหาภาพได้ยากมาพิมพ์ซ้ำและจัดแสดงภายในท่าอากาศยาน เป็นการนำเสนอความเป็นไทยรวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีให้ชาวต่างชาติและคนไทยยุคใหม่ได้เห็น

ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนหรืองานประติมากรรมต่างๆ ทำให้สนามบินแห่งใหม่นี้น่าจะเป็นที่ประทับใจของชาวต่างชาติที่ได้แวะมาเยี่ยมเยียนไม่น้อย

แต่กระนั้นท่ามกลางความงามและความหรูหรา กลับเริ่มมีเสียงสะท้อนออกมาว่า สุวรรณภูมิยังมีปัญหาที่ต้องเร่งรีบดำเนินการแก้ไขอยู่หลายจุด โดยจากการสอบถามความคิดเห็นของผู้โดยสารที่ใช้บริการเที่ยวบินทดสอบเมื่อวันที่ 29 ก.ค.และ วันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา พอสรุปเรื่องที่ไม่ได้รับความสะดวก ได้แก่

1. ห้องน้ำไม่สะอาด มีน้อยเกินไป คับแคบ น้ำไม่ไหล คนพิการใช้ไม่สะดวก
2. ระบบการตรวจเช็คความปลอดภัยล่าช้า ไม่ได้มาตรฐาน
3. ป้ายและตัวอักษรของตารางแสดงเที่ยวบินเล็กเกินไป ไม่สามารถมองเห็นในระยะไกล
4. เครื่องปรับอากาศไม่เย็นเพราะแสดงแดดส่องผ่านเข้ามาในอาคารมาก
5. สะพานกระเป๋าไฟดูด
6. การประกาศประชาสัมพันธ์มีเสียงสะท้อน ฟังไม่ชัด
7. พื้นที่ภายในและหน้า GATE มีเก้าอี้น้อย
8. ทางเดินเป็นพื้นขัดมัน ลื่น
9. ควรมีรถรับส่งบริการระหว่างจุด เช็คอินและ GATE เพราะห่างกันมาก
10. ถังขยะตามทางเดินน้อย
11. ค่าเดินทางแพง
12. รถโดยสารไม่เพียงพอ
13. ป้ายบอกทางไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของระบบขนส่งมวลชนที่มุ่งหน้าเข้า-ออก ยังสุวรรณภูมิ ซึ่งนี่ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนนั่น

"สุวรรณภูมิ" สนามบินต้องคำสาป

แม้การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการจะเป็นหน้าหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ถึงอย่างไรในอดีตที่ผ่านมา สุวรรณภูมิก็ถือเป็นหนึ่งในสนามบินสารพัดปัญหา จนสำนักข่าวเอพีตั้งฉายาให้เป็น "สนามบินต้องคำสาป"

เนื่องเพราะเวลา 45 ปีที่สุวรรณภูมิฟันฝ่ามานับได้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆนานามากมาย ทั้งในเรื่องแผนการก่อสร้างที่มีการรื้อแก้ปรับปรุงครั้งแล้วครั้งเล่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนักการเมืองไทยที่รัฐบาลไหนรัฐบาลนั้นต่างก็เข้ามาทุจริตฟันคอร์รัปชั่นเปอร์เซ็นต์จากสุวรรณภูมิกันจนพุงกาง ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรที่ดิน การทุจริตเรื่องการถมทราย การประมูลโครงการต่างๆในสุวรรณภูมิ ฯลฯ

และที่เป็นข่าวฮือฮามากในช่วงหลังก็คือ เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ และเหตุการณ์ไฟไหม้พื้นที่ครัวการบินไทย การตรวจพบรอยแตกบนทางวิ่ง และซอฟต์แวร์เครื่องตรวจระเบิดมีปัญหา หรือแม้กระทั่งการที่มีมือดีไปสับสวิตซ์ไฟในวันทดลองบิน

แต่กระนั้นสวรรค์ยังมีตา ฟ้ายังมีใจ ที่สตง.และป.ป.ช. ในคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กำลังไล่บี้ตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆในรัฐบาลที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะกรณีทุจริตเกี่ยวกับเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์นั้นจะถูกเช็คบิลเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นคำว่า “กรรมติดเครื่องบินอาจจะมีจริงในชาตินี้”

ส่วนนักการเมืองที่แม้หลักฐานสาวไปไม่ถึงก็อย่าได้ชะล่าใจไป เพราะบางทีเขาคนนั้นอาจจะถูกงูเห่ากัดตายที่สนามบินสุวรรณภูมิก็ได้
"เช็กบิล" โคตรโกง ต้อนรับสุวรรณภูมิ