หากพูดถึง “ลิเก” แล้วต้องบอกว่าถือว่าเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยอีกแขนงหนึ่ง ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ลิเกก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของการแสดงที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับตัวของ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เองก็หลงใหลในศิลปะการแสดงลิเกนี้อยู่ไม่น้อย และเมื่อทางจังหวัดอ่างทองได้จัดให้มีงาน “The Likay Angthong Festival 2006” ขึ้นมา (เมื่อวันที่ 11-17 ส.ค. ที่ผ่านมา) งานนี้คอลิเกอย่างเราเลยไม่ขอพลาดที่จะเดินทางไปชมลิเกที่สวยงามยังเมืองลิเก จ. อ่างทองกัน
โดยเมื่อ “ผู้จัดการท่องเที่ยว”มาถึงยังจังหวัดอ่างทองแล้ว ก็ใช่ว่าเราจะรีบไปดูลิเกในทันทีทันใด เพราะการแสดงลิเกนั้นจะทำการแสดงกันในเวลาค่ำคืน ฉะนั้นจึงมีเวลาเที่ยวเตร่กันก่อนที่จะได้ไปดูลิเก
เราจึงเลือกที่จะแวะมาชมความสวยงามของ “ตุ๊กตาชาววัง” กันที่ศูนย์ทำตุ๊กตาที่ตั้งอยู่ใกล้วัดท่าสุทธาวาสกัน ซึ่งศูนย์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถโปรดฯให้อาจารย์จุลทรรศน์ พยัครานนท์ มาฝึกสอนการทำตุ๊กตาให้กับชาวบ้านตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก เพื่อเป็นการสร้างรายได้หลังน้ำท่วม เมื่อปีพ.ศ.2519
จนปัจจุบันสามารถพัฒนาฝีมือ การปั้นตุ๊กตาชาววังให้มีความหลากหลายสวยงาม มีความประณีต อ่อนช้อย ซึ่งตุ๊กตาชาววังตัวน้อยเหล่านี้ประดิษฐ์มาจากดินเหนียว มีหลากรูปแบบ ทั้งปั้นตุ๊กตาเป็นรูปวงมโหรีปี่พาทย์ การละเล่นของเด็กไทย วัฒนธรรมความเชื่อ งานประเพณีต่างๆ
เรียกว่ามาที่ศูนย์ตุ๊กตาแห่งนี้แล้ว จะได้ดูการสาธิตการปั้นตุ๊กตา และได้ดูตุ๊กตาชาววังที่สวยงามสารพันรูปแบบต่างๆ จนเพลิดเพลินตากันไปเลยก่อนที่เราจะไปเที่ยวกันต่อที่ “หมู่บ้านทำกลอง” ที่ตั้งอยู่หลังตลาดป่าโมกริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
สำหรับที่ “หมู่บ้านทำกลอง” แห่งนี้นับว่าเป็นแหล่งผลิตกลองมาช้านานแล้ว ซึ่งที่นี่เขาทำกลองกันตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่เช่น กลองทัด ตะโพน โทน รำมะนา และเมื่อเรามาถึงที่นี่แล้วก็จะได้เห็นถึงกรรมวิธีการทำกลอง ตั้งแต่เริ่มกลึงท่อนไม้ เรื่อยไปจนถึงขั้นตอน การขึ้นกลอง การฝังหมุด สำหรับวัตถุดิบในการทำกลองของที่นี่นั้น เขาจะใช้ ไม้ฉำฉามาทำกลอง เพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่สามารถ ขูดเนื้อไม้ได้ง่าย กับหนังวัว จนได้ออกมาเป็นกลองใบงาม ที่เห็นได้ถึงฝีมือการทำที่มีคุณภาพ ประณีตและสวยงาม สามารถซื้อไปเป็นของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไปบ้านได้อีกด้วย
และหลังจากที่ได้ดูและเลือกซื้อหากลองใบน้อยติดมือออกมาจากหมู่บ้านทำกลองแล้ว เราก็เดินทางไปเที่ยวกันต่อที่ “บางเจ้าฉ่า” ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีความโดดเด่นเรื่องงานจักสานฝีมือด้วยไม่ไผ่อันลือชื่อของจ. อ่างทองเลยทีเดียว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยือน และได้พระราชทานคำแนะนำให้ราษฎรปลูกไม้ไผ่สีสุก เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องจักรสาน และเป็นการอนุรักษ์งานฝีมือประเภทนี้ไว้
ซึ่งงานจักรสานไม้ไผ่ของบ้านบางเจ้าฉ่านี้ มีความละเอียดประณีตสวยงาม สามารถพัฒนางานฝีมือ ตามความต้องการของตลาด ไม่ยึดติดกับรูปแบบเก่า จนสามารถส่งออกขายต่างประเทศ จนได้รับยกย่องว่าเป็นหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่าง
และภายในหมู่บ้านยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องใช้ไม้ไผ่ แสดงอุปกรณ์เครื่องใช้พื้นบ้านต่างๆ ที่ผลิตจากไม้ไผ่และเก็บรวบรวมเอาไว้ให้ได้ชมกัน และนอกจากนี้ที่บางเจ้าฉ่า ยังมีบริการรถอีแต๋น ให้ได้นั่งเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำน้อย และพาไปชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ดูสวนมะม่วง สวนมะยงชิด และสวนกระท้อน เรียกว่าเราใช้เวลาเที่ยวชมบ้านบางเจ้าฉ่าอยู่เสียนาน จนตะวันวันตกดินใกล้พลบค่ำ เป็นอันว่าได้เวลาแห่งการรอคอยที่จะได้ไปชมลิเกกันเสียที
โดยเรามุ่งหน้ามาดูลิเกกันที่ “วัดขุนอินทรประมูล” เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิม คะเนว่าเป็นวัดขนาดใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทยคาดว่าได้รับการบูรณะในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา
ภายในวิหารซึ่งปัจจุบันหักพังเหลือเพียงเสาเป็นที่ประดิษฐาน “พระศรีเมืองทอง”หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันดีในนาม”หลวงพ่อขุนอิน” พระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาวกว่า50เมตรอายุกว่า700ปี นับได้ว่าเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอ่างทอง มีขนาดและพุทธลักษณะคล้ายพระนอนจักรสีห์ ที่จังหวัดสิงห์บุรี ด้านหน้าองค์พระมีรูปปั้นที่สันนิษฐานว่าคือขุนอินทรประมูล ผู้สร้างวัดนี้พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็น
พอเดินชมวัดกันพอสังเขป บรรยากาศยามค่ำคืนก็มาเยือนช่วงเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึงแล้ว นั่นคือการได้นั่งอยู่แถวหน้าของโรงละครลิเก เพื่อนั่งดูการแสดงลิเกอย่างสนุกสนานเพลินใจไปกับการแสดงลิเกที่มีชื่อตอนว่า “เลือดในอกแม่”เป็นการแสดงลิเกรวมดาวจากทุกคณะฟากฟ้าเมืองไทย ดูยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างจริงๆ ทั้งนักแสดงที่แต่งกายทรงเครื่องลิเกเต็มยศ ดูแพรวพราวเมื่อยามต้องแสงไฟ รวมไปถึงเนื้อเรื่องที่แสดงก็สนุกสนาน เรียกเสียงปรบมือ และเสียงฮาจากผู้ชมจำนวนมาก เรียกว่างานนี้ลิเกแสดงได้ถูกอกถูกใจแม่ยกกันยกใหญ่ จนเป็นที่น่าอิจฉาสุดๆ เพราะมีธนบัตรหลายสีที่บรรดาแม่ยกขนกันมาแขวนให้กับลิเกหนุ่มๆสาวๆทั้งหลายเต็มคอไปหมด
ครั้นพอเราดูการแสดงลิเกจนจบเป็นที่อิ่มอกอิ่มใจกันเต็มที่แล้ว ก็ออกจากวัดกลับไปพักผ่อนที่โฮมเสตย์บางเจ้าฉ่ากัน ซึ่งวันพรุ่งนี้เรายังมีทัวร์ต่อที่จ.อ่างทองกันอีกสักหน่อย
และเช้าวันใหม่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น และพร้อมที่จะออกทัวร์อ่างทองกันต่อ โดยวันนี้มีจุดมุ่งหมายแรกไปทำบุญกันที่ “วัดม่วงเจริญธรรม” ซึ่งวัดนี้ที่มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง เมื่อมาถึงเราก็มากราบไหว้หลวงพ่อขาว หลวงพ่อแดง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด และมากราบหลวงพ่อเกษมที่อยู่ในโลงแก้วที่บรรจุสรีระร่างของหลวงพ่อ ที่ถึงแม้จะมรณภาพมานานแล้วแต่ว่ายังไม่เน่าไม่เปื่อย
แล้วก็เดินมาชมความงามของพระอุโบสถอันงดงาม ที่สร้างเป็นรูปกลีบดอกบัวสวยงามและมีเพียงที่เดียวในประเทศไทย ส่วนรอบพระอุโบสถมีรูปปั้นเกจิอาจารย์108องค์ มีอุทยานบอกเล่าเรื่องราวของแดนสวรรค์และนรกบอกบาปบุญคุณโทษมีเทวรูปจีน ไทย ขณะนี้กำลังสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก หน้าตัก58เมตรสูง87เมตรพระนามว่า “พระพุทธนวมินทร์ศากยะมุณีศรีวิเศษชัยชาญ”
เราใช้เวลาเที่ยวชมจนทั่ววัดม่วงเจริญธรรมกันพักใหญ่ จากนั้นก็ออกเดินทางไปปิดทริปเที่ยวกันที่ “วัดป่าโมก” ซึ่งเป็นวัดที่แต่เดิมมีต้นโมกมากมาย จึงเป็นที่มาของชื่อวัด ซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามมากองค์หนึ่งของประเทศไทย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย มีความยาวจากพระเมาลีถึงปลายพระบาทประมาณ 22.58 เมตร ก่ออิฐถือปูนปิดทอง
มีประวัติความเป็นมาน่าอัศจรรย์เล่าขานกันมาว่า พระพุทธไสยาสน์ได้ลอยน้ำมาจมอยู่หน้าวัดราษฎรบวงสรวงแล้วชักลากขึ้นมาไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนจะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราชได้เสด็จมาชุมนุมพลเพื่อขอพรที่นี่ด้วย
และแล้ว “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็ต้องปิดฉากทริปเที่ยวจังหวัดอ่างทองไว้แต่เพียงเท่านี้ พร้อมกับออกเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรอีกครั้ง พลางบอกกันตัวเองในใจว่าสงสัยมีหวังต้องได้เดินทางกลับมาเที่ยวจังหวัดอ่างทองอีกเป็นแน่ เพราะว่าหลงมนต์เสน่ห์ศิลปะพื้นบ้านอย่างลิเกเข้าอย่างจัง
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
การเดินทาง ที่พัก


