โดย : ปิ่น บุตรี

ระนอง เป็นจังหวัดแรกสุดของภาคใต้ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ที่หลายๆคนบอกว่าระนองนั้นค่อนข้างอาภัพด้านการท่องเที่ยว เพราะว่ามีฝนตกชุกมากจนได้รับฉายาว่า“เมืองฝนแปดแดดสี่” กอปรกับเส้นทางล่องใต้สายหลักก็ไม่วิ่งผ่านระนอง แถมถนนในเมืองระนองยังเป็น 2 เลนส์ ขึ้นเขาลงเขาคดเคี้ยวเลี้ยวลดอีกต่างหาก
แต่หากมองมุมกลับ การที่ระนองเข้าถึงลำบากและมีคนไปเที่ยวกันพอประมาณก็ทำให้เมืองนี้ยังคงไว้ด้วยความสงบงาม ที่ผมว่าหากมองให้ลึกไปในความเป็นระนอง เมืองนี้มีเสน่ห์ที่ชวนเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเสน่ห์แห่งเมือง 7 น้ำของเมืองระนองนั้นไปกี่ครั้งก็ยังคงความประทับใจอยู่เสมอ
...น้ำแร่
หากพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นและขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดระนองก็คงจะหนีไม่พ้น“น้ำแร่”ที่มีบ่อน้ำแร่ร้อนอยู่หลายบ่อด้วยกัน
น้ำแร่ของระนองจะปราศจากกลิ่นกำมะถัน จนได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีที่สุดในเมืองไทยและติด 1 ใน 3 ของโลก ใครที่อยากอาบหรือดื่มก็สามารถทำได้ตามใจชอบ แต่ยังไงก็อย่าเผลอไผลลืมตัวลงแก้ผ้าแช่น้ำเหมือนกับบ่อน้ำร้อนที่ญี่ปุ่นเข้าล่ะ เพราะรังสีอำมหิตของบางคนยามที่ลงแก้ผ้า(ล่อนจ้อน)แช่น้ำนอกจากจะทำให้ผู้พบเห็นแตกฮือแล้ว ยังทำให้บางคนตาเป็นกุ้งยิงอีกต่างหาก
สำหรับบ่อน้ำแร่(ร้อน)ยอดฮิตของเมืองระนองนั้น ก็คงจะหนีไม่พ้น บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ในสวนสาธารณะรักษะวาริน ที่อยู่ใจกลางเมือง บ่อแห่งนี้ถือเป็นบ่อเก่าแก่สุดคลาสสิคที่รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานชื่อถนนสู่บ่อน้ำร้อนว่า “ถนนชลระอุ” ให้เมื่อครั้งที่เสด็จประพาสเมืองระนองในปี พ.ศ. 2433
บ่อน้ำแห่งนี้ ประกอบด้วย บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว แต่ละบ่อแสดงความร้อนในอุณหภูมิสูงถึง 65 องศาเซลเซียสออกมาด้วยไอควันที่โชยกรุ่น แต่ว่าก็เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่ช่วยบำบัดและรักษาสุขภาพร่างกายได้เป็นอย่างดี
ผมเพียงแค่เอามือไปแตะๆผิวน้ำแร่ที่บ่อพ่อนี่ก็สะดุ้งโหยงแล้ว เพราะน้ำในบ่อนั้นร้อนระยับทีเดียว ด้วยเหตุนี้ทั้ง 3 บ่อจึงเหมาะสำหรับการลวกไข่หรือต้มไข่มากกว่า ส่วนถ้าใครอยากแช่น้ำแร่ร้อน ที่ใกล้ๆกับบ่อพ่อมีบ่อบำบัดอุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียส เอาไว้ให้นั่งแช่ แต่ถึงอย่างนั้นผมว่ามันก็ยังคงร้อนอยู่ดี
ส่วนใครที่อยากลองลิ้มชิมรสน้ำแร่บริสุทธิ์สดๆจากบ่อ(ถ้ามั่นใจในความสะอาดและมั่นใจว่าไม่ลวกปากลวกคอ)ก็สามารถตักกินได้เลย ส่วนใครที่ลังเลใจในความสะอาดก็ให้ซื้อหาน้ำแร่บรรจุขวดแถวนั้นมาดื่มแทน ส่วนคอกาแฟไหนๆเมื่อไปถึงบ่อน้ำแร่รักษะวารินแล้วก็น่าจะลองดื่มกาแฟน้ำแร่(ที่ว่ากันว่ามีหนึ่งเดียวในโลก)จากร้านกาแฟในละแวกนั้นดูเสียหน่อย และถ้าจะให้ครบเครื่องควรกินคู่กับไข่ต้มหรือไข่ลวกที่เราลวกเองกับมือก็จะได้อรรถรสไม่น้อยทีเดียว(ร้านค้าใกล้ๆกับบ่อน้ำมีไข่ดิบขาย) ส่วนใครที่อยากผ่อนคลายเนื้อตัวที่สวนสาธารณะรักษะวาริน มีห้องอาบน้ำแร่ร้อนและสปาไว้บริการ
และนั่นก็คือลักษณะอันโดดเด่นของบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน บ่อน้ำยอดฮิตประจำเมืองระนอง ที่นอกเหนือไปจากนี้ระนองก็ยังมีบ่อน้ำแร่ร้อนตามธรรมชาติที่น่าสนใจ อาทิ บ่อน้ำแร่ร้อนบ้านทุ่งยอ บ่อน้ำแร่ร้อนหาดยาย บ่อน้ำแร่ร้อนค่ายรัตนรังสรรค์ และบ่อน้ำร้อนน้องใหม่ที่กำลังมาแรงก็คือบ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้ง ที่มีอุณหภูมิประมาณ 42 องศาเซลเซียส ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ที่ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตรมี“น้ำตกหงาว” อันสวยงามตั้งตระหง่านอยู่

...น้ำตก
ไหนๆก็พูดถึงน้ำตกหงาวแล้ว ผมก็ขอตามต่ออารมณ์เสน่ห์เมือง 7 น้ำของระนองกันด้วย สายน้ำตกน้อยใหญ่ที่มีอยู่มากมายหลายสายในระนอง โดยน้ำตกที่มีชื่อเสียงอย่างมากก็เห็นจะเป็นน้ำตกหงาว แห่งอุทยานฯน้ำตกหงาว
น้ำตกหงาว เป็นน้ำตกที่ไหลแผ่สยายลงมาจากภูเขาสูงที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกลบนท้องถนน ช่วงไหนน้ำเยอะก็จะเห็นตกน้ำตกแผ่เต็มหน้าผาเป็น 3 สาย ส่วนช่วงไหนน้ำน้อยก็จะเห็นน้ำตกไหลลงมาแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยเพียงสายเดียว
ใครที่อยากชมน้ำตกแบบใกล้ชิดหรือหามุมเย็นๆมีสายน้ำไหลชุ่มฉ่ำ นั่งเอาก้นแช่น้ำท่ามกลางบรรยากาศป่าใหญ่ ก็ให้ไปยังที่ทำการอุทยานฯ ตีตั๋ว 20 บาทเข้าไปชมน้ำตกชั้นสุดท้ายที่ไหลเป็นสายขาวนวลลงมาตามโตรกผา ก่อนตกกระทบกับแอ่งน้ำเบื้องล่าง ที่คะเนความสูงน่าจะตกอยู่ราวๆ 20 เมตรเห็นจะได้
สำหรับช่วงหน้าฝนอย่างนี้บริเวณรอบๆน้ำตกดูชุ่มชื้นยิ่งนัก ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเขียวขจี ส่วนตามพื้นดินก็เต็มไปด้วยมอสสีเขียวครึ้มที่เกาะตามทางเดินและโขดหินดูประหนึ่งพรมสีเขียวที่ธรรมชาติประทานให้มา และหากใครโชคดี บางทีอาจได้พบเห็นปูเจ้าฟ้า ปูที่หายากชนิดหนึ่งของเมืองไทย ที่มีลำตัวและก้ามเป็นสีขาว ตรงช่วงปากมีสีม่วงอมดำ มักจะชอบหลบๆซ่อนตัวตามซอกหิน ริมลำธาร หรือใต้ใบไม้ ที่ในหน้าฝนที่อากาศชุ่มฉ่ำเช่นนี้โอกาสได้ยลโฉมของปูเจ้าฟ้าถือว่ามีสูงทีเดียว
ใครที่เต็มอิ่มชุ่มฉ่ำกับน้ำตกหงาวแล้วหากอยากสัมผัสกับน้ำตกอื่นๆ ที่ระนองก็มีน้ำตกน่าสนใจอย่าง น้ำตกอีกหนึ่งแห่งที่แค่ฟังชื่อก็จินตนาการได้ถึงความสูงแล้ว เพราะน้ำตกแห่งนี้ชื่อน้ำตกพันเมตร(ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา) ที่เป็นน้ำตกไหลลงมาจากยอดเขาเหมืองโชนในแนวดิ่งมีความสูงประมาณ 1 กิโลเมตร แบ่งเป็นชั้นต่างๆ 9 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีความสูงนับร้อยเมตรทีเดียว
ส่วนน้ำตกอื่นๆที่น่าสนใจ น้ำตกปุญญบาลหรือน้ำตกเส็ดตะกวด (อ.เมือง) ที่ตัวน้ำตกสูงประมาณ 20 เมตร น้ำตกโตนเพชร(อ.เมือง) ที่ต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 1.5 กิโลเมตรก็จะพบกับตัวน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีถึง 11 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะมีสายน้ำลดหลั่นกันมาตามชะง่อนหินดูสวยงามเพลินตาดีแท้ น้ำตกชุมแสงหรือ น้ำตกสายรุ้ง(อ.กระบุรี)ที่มีเฉพาะหน้าฝนโดยสายน้ำที่ตกมาจะกระจายออกเป็นสายคล้ายสายรุ้ง น้ำตกบกกราย(อ.กระบุรี) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสไหลเย็นตลอดทั้งปี
นอกเหนือจากน้ำตกที่กล่าวมาแล้ว ในช่วงหน้าฝนบางทีเราอาจจะได้เห็นสายน้ำที่ไหลเป็นทางขาวนวลลงมาจากยอดเขาตามเทือกเขาต่างๆในระหว่างที่นั่งรถผ่าน ที่แม้จะดูคล้ายน้ำตกแต่ว่าจริงๆแล้วเป็นสายน้ำจากลำธารบนยอดเขาไหลตกลงมาเกิดเป็นน้ำตกนิรนามหรือน้ำตกเฉพาะกิจที่มีเฉพาะในช่วงหน้าฝนเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและความชุ่มชื้นของเมืองระนอง เมืองที่มีฝนตกชุกกว่าค่อนปีสมดังฉายาเมืองฝนแปดแดดสี่

...น้ำฝน
ใครที่ไปเที่ยวระนองแล้วเจอกับสายฝนที่โปรยสายลงมาถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับเมืองนี้
ฝนตกย่อมเปียก แต่ว่าฟ้าหลังฝนที่เมืองระนองนี้สิสำหรับผมดูแล้วสวยชะมัดเลย เพราะในหลายๆจุดของเมืองหลังพระพิรุณผ่านพ้นไป ตามยอดเขาจะเต็มไปด้วยหมอกฝนลอยระเรี่ยไต่ยอดเขาดูขาวนวลชุ่มชื้นชุ่มฉ่ำเพลินตา
ในขณะที่ยามฝนตกปรอยๆก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ และก็จะยิ่งดูโรแมนติกมากยิ่งขึ้น หากได้ไปนั่งเคียงคู่กับคนรักใต้สายในที่โปรยสาย ส่วนใครที่ไปคนเดียวยามเห็นสายฝนก็อาจจะดูหม่นๆเหงาๆ แต่หากว่าใครที่กำลังอยู่ในสภาวะอกหัก ผมแนะนำว่าอย่าไปนั่งหรือยืนเหม่อมองสายฝนเมืองระนองเลย เพราะบางทีอาจจะหลงเสน่ห์สายฝนเมืองระนองจนของขึ้น ออกไปวิ่งร้องไห้กลางสายฝนเลียนแบบพระเอกหรือนางเอกมิวสิควีดีโอของเพลงไทยสมัยนิยม ที่ผมว่านอกจากจะทำให้เป็นหวัดแล้ว เผลอๆหากดวงแตกอาจจะโดนฟ้าผ่าเข้าให้ก็เป็นได้...(อ่านต่อตอนหน้า)
ระนอง เป็นจังหวัดแรกสุดของภาคใต้ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ที่หลายๆคนบอกว่าระนองนั้นค่อนข้างอาภัพด้านการท่องเที่ยว เพราะว่ามีฝนตกชุกมากจนได้รับฉายาว่า“เมืองฝนแปดแดดสี่” กอปรกับเส้นทางล่องใต้สายหลักก็ไม่วิ่งผ่านระนอง แถมถนนในเมืองระนองยังเป็น 2 เลนส์ ขึ้นเขาลงเขาคดเคี้ยวเลี้ยวลดอีกต่างหาก
แต่หากมองมุมกลับ การที่ระนองเข้าถึงลำบากและมีคนไปเที่ยวกันพอประมาณก็ทำให้เมืองนี้ยังคงไว้ด้วยความสงบงาม ที่ผมว่าหากมองให้ลึกไปในความเป็นระนอง เมืองนี้มีเสน่ห์ที่ชวนเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเสน่ห์แห่งเมือง 7 น้ำของเมืองระนองนั้นไปกี่ครั้งก็ยังคงความประทับใจอยู่เสมอ
...น้ำแร่
หากพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นและขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดระนองก็คงจะหนีไม่พ้น“น้ำแร่”ที่มีบ่อน้ำแร่ร้อนอยู่หลายบ่อด้วยกัน
น้ำแร่ของระนองจะปราศจากกลิ่นกำมะถัน จนได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีที่สุดในเมืองไทยและติด 1 ใน 3 ของโลก ใครที่อยากอาบหรือดื่มก็สามารถทำได้ตามใจชอบ แต่ยังไงก็อย่าเผลอไผลลืมตัวลงแก้ผ้าแช่น้ำเหมือนกับบ่อน้ำร้อนที่ญี่ปุ่นเข้าล่ะ เพราะรังสีอำมหิตของบางคนยามที่ลงแก้ผ้า(ล่อนจ้อน)แช่น้ำนอกจากจะทำให้ผู้พบเห็นแตกฮือแล้ว ยังทำให้บางคนตาเป็นกุ้งยิงอีกต่างหาก
สำหรับบ่อน้ำแร่(ร้อน)ยอดฮิตของเมืองระนองนั้น ก็คงจะหนีไม่พ้น บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ในสวนสาธารณะรักษะวาริน ที่อยู่ใจกลางเมือง บ่อแห่งนี้ถือเป็นบ่อเก่าแก่สุดคลาสสิคที่รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานชื่อถนนสู่บ่อน้ำร้อนว่า “ถนนชลระอุ” ให้เมื่อครั้งที่เสด็จประพาสเมืองระนองในปี พ.ศ. 2433
บ่อน้ำแห่งนี้ ประกอบด้วย บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว แต่ละบ่อแสดงความร้อนในอุณหภูมิสูงถึง 65 องศาเซลเซียสออกมาด้วยไอควันที่โชยกรุ่น แต่ว่าก็เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่ช่วยบำบัดและรักษาสุขภาพร่างกายได้เป็นอย่างดี
ผมเพียงแค่เอามือไปแตะๆผิวน้ำแร่ที่บ่อพ่อนี่ก็สะดุ้งโหยงแล้ว เพราะน้ำในบ่อนั้นร้อนระยับทีเดียว ด้วยเหตุนี้ทั้ง 3 บ่อจึงเหมาะสำหรับการลวกไข่หรือต้มไข่มากกว่า ส่วนถ้าใครอยากแช่น้ำแร่ร้อน ที่ใกล้ๆกับบ่อพ่อมีบ่อบำบัดอุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียส เอาไว้ให้นั่งแช่ แต่ถึงอย่างนั้นผมว่ามันก็ยังคงร้อนอยู่ดี
ส่วนใครที่อยากลองลิ้มชิมรสน้ำแร่บริสุทธิ์สดๆจากบ่อ(ถ้ามั่นใจในความสะอาดและมั่นใจว่าไม่ลวกปากลวกคอ)ก็สามารถตักกินได้เลย ส่วนใครที่ลังเลใจในความสะอาดก็ให้ซื้อหาน้ำแร่บรรจุขวดแถวนั้นมาดื่มแทน ส่วนคอกาแฟไหนๆเมื่อไปถึงบ่อน้ำแร่รักษะวารินแล้วก็น่าจะลองดื่มกาแฟน้ำแร่(ที่ว่ากันว่ามีหนึ่งเดียวในโลก)จากร้านกาแฟในละแวกนั้นดูเสียหน่อย และถ้าจะให้ครบเครื่องควรกินคู่กับไข่ต้มหรือไข่ลวกที่เราลวกเองกับมือก็จะได้อรรถรสไม่น้อยทีเดียว(ร้านค้าใกล้ๆกับบ่อน้ำมีไข่ดิบขาย) ส่วนใครที่อยากผ่อนคลายเนื้อตัวที่สวนสาธารณะรักษะวาริน มีห้องอาบน้ำแร่ร้อนและสปาไว้บริการ
และนั่นก็คือลักษณะอันโดดเด่นของบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน บ่อน้ำยอดฮิตประจำเมืองระนอง ที่นอกเหนือไปจากนี้ระนองก็ยังมีบ่อน้ำแร่ร้อนตามธรรมชาติที่น่าสนใจ อาทิ บ่อน้ำแร่ร้อนบ้านทุ่งยอ บ่อน้ำแร่ร้อนหาดยาย บ่อน้ำแร่ร้อนค่ายรัตนรังสรรค์ และบ่อน้ำร้อนน้องใหม่ที่กำลังมาแรงก็คือบ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้ง ที่มีอุณหภูมิประมาณ 42 องศาเซลเซียส ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ที่ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตรมี“น้ำตกหงาว” อันสวยงามตั้งตระหง่านอยู่
...น้ำตก
ไหนๆก็พูดถึงน้ำตกหงาวแล้ว ผมก็ขอตามต่ออารมณ์เสน่ห์เมือง 7 น้ำของระนองกันด้วย สายน้ำตกน้อยใหญ่ที่มีอยู่มากมายหลายสายในระนอง โดยน้ำตกที่มีชื่อเสียงอย่างมากก็เห็นจะเป็นน้ำตกหงาว แห่งอุทยานฯน้ำตกหงาว
น้ำตกหงาว เป็นน้ำตกที่ไหลแผ่สยายลงมาจากภูเขาสูงที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกลบนท้องถนน ช่วงไหนน้ำเยอะก็จะเห็นตกน้ำตกแผ่เต็มหน้าผาเป็น 3 สาย ส่วนช่วงไหนน้ำน้อยก็จะเห็นน้ำตกไหลลงมาแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยเพียงสายเดียว
ใครที่อยากชมน้ำตกแบบใกล้ชิดหรือหามุมเย็นๆมีสายน้ำไหลชุ่มฉ่ำ นั่งเอาก้นแช่น้ำท่ามกลางบรรยากาศป่าใหญ่ ก็ให้ไปยังที่ทำการอุทยานฯ ตีตั๋ว 20 บาทเข้าไปชมน้ำตกชั้นสุดท้ายที่ไหลเป็นสายขาวนวลลงมาตามโตรกผา ก่อนตกกระทบกับแอ่งน้ำเบื้องล่าง ที่คะเนความสูงน่าจะตกอยู่ราวๆ 20 เมตรเห็นจะได้
สำหรับช่วงหน้าฝนอย่างนี้บริเวณรอบๆน้ำตกดูชุ่มชื้นยิ่งนัก ต้นไม้ใบหญ้าล้วนเขียวขจี ส่วนตามพื้นดินก็เต็มไปด้วยมอสสีเขียวครึ้มที่เกาะตามทางเดินและโขดหินดูประหนึ่งพรมสีเขียวที่ธรรมชาติประทานให้มา และหากใครโชคดี บางทีอาจได้พบเห็นปูเจ้าฟ้า ปูที่หายากชนิดหนึ่งของเมืองไทย ที่มีลำตัวและก้ามเป็นสีขาว ตรงช่วงปากมีสีม่วงอมดำ มักจะชอบหลบๆซ่อนตัวตามซอกหิน ริมลำธาร หรือใต้ใบไม้ ที่ในหน้าฝนที่อากาศชุ่มฉ่ำเช่นนี้โอกาสได้ยลโฉมของปูเจ้าฟ้าถือว่ามีสูงทีเดียว
ใครที่เต็มอิ่มชุ่มฉ่ำกับน้ำตกหงาวแล้วหากอยากสัมผัสกับน้ำตกอื่นๆ ที่ระนองก็มีน้ำตกน่าสนใจอย่าง น้ำตกอีกหนึ่งแห่งที่แค่ฟังชื่อก็จินตนาการได้ถึงความสูงแล้ว เพราะน้ำตกแห่งนี้ชื่อน้ำตกพันเมตร(ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา) ที่เป็นน้ำตกไหลลงมาจากยอดเขาเหมืองโชนในแนวดิ่งมีความสูงประมาณ 1 กิโลเมตร แบ่งเป็นชั้นต่างๆ 9 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีความสูงนับร้อยเมตรทีเดียว
ส่วนน้ำตกอื่นๆที่น่าสนใจ น้ำตกปุญญบาลหรือน้ำตกเส็ดตะกวด (อ.เมือง) ที่ตัวน้ำตกสูงประมาณ 20 เมตร น้ำตกโตนเพชร(อ.เมือง) ที่ต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 1.5 กิโลเมตรก็จะพบกับตัวน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีถึง 11 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะมีสายน้ำลดหลั่นกันมาตามชะง่อนหินดูสวยงามเพลินตาดีแท้ น้ำตกชุมแสงหรือ น้ำตกสายรุ้ง(อ.กระบุรี)ที่มีเฉพาะหน้าฝนโดยสายน้ำที่ตกมาจะกระจายออกเป็นสายคล้ายสายรุ้ง น้ำตกบกกราย(อ.กระบุรี) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสไหลเย็นตลอดทั้งปี
นอกเหนือจากน้ำตกที่กล่าวมาแล้ว ในช่วงหน้าฝนบางทีเราอาจจะได้เห็นสายน้ำที่ไหลเป็นทางขาวนวลลงมาจากยอดเขาตามเทือกเขาต่างๆในระหว่างที่นั่งรถผ่าน ที่แม้จะดูคล้ายน้ำตกแต่ว่าจริงๆแล้วเป็นสายน้ำจากลำธารบนยอดเขาไหลตกลงมาเกิดเป็นน้ำตกนิรนามหรือน้ำตกเฉพาะกิจที่มีเฉพาะในช่วงหน้าฝนเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและความชุ่มชื้นของเมืองระนอง เมืองที่มีฝนตกชุกกว่าค่อนปีสมดังฉายาเมืองฝนแปดแดดสี่
...น้ำฝน
ใครที่ไปเที่ยวระนองแล้วเจอกับสายฝนที่โปรยสายลงมาถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับเมืองนี้
ฝนตกย่อมเปียก แต่ว่าฟ้าหลังฝนที่เมืองระนองนี้สิสำหรับผมดูแล้วสวยชะมัดเลย เพราะในหลายๆจุดของเมืองหลังพระพิรุณผ่านพ้นไป ตามยอดเขาจะเต็มไปด้วยหมอกฝนลอยระเรี่ยไต่ยอดเขาดูขาวนวลชุ่มชื้นชุ่มฉ่ำเพลินตา
ในขณะที่ยามฝนตกปรอยๆก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ และก็จะยิ่งดูโรแมนติกมากยิ่งขึ้น หากได้ไปนั่งเคียงคู่กับคนรักใต้สายในที่โปรยสาย ส่วนใครที่ไปคนเดียวยามเห็นสายฝนก็อาจจะดูหม่นๆเหงาๆ แต่หากว่าใครที่กำลังอยู่ในสภาวะอกหัก ผมแนะนำว่าอย่าไปนั่งหรือยืนเหม่อมองสายฝนเมืองระนองเลย เพราะบางทีอาจจะหลงเสน่ห์สายฝนเมืองระนองจนของขึ้น ออกไปวิ่งร้องไห้กลางสายฝนเลียนแบบพระเอกหรือนางเอกมิวสิควีดีโอของเพลงไทยสมัยนิยม ที่ผมว่านอกจากจะทำให้เป็นหวัดแล้ว เผลอๆหากดวงแตกอาจจะโดนฟ้าผ่าเข้าให้ก็เป็นได้...(อ่านต่อตอนหน้า)


