xs
xsm
sm
md
lg

สงกรานต์อุษาคเนย์ เสน่ห์แห่งสงกรานต์ต่างแดน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เมษายน เดือนที่ขึ้นชื่อว่าร้อนระอุที่สุด แต่กระนั้นเดือนนี้ก็ยังมีเทศกาลคลายร้อนอย่าง "เทศกาลสงกรานต์" หรือ "วันขึ้นปีใหม่ไทย"ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

หลายๆคนมักคิดว่าเทศกาลสงกรานต์มีเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น แต่จริงๆแล้วประเพณีสงกรานต์ยังมีในประเทศอื่นๆในกลุ่มชนที่นับถือสาสนาพุทธแถบพื้นที่อุษาคเนย์(เอเชียอาคเนย์)อีกด้วย

สงกรานต์เป็นประเพณีที่ผู้คนในภูมิภาคอุษาคเนย์รับเอาคติความเชื่อมาจากศาสนาฮินดู(พราหมณ์)ในชมพูทวีป(อินเดีย) โดยพวกพราหมณ์ได้นำเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อต้นพุทธกาล ก่อนที่จะเรียกกันว่า "สงกรานต์" ในขณะที่บางแห่งเรียกว่า "ตรุษสงกรานต์"

คำว่า "ตรุษ" หมายถึง ตัด ส่วนคำว่า "สงกรานต์" เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ผ่าน หรือ เคลื่อนย้ายเข้าไป ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจว่าสงกรานต์คือเดือนเมษายน แต่จริงแล้วๆสงกรานต์มีอยู่ทุกเดือน แต่ว่าเดือนเมษายนพิเศษกว่าเดือนอื่นตรงที่ดวงอาทิตย์เมื่อโคจรครบ 12 เดือนแล้วก็จะย้ายจากราศีมีน(มีนาคม) เข้าสู่ราศีเมษ(เมษายน) ช่วงนี้เป็นช่วงพิเศษที่เรียกว่า"มหาสงกรานต์" ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติที่คนในพื้นที่อุษาคเนย์รับอิทธิพลมาจากอินเดีย

สำหรับประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่อุษาคเนย์นอกจากสงกรานต์ในสยามประเทศที่โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว(คงต้องยกความดีให้ททท.) ก็ยังมีงานสงกรานต์ในลาว กัมพูชา พม่า สิบสองปันนา โดยงานสงกรานต์ที่โดดเด่นและมาแรงทางด้านการท่องเที่ยวในช่วงหลังๆก็คงจะหนีไม่พ้น งานสงกรานต์หลวงพระบาง(สปป.ลาว) และ งานสงกรานต์ชาวไทลื้อในสิบสองปันนา(มณฑลยูนนาน ประเทศจีน) ที่ทั้ง 2 แห่งมีความโดดเด่นอย่างไรขอเชิญทัศนากันได้

สะบายดีปีใหม่ "สงกรานต์หลวงพระบาง"

หาก"สงกรานต์ถนนข้าวสาร" เป็นตัวแทนของสงกรานต์ยุคใหม่หรือสงกรานต์นานาชาติ ที่มากมายด้วยกลิ่นอายตะวันตกอันคึกคักและพลุกพล่าน

"สงกรานต์หลวงพระบาง"ก็ถือเป็นตัวแทนของสงกรานต์แนวประเพณีดั้งเดิม ที่งดงามด้วยขนบและวิถีแห่งอุษาคเนย์ อันเรียบง่าย สนุกสนาน

ทุกๆปีช่วงสงกรานต์ เมืองหลวงพระบาง อดีตเมืองหลวงเก่าของสปป.ลาวที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2538 จะคึกคักไปด้วย การตระเตรียมงานบุญสงกรานต์ของชาวเมืองกันอย่างคึกคักสนุกสนาน ทั้งการเตรียมอาหาร ทำบายศรี และฟั่นเทียนเพื่อจุดบูชาด้วยตัวเองที่เป็นไปตามความเชื่อที่ว่าการฟั่นเทียนด้วยตัวเองจะได้บุญมากและเป็นการสะเดาะเคราะห์ไปในตัว

ในเช้าของวันสงกรานต์วันแรกหรือ "วันสังขารล่อง"มาถึง ถนนที่เคยเงียบสงบกลับกลายเป็นตลาดนัดอันคึกคักที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของกันอย่างหนาตา รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวงานสงกรานต์หลวงพระบางกันอย่างคึกคัก
พระธาตุทรายเรียงรายริมฝั่งโขง ในวันสังขารล่องของงานสงกรานต์หลวงพระบาง
ในวันสังขารล่องชาวหลวงพระบางจะนิยมซื้อ "ธงรูปพระพุทธเจ้า" และ"ธงตัวเพิ่ง" ที่เป็นธงเสี่ยงทายโชคชะตาประจำปี แล้วนำไปปักไว้บนพระธาตุทราย ที่จะก่อขึ้นบนหาดทรายริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวลาวเรียกประเพณีนี้ว่า "การตบพระธาตุทราย" เพื่อเป็นพุทธบุชา คล้ายกับการก่อพระเจดีย์ทรายในบ้านเรา เพราะมาจากคติความเชื่อทางพุทธที่ว่า ในปีหนึ่งๆเราเดินเข้า-ออกวัด ทำให้เราเอาดินทรายติดเท้ากลับไปด้วย เมื่อถึงวันปีใหม่ก็สมควรนำเอาทรายกลับมาคืนวัด และเชื่อว่าเมื่อทำแล้วจะได้อานิสงส์อย่างแรงกล้าอีกด้วย

หลังจากนั้นในยามเย็น จะมีการลอย "กระทงเสี่ยงขอ" ที่ทำจากใบตองบรรจุกล้วย อ้อย ของ ข้าวดำ ข้าวแดง ดอกไม้ ดอกดาวเรือง ใบพลู ธูป เทียน นอกจากนี้ชาวหลวงพระบางยังตัดเล็บ ตัดผม และถ่มน้ำลายใส่กระทง เพื่อให้เรื่องร้ายๆ ความทุกข์โศก และสิ่งไม่ดีต่างๆลอยไปกับกระทง

วันต่อมาคือ "วันเนา" ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีอัญเชิญหุ่นปู่เยอ ย่าเยอ ซึ่งตามความเชื่อของชาวล้านช้างโบราณ ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ และหุ่นสิงห์แก้ว สิงห์คำ สิงห์ที่ปู่เยอ ย่าเยอ นำมาเลี้ยงเหมือนลูก อันหมายถึงมนุษย์สามารถควบคุมบรรดาสัตว์ต่างๆได้ ซึ่งหุ่นทั้งหมดจะทำมาจากไม้และป่านแห่

วันถัดไปของสงกรานต์หลวงพระบางจะเป็น "วันสังขารขึ้น" ชาวหลวงพระบางจะพากันไปยังภูสี ที่มีพระธาตุจอมสี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง เพื่อตักบาตรภูสี พอช่วงบ่ายจะมีขบวนแห่อัญเชิญเศียรท้าวกบิลพรหมตามความเชื่อในตำนานสงกรานต์ ออกจากวัดเชียงทองไปยังวัดวิชุน หลังจากนั้นแยกย้ายกันไปเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน
สาวไทลื้อถึงเปียกโชกแต่ก็ไม่ย่อท้อต่อการเล่นสาดน้ำสงกรานต์
ในวันที่ 4 ของเทศกาลสงกรานต์หลวงพระบาง ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่ชาวหลวงพระบางตั้งตาคอย เนื่องจากวันนี้จะมีการแห่อัญเชิญ “พระบาง” พระคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางออกจากที่ประทับในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ชาวหลวงพระบางได้สรงน้ำกันเป็นเวลา 3 วันก่อนอัญเชิญกลับ เป็นอันจบเทศกาลสงกรานต์หลวงพระบางอย่างอิ่มบุญ นับเป็นหนึ่งในงานสงกรานต์ที่นับวันจะยิ่งทวีความคึกคักมากและมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ

สงกรานต์ไทลื้อ สิบสองปันนา

จากสงกรานต์หลวงพระบางไปเปียกปอนกันต่อที่สงกรานต์ของชาวไทลื้อในเมืองสิบสองปันนา (Xihoungbanna)เขตปกครองตนเองที่มีเมืองเชียงรุ้ง (Jinghong) เป็นศูนย์กลาง แห่งมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ที่เป็นหนึ่งในดินแดนที่มีชาวไทลื้อ หรือ ไตลื้อ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
สนุกสนานแบบเรียบง่ายตามประสาเด็กๆชาวหลวงพระบาง
ตามความเชื่อเกี่ยวกับต้นกำเนิดชนชาติไทยของนักประวัติศาสตร์สายหนึ่ง เชื่อว่าบรรพบุรุษของไทยเราแต่เดิมก็มีถิ่นฐานอยู่แถบนี้ ก่อนที่จะอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งรกรากถิ่นฐานในพื้นที่สยามประเทศและเป็นชนชาติไทยในปัจจุบัน

สำหรับชาวไทลื้อที่สิบสองปันนา ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงดำรงขนบธรรมเนียม และประเพณีแบบดั้งเดิมสืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนาน อีกทั้งยังเป็นชนชาวพุทธ มีวัฒนธรรมและภาษาคล้ายคลึงกับไทยเรามาก โดยเฉพาะคนไทยตอนเหนือที่อาจจะสามารถพูดเข้าใจกันได้ง่าย
ขบวนแห่ในวันสงกรานต์ของชาวไทลื้อ
ในส่วนประเพณีสงกรานต์ของชาวไทลื้อ ในสิบสองปันนามี 3 วันเช่นเดียวกับของไทยเรา ซึ่งก่อนถึงวันสงกรานต์ชาวไทลื้อจะตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้สวมใส่ในช่วงเทศกาล จะมีการล้มหมูและแพะทำอาหารมื้อใหญ่เพื่อเลี้ยงฉลองรับขวัญวันปีใหม่

ครั้นพอถึงวันสงกรานต์วันแรก หรือที่เรียกว่า "วันตรุษสงกรานต์" ที่ถือเป็นวันสิ้นปีของชาวไทลื้อ ในวันนี้บรรยากาศบนท้องถนนของเมืองเชียงรุ้งจะครึกครื้นไปด้วยขบวนแห่ ฟ้อนรำ ตามประเพณีของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างยิ่งใหญ่ และกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ในวันนี้ก็คือการแข่งเรือ ที่แต่ละหมู่บ้านจะเตรียมฝึกฝีพายกันมาอย่างดี และยังมีการจุดบั้งไฟและพลุส่งท้ายวันกันอีกด้วย

วันที่สอง หรือ "วันเนา" ถือเป็นวันว่างเปล่าของชาวไทลื้อ เพราะเป็นวันที่คาบเกี่ยวระหว่างปีเก่าและปีใหม่ แต่ก็ไม่ได้เป็นทั้งปีเก่าและปีใหม่ จึงกลายเป็นวันว่างที่เหลือเกินมา 1 วัน ตามธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม ชาวไทลื้อจะพักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็ออกขึ้นเขาล่าสัตว์ รวมทั้งยังมีการแห่พระพุทธรูปเพื่อให้ชาวบ้านได้ร่วมสรงน้ำทำบุญ
คุณค่าคุณยายชาวหลวงพระบางออกมาร่วมสนุกในวันสงกรานต์
ส่วนวันเทศกาลสงกรานต์วันสุดท้ายก็เริ่มขึ้นตั้งแต่รุ่งเช้าด้วยชุดสวยตัวเก่ง เพื่อเข้าวัดร่วมกันก่อพระเจดีย์ทรายตกแต่งด้วยธงหลากสีสัน พร้อมฟังตำนานเรื่องเล่าในอดีตและขอพรปีใหม่ จากนั้นทั่วทั้งเมืองจึงจะเข้าสู่ความสนุกสนานของการส่งความสุขด้วยสายน้ำ ให้น้ำที่บริสุทธิ์สะอาดได้ชำระล้างโรคภัยไข้เจ็บ ปัดเป่าเคราะห์ร้ายความทุกข์ยากใดๆทั้งปวงให้หมดสิ้นไป มีแต่สิริมงคลและความสุขเข้ามาในชีวิต

ตกกลางคืนความสนุกสนานสุดท้ายยังรออยู่ด้วยการประชันเสียงกลองของแต่ละหมู่บ้าน ให้ผู้คนออกมาร้องรำกันอย่างเต็มที่ส่งท้ายวันสุดท้ายของการฉลองขึ้นปีใหม่ด้วยความสนุกสุขสันต์

จากประเพณีสงกรานต์ที่น่าสนใจในหลวงพระบางและสิบสองปันนา สะท้อนให้เห็นว่าคนในภูมิภาคอุษาคเนย์มีรากทางวัฒนธรรมของประเพณีสงกรานต์มาจากที่เดียวกันและเป็นแนวทางเดียวกัน ก่อนที่ในแต่ละพื้นที่จะรับไปปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม เกิดเป็นงานสงกรานต์ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่ ซึ่งถ้าหากว่าเมืองไทยยังคงละเลยต่อสิ่งดีๆในประเพณีสงกรานต์ และไม่สนใจต่อรูปแบบของการเล่นน้ำที่ในบางพื้นที่นับวันมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็น"สงครามน้ำ" มากขึ้นทุกที ในอนาคตบางทีเจ้าแห่งเมืองท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์อาจจะไม่ใช่ประเทศไทยก็ได้