"คนที่ทำงานศิลปะก็ต้องรู้เรื่องวิชาการ และรู้หลักทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้เป็นแบบแผนต่างๆ ต่อไป งานวิชาการก็ทำนองเดียวกัน จะต้องรู้หลักวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีใจทางศิลปะจึงจะสามารถพัฒนางานนั้นให้ดีไปได้ และในทางวิทยาศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน ต้องมีความรู้ด้านวิชาการและต้องมีใจรัก ตั้งใจทำอะไรให้ดีขึ้น สรุปว่า ทั้งสามส่วนเป็นความสำคัญ ซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกัน งานศิลปะมีความสำคัญต่องานทั้งปวง ศิลปินเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ สมควรจะยกย่องเชิดชูเกียรติต่อไป"
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
24 กุมภาพันธ์ 2529
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนอกจากจะมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศไทยอย่างล้นเหลือแล้ว พระองค์ท่านยังมีความเป็นเลิศทางด้านงานศิลปะในหลายแขนง ทั้ง ด้านดนตรี การถ่ายภาพ ด้านจิตรกรรม ด้านวรรณกรรม และหัตถกรรม
คีตราชัน
พระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หาใช่ปรากฏเฉพาะในสายตาปวงชนชาวไทยเท่านั้น หากแต่นานาประเทศต่างก็ยอมรับว่าพระองค์ท่านมีความสามารถทางด้านดนตรีไม่เป็นที่สองรองใคร โดยพระองค์ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง “แสงเทียน”ขึ้นเป็นเพลงแรก ในปีพ.ศ. 2489 จนถึงปัจจุบันรวมทั่วสิ้นกว่า 43 เพลง โดยมีบทเพลงที่คนไทยคุ้นเคย อาทิ ชะตาชีวิต ยามเย็น ใกล้รุ่ง พรปีใหม่
ผลงานของพระองค์นั้นถือว่าจัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม จนได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า "อัครศิลปิน" ที่แปลว่า "ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ"หรือ"ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน" เป็นศิลปินแห่งศิลปินที่ยังความปราบปลื้มให้แก่พสกนิกรชาวไทยเป็นยิ่งนัก
นอกเหนือจากการพระราชนิพนธ์เพลง พระองค์ยังทรงพระปรีสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด โดยมีเครื่องดนตรีที่โปรดปราน เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต และทรัมเป็ต นอกจากนี้ยังทรงกีต้าร์และเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยพระองค์ท่านได้ทรงดนตรีกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย อาทิ เบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman)ยอดนักคลาริเน็ตชื่อก้องโลก หลุยส์ อาร์มสตรอง(Louis Armstrong)นักเป่าทรัมเป็ตชื่อกระฉ่อนโลก แจ็ก ทีการ์เด้น (Jack Teagarder)นักตีระนาดเหล็กสากล สแตน เก็ตส์ (Stan getz) นักเป่าแซกโซโฟนชื่อดัง
นนท์ บูรณสมภพ หนึ่งในสมาชิกของวงดนตรีอ.ส.วันศุกร์ ตำแหน่งแซกโซโฟน เล่าว่า เรื่องของพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระเจ้าอยู่หัวนั้นสืบเนื่องมากจากพระองค์ทรงมีความรักในดนตรี โดยแนวเพลงที่ทรงโปรดปรานคือดนตรีแจ็ส ดิ๊กซีแลนด์ ซึ่งเป็นแจ็สที่มีจังหวะตื่นเต้นครื้นเครงสนุกสนาน ส่วนเพลงคลาสสิกก็ทรงโปรดเช่นกัน
"สำหรับเรื่องพระปรีชาของพระองค์ท่านนั้น เป็นที่ล่วงรู้กันดีอยู่แล้วในวงการนักดนตรี พระองค์ท่านทรงซ้อมดนตรีทุกค่ำวันศุกร์และวันอาทิตย์ กับวง อ.ส.วันศุกร์ ชื่อวงอ.ส.วันศุกร์มาจากคำว่าพระที่นั่งอัมพรสถาน เป็นที่ออกอากาศครั้งแรกของวง เพราะทรงต้องการให้ประชาชนมีช่องทางติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามพิธี และพระองค์ท่านยังทรงทำความสะอาดเครื่องดนตรีด้วยพระองค์เอง
เพลงทุกเพลงที่พระราชนิพนธ์ขึ้นล้วนมีความหมายในตัว อย่างเพลง "พรปีใหม่" ก็ทรงพระราชทานเนื่องในวันปีใหม่ เพลง "เราสู้"พระราชทานแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ โดยขณะพระนิพนธ์เพลง มีความสนพระราชหฤทัยที่จะค้นคว้าอย่างลึกซึ้งด้านดนตรี นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงเชี่ยวชาญเครื่องดนตรีหลายๆ ประเภทอย่างที่รู้จักกันดีและเป็นเครื่องดนตรีที่ทรงโปรดก็คือ “แซกโซโฟน” ที่พระองค์ท่านเล่นได้ไพเราะที่สุดยากหาใครเสมือนซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งในประเทศและหมู่ชาวต่างชาติ"
จิตรกรรมฝีพระหัตถ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระราชหฤทัยงานด้านจิตรกรรม ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงฝึกเขียนเองและทรงศึกษาจากตำราต่าง ๆ เมื่อสนพระราชหฤทัยงานเขียนของศิลปินผู้ใด ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศิลปินผู้นั้น ถึงที่พักเพื่อทรงทอดพระเนตรวิธีการทำงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นวิธีการผสมสี ตลอดจนเทคนิควิธีการต่าง ๆ พระองค์ทรงนำวิธีการทำงานของเขามาสร้างสรรค์งานของพระองค์ขึ้นมาใหม่ให้เป็นแบบฉบับของพระองค์เอง
หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ได้บรรยายไว้ในหนังสือจิตรกรรมฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ว่า
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มเขียนภาพเหมือนซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่และทรงค้นคว้าหาทางใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือนอันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศิลปินโดยแท้ ทรงชื่นชมในงานของศิลปินอื่นเสมอ และดูจะไม่เคยทรงพอพระราชหฤทัยกับภาพเขียนของพระองค์และวิธีการที่ทรงเคยใช้อยู่แล้ว และแม้ว่าโปรดที่จะค้นคว้าหาวิธีใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ
ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ยังคงเค้าลักษณะอันเป็นแบบฉบับของพระองค์โดยเฉพาะ ขณะที่ทรงวาดภาพนามธรรมที่มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสาระ ดังเช่น ภาพที่พระราชทานชื่อว่า วัฏฏะ,โลภะ,โทสะ,ยุแหย่,อ่อนโยน, บุคลิกซ้อน ก็ยังทรงเขียนรูปในลักษณะสวยงามน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋มได้ดีอีกด้วย ทั้งที่ไม่สู้จะตรงกับพระราชอัธยาศัยเท่าใดนัก ในฐานะจิตรกร ขณะทรงงานทรงใส่อารมณ์และความรู้สึกของจิตรกรอย่างเต็มที่ทรงมีความรู้สึกตรงและรุนแรง ทรงใช้สีสดและเส้นกล้า ส่วนมากโปรกเส้นโค้ง แต่ในบางครั้งบางคราวก็มีข้อดลพระราชหฤทัยให้ทรงใช้เส้นตรงและเส้นแบบฟันเลื่อย"
ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์
การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดาหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ และการถ่ายภาพสไลด์ ก็เป็นงานอดิเรกที่โปรดมาก พระองค์สนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ยามเมื่อตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชนิวัติประเทศไทยคราวใด ก็จะเห็นพระองค์ทรงสะพายกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ทุกแห่งที่ได้เสด็จฯ ไป เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ก็ทรงฉายพระรูปสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และบันทึกภาพประชาชน ภาพเหตุการณ์ต่างๆ มายมาก
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัด ขยายภาพ ทั้งภาพขาวดำและภาพสีนับเป็นพระปรีชาที่ยากจะหาใครเสมอเหมือน โดยพระองค์ทรงจัดทำห้องมืด (DarkRoom) ขึ้นในบริเวณชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส. ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง “สร้างภาพ” ให้เป็นศิลปะถูกต้องและรวดเร็วด้วยพระองค์เอง
ทั้งนี้เมื่อทรงครองราชย์แล้วไม่ว่าจะเสด็จไปเยี่ยมราษฎร ณ ที่แห่งใด จะสังเกตเห็นว่าจะทรงมีกล้องถ่ายรูปอยู่ข้างพระวรกายเสมอ โปรดการถ่ายภาพสถานที่ทุกแห่ง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบงานที่ได้ทรงปฏิบัติ
ตามรอยพ่อแห่งแผ่นดิน ณ หออัครศิลปินถิ่นเลิศล้ำ
"หออัครศิลปิน"จังหวัดปทุมธานี ก่อตั้งโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์ในหลวง เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 50 ปีเพื่อแสดงผลงานอันทรงคุณค่าทางด้านศิลปะ และวัฒนธรรมของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็น "อัครศิลปิน"
ภายในหออัครศิลปินแบ่งส่วนเป็นห้องตามศิลปะประเภทต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรดาเหล่าศิลปินแห่งชาติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ เช่นวรรณกรรม หัตถกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีการจัดแสดงพระราชประวัติ และพระอัจฉริยภาพมีอยู่ 2 ห้อง คือบริเวณชั้น2 และบนชั้น 3
ในชั้น 2 เป็นการนำเสนอในรูปแบบวีดีโอเป็นจำนวน 9 ตอน แต่ละตอนบ่งบอกถึงพระปรีชาด้านต่างๆ อาทิ ด้านหัตถกรรม ที่นำเสนอพระปรีชาสามารถในการสร้างเรือใบ "ซูเปอร์มด" ด้วยภาพถ่ายดูราแทน แบบจำลองเรือใบซูเปอร์มด ด้านวรรณศิลป์และวาทศิลป์ ที่นำเสนอพระปรีชาสามารถด้านการทรงใช้ภาษาในงานวรรณกรรมของพระองค์ จัดแสดงผลงานพระราชนิพนธ์ติโต นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ พระมหาชนก และทองแดง
ส่วนบนชั้น 3 ก็เป็นอีกห้องหนึ่ง ที่นำเสนอเรื่องราวของอัครศิลปิน โดยผ่านสื่อวีดีทัศน์ นำเสนอภาพความเป็นอัครศิลปินที่รายล้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ ภาพความเป็นมิ่งขวัญแก่ศิลปินทุกแขนง นอกจากนี้ยังมีพระราชดำรัส และพระราชสมัญญา "อัครศิลปิน มีการนำเสนอเป็นภาพนิ่ง และสื่อมัลติมีเดีย จัดแสดงผลงานด้านคีตศิลป์ และภาพฝีพระหัตถ์ที่หาชมได้ยาก
สำหรับจุดสำคัญของหออัครศิลปินคงจะหนีไม่พ้น ที่ประดิษฐานบุษบกไม้ประดับกระจกปิดทอง ภายในบุษบกประดิษฐานพระราชสัญจกร ประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 จำลอง บนพานแว่นฟ้า นั้นเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ"อัครศิลปิน" ฐานโดยรอบบุษบก
ท่องขุมทรัพย์ดนตรี ที่หอสมุดแห่งชาติ
ใครก็ตามที่เคยนั่งรถผ่านไปหอสมุดแห่งชาติ แถวย่านวชิรพยาบาล คงจะเคยเห็นอาคารรูปทรงแปลกประหลาดขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งอาคารหลังนี้ก็คือ “หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ที่ภายในตัวอาคารเมื่อเข้าไปสิ่งแรกที่สะดุดตาก็คือ แท่นแก้วที่บรรจุเอกสารประชามติของประชาชนทั่วประเทศ
อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2528 มีทั้งหมด2ชั้น ชั้นบนเป็นส่วนของการบริการข้อมูลสารนิเทศ ด้านสาขาวิชารัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง สังคมศาสตร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกัน
ชั้นล่างนอกจากเป็นที่เก็บประชามติของประชาชนทั่วประเทศแล้ว ยังมีภาพกิจกรรมที่แสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สำคัญหอเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ ยังให้การบริการข้อมูลหนังสือและโสตทัศนวัสดุต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงค์อีกด้วย
ส่วนภายในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ยังสามารถแบ่งย่อมแยกเป็นห้องสมุดอีกหลายห้อง หนึ่งในนั้นคือ "หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9" ใครที่ได้มาสัมผัสจะรู้ได้ทันทีว่านี่คือขุมปัญญาทางดนตรีแจ็ส และเพลงพระราชนิพนธ์ ขนาดใหญ่จะเรียกว่าเป็นที่หนึ่งในประเทศไทยคงไม่ผิดนัก หอสมุดดนตรีแห่งนี้สร้างขึ้น ในวโรกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ50ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สำหรับผู้จัดตั้งคือคณะดนตรีอ.ส.วันศุกร์ ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างหอสมุดดนตรีขึ้น เป็นสถานที่ที่สร้างเชื่อมต่อจากอาคารห้องสมุดทูลกระหม่อมสิรินธร ซึ่งอยู่ในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ
หอสมุดดนตรีนับเป็นศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับเพลงพระราชนิพนธ์ทุกรูปแบบ ซึ่งใครอยากสัมผัสเพลงพระราชนิพนธ์ ภายในแบ่งเป็น3ชั้น ชั้นแรกเป็นส่วนของห้องโถงอเนกประสงค์ ถัดขึ้นมาเป็นส่วนของห้องบริการเพลงพระราชนิพนธ์ ที่นี่เขามีให้ฟังแต่ละเพลงช่างไพเราะยิ่งนัก สมควรยิ่งแล้วที่ได้รับพระราชสมัญญานามว่า "อัครศิลปิน" ชั้นบนสุด เป็นห้องจัดแสดงผลงานด้านต่างๆ ขององค์ในหลวง ตึกมีขนาดกว้าง12เมตร และยาว 18.50 เมตร
ทัศนาหอศิลป์เจ้าฟ้า ใกล้ชิดภาพฝีพระหัตถ์
งานจิตรกรรมนับเป็นหนึ่งในงานศิลปะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยมาตั้งแต่ครั้นยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยศึกษาด้วยพระองค์เอง ภายหลังขึ้นครองราชย์ทรงเริ่มการเขียนภาพอย่างจริงจัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศิลปินชั้นนำของไทยเข้าเฝ้าถวายคำปรึกษาในการเขียนภาพอยู่เสมอ
สำหรับงานจิตรกรรมที่น่าสนใจส่วนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 ภาพได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอนุญาตให้ยืมภาพวาดฝีพระหัตถ์นำมาจัดแสดงอย่างถาวรอยู่ใน พิพิธภัณฑสถาน หอศิลป หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "หอศิลป์เจ้าฟ้า" โดยภาพหนึ่งนั้นเป็นภาพของสตรีไร้ชื่อ ส่วนอีกภาพหนึ่งทรงแสดงถึงความรักในดนตรีที่ไม่ปรากฏชื่อเช่นกัน
"ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่านนั้น เป็นการวาดโดยสีน้ำมันลงบนพื้นผ้าใบทั้งคู่ สำหรับความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคงจะเป็นเรื่องของโทนสี ภาพแรกจะทรงใช้สีในสีโทนร้อนและฝีแปรงที่ขุ่นหนามีการแสดงออกอย่างอิสระเกี่ยวกับรูปเครื่องดนตรี ภาพนี้เป็นภาพแนวเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ (Expressionism) ที่สะท้อนออกมาให้เห็นถึงรูปธรรมได้ชัดเจน โดยทรงใช้เครื่องดนตรีและนักดนตรีมาประกอบกัน มีการจัดวางองค์ประกอบของภาพที่ยุ่งเหยิงและตัดกันอย่างรุนแรง ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงรักงานดนตรีเพียงใด"
สมพจน์ สุขาบูลย์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานหอศิลป์เจ้าฟ้า อธิบายภาพฝีพระหัตถ์แนวเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ให้ฟัง ก่อนจะเล่าถึงอีกภาพหนึ่งว่า
"ส่วนอีกภาพหนึ่งนั้นเป็นภาพเหมือน มีการสันนิษฐานกันในวงการว่า เป็นภาพของคุณยายที่ทรงนำมาเป็นนางแบบ และอาจจะเป็นเจ้าพนักงานที่ถวายงานอยู่ในวัง โดยพระองค์ท่านทรงถนัดการวาดภาพเหมือนจริง (Realistic) ภาพนี้ไม่เหมือนภาพแรกตรงที่ต้องคิดหลายชั้น เพราะเป็นภาพกึ่งนามธรรม ที่ผู้ดูต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดี ส่วนใครจะคิดตีความว่ายังไง ก็คงแล้วแต่มุมมองทางศิลปะของคนๆนั้น ส่วนในช่วงหลังๆจะพบว่าพระองค์ท่านนิยมงานเป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism)"
นอกจากนี้สมพจน์ ได้มองว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นยอดฝีมือ เป็นอาจารย์แห่งชาติ ดังนั้นภาพฝีพระหัตถ์จึงเป็นเสมือนตัวแทนความเป็นอาจารย์แห่งชาติของพระองค์ ซึ่งในส่วนของภาพฝีพระหัตถ์ทั้ง2 นั้นได้ตั้งแสดงมากว่า20 ปีแล้ว ณ ห้องจิตรกรรมฝีพระหัตถ์
"ขณะนี้หอศิลป์ มีคนเข้าชมน้อย โดยผู้ที่เข้าชมส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนนักศึกษา ผมอยากให้คนมาชมงานศิลปะมากันเยอะๆ เพราะจะได้รู้ว่าผลงานเหล่านี้ทรงคุณค่าแค่ไหน โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 ภาพ ที่จัดแสดงอยู่ ส่วนภาพฝีพระหัตถ์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ ก็กระจายกันออกไปตามพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง ทั้งส่วนของกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานจะมีการจัดแสดงผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ เพื่อเผยแพร่ความเป็นอัครศิลปินของพระองค์ "
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
หออัครศิลปิน
ที่ตั้ง:ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
เวลาทำการ:วันจันทร์-ศุกร์ เวลา9.00-16.00น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
จุดสังเกต:ใกล้กับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และโรงพยาบาลธัญบุรี
โทรศัพท์:0-2986-5020-4
หอสมุดเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.9
ที่ตั้ง:บริเวณหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
เวลาทำการ: วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00-16.30น. ปิดวันเสาร์ –อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
จุดสังเกต: ใกล้กับตลาดเทเวศร์ พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย พิพิธภัณฑ์เรือราชพิธี ท่าวาสุกรี
โทรศัพท์: 0-2281-7541
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า
ที่ตั้ง: เลขที่ 4 ถนนเจ้าฟ้า เขตพระนครกทม.10200
เวลาทำการ: เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ 09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์-อังคาร อัตราค่าเข้าชม 10 บาท
จุดสังเกต : ลงจากสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร จะอยู่เชิงสะพานทางซ้ายมือ
โทรศัพท์ : 0-2221-3841, 0-2623-6115 ถึง 21 ต่อ 1418, 1421, 1422


