เมื่อครั้งที่ฉันได้มีโอกาสเดินเล่นยามเย็นที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ทั้งชมทั้งชอปบรรดาสิ่งของที่ตั้งแสดงอยู่ในตลาดนัดกลางคืนของคนกรุงจนเพลิดเพลิน แต่เสียดายเวลามีน้อยฉันจึงไม่มีโอกาสชมหุ่นละครเล็กของ "นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก" หรือที่รู้จักกันดีในชื่อโจหลุยส์ เธียเตอร์ ที่ร่ำลือกันว่าท่วงท่าการแสดงของหุ่นนั้น เหมือนคนมากจริงๆ
ประจวบเหมาะกับที่ได้ยินมาว่าช่วงนี้โจหลุยส์ เธียเตอร์ จัดการแสดงเรื่อง "โหมโรง"ที่เนื้อเรื่องบางส่วนนำมาจากบทภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทำให้ฉันแทบจะอดทนรอให้ถึงเวลาเย็นไม่ไหว เพราะเคยได้ดูหนังมาแล้วและยังซาบซึ้งตรึงใจกับความไพเราะของเครื่องดนตรีไทยและวีถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนที่ดูเหมือนจะละเอียดละเมียดละไมในทุกเรื่องของชีวิต มาครั้งนี้ฉันจึงตั้งใจว่าจะไม่พลาดอีกจึงจัดแจงเดินทางมายังโรงละครก่อนเวลาเล็กน้อย เพื่อที่จะได้เดินชมประวัติความเป็นมาของหุ่นละครเล็กพร้อมกับดูหุ่นหลากหลายตัวละครที่จัดแสดงไว้อย่างสวยงามในพื้นที่ของห้องพิพิธภัณฑ์หุ่นละครเล็ก
หลายคนอาจเคยมาดูการแสดงหุ่นละครเล็กที่โจหลุยส์ เธียเตอร์ กันมาบ้างแล้ว ซึ่งเรื่องที่เคยแสดงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในวรรณคดีไทย อย่างเช่น รามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพ , พระอภัยมณี ตอนกำเนิดสุดสาคร หรือเรื่องนายรายณ์สิบปาง ตอนนรสิงหาวตาร ที่ส่วนใหญ่จะมีคำศัพท์ที่ยากและบางครั้งก็จะมีคำราชาศัพท์ด้วย ทำให้บางคนเกิดอาการงงงวย แต่ครั้งนี้คุณสุรินทร์ ยังเขียวสด (ผู้กำกับการแสดงและเป็นลูกชายคนที่ 7 ของครูสาคร ยังเขียวสด หรือโจหลุยส์) บอกว่าเหตุการณ์อย่างนั้นจะไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่นำเอาบทภาพยนตร์มาดัดแปลงและถือเป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่หุ่นละครเล็กจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ธรรมดาเหมือนชาวบานทั่วไป ไม่มีเพชรนิลจินดาประดับเสื้อผ้าอาภรณ์และคำราชาศัพท์ ทำให้ฉันอุ่นใจขึ้นเพราะการดูหุ่นละครเล็กครั้งนี้คงไม่ยากเกินความเข้าใจของฉัน
ครั้นพอถึงเวลาหนึ่งทุ่มเศษก็ได้เวลาที่ฉันต้องไปนั่งประจำที่ หุ่นละครที่สวมบทบาทเป็นศร (ตอนเด็ก) และทิว (เพื่อนสนิท) ออกมาโลดแล่นอยู่บนเวทีด้วยความช่วยเหลือของคนถึง 3 คนที่ต้องพร้อมใจกันเชิดหุ่นตัวเดียวกันให้พร้อมเพรียง อีกทั้งยังต้องแสดงท่าทางประหนึ่งว่าเป็นคนๆเดียวกับหุ่น ฉันนั่งมองภาพตรงหน้าด้วยความทึ่งและชื่นชมในความอุตสาหะฝึกซ้อม จนทำให้การแสดงเกิดความลื่นไหลและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
บทของหุ่นละครเล็กที่แสดงในวันนี้ ก็มิได้ต่างอะไรกับบทภาพยนตร์ในเรื่องโหมโรงมากมายนัก เด็กชายศรเกิดมาในโลกของดนตรีไทย คุ้นเคยกับเสียงระนาดและฉิ่งฉับมาตั้งแต่ยังเด็ก ต่อมาเมื่อสุวรรณพี่ชายของศรถูกลอบทำร้ายจนเสียชีวิตจากกลุ่มนักเลงที่แพ้ประชันระนาด เหตุการณ์นี้เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของศรเลยทีเดียว เพราะครูสินพ่อของสอนปักใจเชื่อว่าสาเหตุการตายมาจากดนตรี จึงสั่งห้ามทุกคนในบ้านเล่นดนตรีอีก รวมถึงศรผู้ซึ่งใฝ่ฝันจะเป็นนักระนาดเอกเมื่อโตขึ้นด้วย
หุ่นละครเล็กนามว่าศรแสดงท่าทางเศร้าโศกเสียใจกับคำสั่งเด็ดขาดของพ่อ แต่ในใจก็มิวายคิดหาวิธีที่จะเล่นระนาดต่อ จึงขอความร่วมมือจากทิวเพื่อนเกลอให้ช่วยกันแอบเอาระนาดของพ่อออกมาซ้อมที่โบสถ์ร้าง ถึงตรงนี้ฉันเห็นเริ่มจะเชื่อว่าหุ่นมีชีวิตจริงๆซะแล้ว จึงได้คอยช่วยลุ้นให้ศรแอบฝึกซ้อมระนาดได้อย่างไม่มีใครมาพบเสียก่อน แต่เหมือนชะตาสั่งมาให้ศรได้เป็นนักระนาดเอกสมใจเพราะภายหลังจากที่ครูสินได้ฟังคำพูดเตือนใจของพระรูปหนึ่งก็ฉุกคิดขึ้นได้ จึงทุ่มเทสอนดนตรีให้กับศรตามความตั้งใจเดิม
ถึงแม้ว่าการแสดงในวันนี้จะเป็นเพียงหุ่น แต่ทว่าทุกลีลาการเคลื่อนไหวในการตีระนาดจะต้องถูกต้องตามหลักดนตรีไทยทุกประการ ตัวโน๊ตทุกตัวหรือเทคนิคการตีจะต้องสอดคล้องกับความจริง ฉันเห็นศรเติบโตขึ้นพร้อมกับฝีมือตีระนาดที่หาตัวจับยาก และโชคชะตาทำให้ศรได้มาพบกับขุนอินนักระนาดมือหนึ่งที่ใครๆต่างเกรงกลัว ขุนอินบนเวทีแห่งนี้หน้าตาหาได้แตกต่างจากที่เราเคยดูในภาพยนตร์ไม่ เคร่งขรึมและดุดันอย่างไร หุ่นละครเล็กก็สามารถถ่ายทอดคุณสมบัติเหล่านั้นออกมาได้หมด แถมเสียงปีพาทย์และระนาดเอกก็ยังคงไพเราะและมีมนต์ขลังเช่นเดิม
เรื่องดำเนินมาถึงจุดที่ทำให้ศรต้องเสียความมั่นใจและกลายเป็นความฝังใจในเสียงระนาดของขุนอิน ระหว่างที่ศรเล่นระนาดและถูกเสียงระนาดอันดุดันของขุนอินกลบทำให้ศรเสียใจและเตลิดไป แต่ยังดีที่ศรมีมิตรแท้อย่างทิวคอยเตือนสติ จึงคิดทางระนาดของตนขึ้นมาและได้เข้าไปอยู่ในวังจนกระทั่งต้องมาเดี่ยวระนาดกับขุนอินอีกครั้ง ซึ่งตรงจุดนี้ได้นำเอามัลติมีเดียเข้ามาช่วยเสริมให้การเดี่ยวระนาดของขุนอินและศรดุเด็ดเผ็ดมันยิ่งขึ้น ด้วยการฉายภาพการเดี่ยวระนาดของทั้งคู่บนจอวีดิโอโปรเจคเตอร์ทั้งสองข้างของเวที ทำให้ฉันได้เห็นมือของหุ่นที่ตีระนาดด้วยท่วงท่าที่สมจริงสุดๆ
การประลองเดี่ยวระนาดเป็นไปอย่างดุเดือด จนใจที่สุดศรก็สามารถเอาชนะนักระนาดมือหนึ่งอย่างขุนอินได้ แต่ครั้งนี้ศรเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมิได้เป็นหนุ่มน้อยผู้ทระนงอีกต่อไป เพราะหลังจากการประลองเสร็จสิ้นลง ศรได้เข้ามาขอขมาหากว่าได้ล่วงเกินผู้ใหญ่ (กว่า) เช่นขุนอินอย่างนอบน้อม และขุนอินเองก็หาได้ผูกใจเจ็บกับศรไม่ ตรงนี้แหละที่ฉันเห็นความงดงามของวัฒนธรรมไทยและความมีน้ำใจนักกีฬาของขุนอิน
จบเรื่องของศรและขุนอินแต่เพียงเท่านี้ แต่เรื่องของการสืบสานมรดกไทยที่มีมานานกว่าหนึ่งศตวรรษยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะหลังจากเกิดวิกฤตกับคณะหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ซึ่งทำให้เกือบต้องยุบคณะลงไปนั้น มาวันนี้ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ทว่าพวกเขายังต้องต่อสู้กับกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาบดบังวัฒนธรรมไทยจนแทบจะถูกกลืนหายไปกับสังคม เพื่อที่วันหนึ่งลูกหลานไทยจะหันมามองและภาคภูมิใจมรดกของชาตินามว่า "หุ่นละครเล็ก"
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
การแสดงหุ่นละครเล็กของ "นาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก"หรือ โจหลุยส์ เธียเตอร์ เรื่อง "โหมโรง"เปิดแสดงทุกวันจนถึงสิ้นปี2548 เวลา 19.30 น. บัตรราคา 300 และ 500 บาท โทร.0-2252-9683-4
การเดินทางสามารถนั่งรถประจำทางสาย 14 ,17,47,50,115 ส่วนทางรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีศาลาแดงแล้วต่อรถประจำทางสาย 115 ทางรถไฟใต้ดินลงที่สถานีลุมพินี แต่หากขับรถมาจากทางด่วนพระราม 4 ให้กลับรถใต้สะพานไทย-เบลเยี่ยม แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสวนลุมไนท์บาซาร์


