มีเสียงถามเข้ามาว่า “ผู้จัดการท่องเที่ยว” พาคนอ่านไปทัวร์มาจนเกือบทั่วประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหนือใต้ออกตก แต่ทำไมกับแค่จังหวัดใกล้ๆ อย่างเมืองแม่กลองสมุทรสงครามถึงไม่เคยพาไปเสียที ทั้งๆ ที่ก็มีอะไรดีๆ อยู่เยอะแยะ
อาจเป็นเพราะว่าในความรู้สึกนั้น สมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพแค่เอื้อม นึกจะไปเมื่อไรก็ไปได้ จึงทำให้เรามองข้ามจังหวัดเล็กๆ นี้ไป ดังนั้นเมื่อ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ได้รับการชักชวนจากสำนักพิมพ์ “แปลนรีดเดอร์ส” ให้ไปเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม เมืองแห่งหอยหลอดด้วยกัน โดยมีหนังสือ “มหัศจรรย์แผ่นดินริมอ่าวไทย” (เล่มละ 295 บาท) เป็นคู่มือนำเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม จึงรีบตอบตกลงทันทีเพราะถือเป็นโอกาสดีที่คราวนี้จะได้ไปเยือนจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศเสียที
เมื่อไปเหยียบถึงจังหวัดสมุทรสงครามแล้ว คงไม่มีใครพลาดที่จะไปเที่ยวชม “ดอนหอยหลอด” ไปได้ เพราะไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่จะมีหอยหลอดเยอะเท่าที่นี่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เองก็กะว่าวันนี้จะจับหอยหลอดให้ได้พอไปผัดฉ่าสักจานก็พอ
ก่อนที่จะลงไปหาหอยหลอด ก็ต้องเข้าไปกราบสวัสดีกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ “เสด็จเตี่ย” ของเหล่าลูกทะเลเสียก่อน เพราะท่านได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งกองทัพเรือ ศาลของท่านตั้งอยู่ด้านหน้าชายหาดพอดี ได้ยินเสียงประทัดที่จุดเพื่อสักการะและแก้บนดังมาแต่ไกล “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เข้าไปไหว้ท่านเอาฤกษ์เอาชัย ขอให้จับหอยหลอดได้เยอะๆ
เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนั่งเรือออกมายังดอนนอก ไกลจากฝั่งประมาณครึ่งกิโล เพื่อมาหาหอยหลอดโดยมีอุปกรณ์ 2 อย่าง คือ ไม้เสียบลูกชิ้น กับปูนขาวในแก้วพลาสติก และมีคนขับเรือเป็นครูฝึกสอนวิธีการจับหอยหลอด ซึ่งขั้นแรกก็คือใช้มือแทงลงไปในโคลนเพื่อหารูของมัน เมื่อเจอแล้วจึงเอาปูนขาวแตะปลายไม้จิ้มลงไปในรูหอยหลอด รอสักพักเจ้าหอยโชคร้ายที่เมาปูนขาวก็จะค่อยๆ โผล่หัวขึ้นมา
ใครที่คิดว่าง่ายๆ ก็ลองมาทำดูเองแล้วกัน แต่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” นั่งก้มๆ เงยๆ หาหอยหลอดอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ก็ขอยอมแพ้ ปล่อยหอยหลอดที่จับมาได้ตั้ง 1 ตัวให้กลับลงรูของมันไป ก่อนจะกลับขึ้นฝั่งมานั่งมองนักจับหอยมืออาชีพที่กลับมาพร้อมหอยหลอดเป็นถังๆ
ถึงยามบ่ายน้ำเริ่มขึ้นจนจับหอยหลอดไม่ได้ เราจึงเคลื่อนขบวนต่อไปยังวัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “วัดบ้านแหลม” ซึ่งมีหลวงพ่อวัดบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของสมุทรสงคราม หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร มีตำนานว่าท่านลอยมาตามลำน้ำแม่กลอง ชาวประมงที่ออกไปลากอวนได้พบท่านเข้า จึงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ วัดบ้านแหลมนี้ เหล่าประชาชนผู้มีศรัทธาต่างก็เดินทางมากราบไหว้ท่านและปิดทองจนเต็มองค์ไปหมด
จากอำเภอเมืองเราเดินทางกันต่อไปยังอำเภออัมพวา โดยมีจุดหมายอยู่ที่ “วัดอัมพวันเจติยาราม” ซึ่งเป็นวัดสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนจะมาที่วัดแห่งนี้ มีคนบอก “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ไว้ว่า อย่าลืมไปดูรูปมดผูกคอตายที่อยู่บนฝาผนังโบสถ์ให้ได้ล่ะ เอ๊ะ!...มดอะไรกันมีปัญหาชีวิตถึงกับต้องผูกคอตาย แต่ก่อนที่จะหามดคิดสั้นตัวนั้น เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าที่วัดอัมพวันนั้นมีอะไรน่าสนใจบ้าง
วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดสำคัญเนื่องจากว่า บริเวณที่ตั้งวัดนั้นเป็นสถานที่ประสูติของรัชกาลที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระมเหสีในรัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานที่ดินตรงนี้ให้สร้างเป็นวัดอัมพวาขึ้น และได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดอัมพวันเจติยารามในสมัยรัชกาลที่ 3
วัดนี้ได้มีการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ได้โปรดให้ช่างมาเขียนจิตรกรรมฝาผนังขึ้นใหม่ เป็นเรื่องราวพระราชประวัติของรัชกาลที่ 2 และเรื่องราวในวรรณคดีที่ท่านทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เองก็ได้ทรงลงมือวาดเองด้วย รูปที่ท่านทรงวาดนั้นก็คือกลอง 1 ใบ ต้นไม้ 1 ต้น และใบหน้าคนอีก 3 หน้า สรุปว่างานนี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เลยมีสิ่งที่ต้องหา 4 อย่างด้วยกัน คือภาพวาดฝีพระหัตถ์ 3 อย่างกับรูปมดคิดสั้นอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งกว่าจะเจอก็ใช้เวลานานโขอยู่
เจ้ามดตัวที่ผูกคอตายนั้น มีเรื่องพูดกันเล่นๆ ว่า มันคงจะน้อยใจที่ต้นมะม่วงถูกตัดไปเยอะเมื่อตอนที่สร้างวัด จนถึงกับไปผูกคอตาย แต่จริงๆ แล้วก็คงเป็นอารมณ์ขันกับความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของช่างเขียนเสียมากกว่า “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ไม่บอกหรอกว่ารูปเหล่านั้นอยู่ตรงไหนบ้าง ให้ไปหากันเอาเอง แต่ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ก็อนุญาตให้ถามคนเฝ้าโบสถ์ได้
และที่อยู่ติดกับวัดอัมพวันก็คืออุทยานพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าอุทยาน ร.2 ซึ่งมีบ้านเรือนไทยที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นเรือนไทย 5 หลัง จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ เช่น เครื่องเบญจรงค์ หัวโขน หัวหุ่นต่างๆ และข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์
นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ภายในอุทยาน ร.2 ยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพรรณไม้ที่ไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก เช่น ต้นปาริชาติ ที่เชื่อว่าหากนอนหลับไปได้ต้นนี้แล้วจะสามารถระลึกชาติได้ ต้นอัมพวา หรือมะเปรียง ต้นไม้หายาก พบได้แต่เฉพาะที่อัมพวาเท่านั้น แล้วก็ยังมีต้นขานาง ต้นสุพรรณิการ์ ต้นพุดตาน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นต้นที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” รู้จักแต่ชื่อทั้งสิ้น อุทยาน ร.2 ในวันหยุดนั้นก็จะเต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามานั่งพักผ่อนหย่อนใจในบรรยากาศสบายๆ เต็มไปหมด
เมื่อเดินออกจากอุทยาน ร.2 ผ่านวัดอัมพวันไปก็จะพบกับตลาดน้ำอัมพวา ซึ่งเต็มไปด้วยเรือพายของพ่อค้าแม่ขายที่บรรทุกอาหารและของกินต่างๆ มาเต็มอัตรา ด้านริมน้ำจะมีบันไดท่าน้ำให้คนมานั่งกินอาหาร หรือใครอยากกินสบายๆ บนโต๊ะก็มีที่จัดเตรียมไว้ให้
เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง “ผู้จัดการท่องเที่ยว” จึงจัดการทำให้ท้องอิ่มก่อน แล้วค่อยเดินสำรวจตลาดน้ำ และเห็นว่าที่นี่เขามีบริการเรือพาย (คนละ30บาท) และเรือแจว (คนละ20บาท) ชมห้องแถวริมน้ำด้วย ซึ่งชุมชนริมน้ำคลองอัมพวานี้ยังคงรักษาความเป็นชุมชนเก่าแก่ไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ จนได้รับรางวัลชุมชนอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2545 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย
“ผู้จัดการท่องเที่ยว” นั่งเรือชมชีวิตสองฝั่งริมคลองอัมพวาซึ่งยังมีร้านรวงเก่าๆ อยู่มากมาย ทั้งร้านขายยา ร้านทอง ร้านขนมเปี๊ยะ และร้านกาแฟโบราณที่ยังส่งกลิ่นหอมฉุยตอนเรือแล่นผ่าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยังคงลงเล่นน้ำคลองกันอยู่อย่างสนุกสนาน มีเสียงเพลงดนตรีไทยจากฝีมือเด็กนักเรียนโรงเรียนดนตรีขับกล่อมทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวดังก้องไปทั่วทั้งคุ้งน้ำท่ามกลางบรรยากาศยามเย็น
เรือใช้เวลาแล่นพาชมสองฝั่งคลองอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็พา “ผู้จัดการท่องเที่ยว” กลับมายืนที่เดิม และรอเวลาให้ถึงหนึ่งทุ่ม เพื่อที่จะได้ออกเดินทางด้วยเรืออีกรอบหนึ่ง แต่คราวนี้เป็นการเดินทางเพื่อไปตามหาแมลงเรืองแสง หรือหิ่งห้อยในแม่น้ำแม่กลอง และเมื่อได้เวลา ฟ้ามืดสนิทดีแล้ว “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ก็นั่งไปบนเรือยนต์ลำใหญ่ล่องไปตามลำน้ำ เมื่อแล่นเรือไปได้สักพักไฟในเรือก็ดับลง เป็นสัญญาณว่าเรากำลังจะเข้าสู่อาณาจักรหิ่งห้อย
เรือแล่นลัดเลาะไปตามริมฝั่งแม่น้ำที่เต็มไปด้วยต้นไม้ต้นน้อยใหญ่ บางต้นก็มีหิ่งห้อยเกาะอยู่ไม่กี่ตัว บางต้นก็มีเกาะอยู่มากหน่อย และแล้วเราก็มาถึงที่ที่น่าจะเรียกได้ว่าดงหิ่งห้อย เพราะมีหิ่งห้อยเกาะอยู่เต็มต้นไปหมด “ผู้จัดการท่องเที่ยว” เองก็นับไม่ถูกว่ามีเจ้าแมลงเรืองแสงเกาะอยู่สักกี่ตัวกันแน่ รู้แต่ว่า มันทำให้ต้นไม้เหมือนประดับด้วยไฟคริสต์มาสไม่มีผิด
ภาพที่หิ่งห้อยบนต้นไม้ส่องแสงกะพริบวิบ-วับเป็นจังหวะพร้อมๆ กันในความมืดท่ามกลางความเงียบสงบนั้น เป็นภาพประทับใจที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” จะไม่ลืมเลย และเชื่อว่าคนอื่นๆ ที่ได้ไปเห็นก็จะลืมไม่ลงเช่นกัน ดังนั้นใครที่อยากเห็นแสงหิ่งห้อย รวมถึงสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ของเมืองแม่กลองนั้น คงต้องมาดูเองที่นี่...ที่สมุทรสงคราม
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
“(อี)ค่อม”อัมพวา สุดยอดแห่ง“ลิ้นจี่”
"สมุทรสงคราม" นามนี้มีของดีเพียบ
ดูข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดสมุทรสงคราม
การเดินทาง แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ที่พัก
ร้านอาหาร จังหวัดสมุทรสงคราม


