ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านเป็นเหมือนกันไหม ที่เวลาเห็นภาพวิวสวยๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว เกิดความรู้สึกว่า “อยากไปจังเลย”
เพราะไม่ว่าจะเป็นภาพทะเลหมอกยามเช้า ที่มีหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่ง ฉากหลังเป็นแสงสีต่างๆ ดูสวยแปลกตา หรือจะเป็นภาพใต้ท้องทะเล ที่มีฝูงปลาหลากสีแหวกว่าย ทำให้หลายๆ คนเห็นแล้วอดใจไม่ไหว คิดวางแผนว่าทำอย่างไร ถึงจะได้ไปเห็นสถานที่เหล่านั้นกับตาสักครั้ง ว่าจะสวยงามเหมือนในภาพถ่ายหรือไม่
จะว่าไปแล้วการที่ภาพถ่ายเหล่านั้นออกมาสวยงาม เครดิตต่างๆ คงต้องยกให้กับช่างภาพผู้ถ่ายอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และหนึ่งในแหล่งรวมช่างภาพท่องเที่ยวยอดเยี่ยมในเมืองไทยก็คือ “อนุสาร อสท.” หนังสือท่องเที่ยวยอดจำหน่ายสูงสุดที่อยู่ยงคงกระพันมากว่า 45 ปี ซึ่งคอลัมน์ “วาไรตี้ท่องเที่ยว” ได้ชวน 3 ยอดช่างภาพแห่ง อสท.ได้มาเล่าเรื่องราวหลังเลนส์ ว่ากว่าที่จะได้มาซึ่งรูปอันสวยงามนั้นต้องใช้ความสามารถมากน้อยแค่ไหน
................................................................................
“ถ่ายภาพบางทีก็ต้องใช้ทั้งฝีมือและโชค”
อภินันท์ บัวหภักดี บรรณาธิการฝ่ายภาพอนุสาร อสท.ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพทั้งบนบกและใต้น้ำ แสดงความเห็นตามประสบการณ์ที่ตนเคยเจอะเจอมา ซึ่งครั้งหนึ่งเขาคิดว่าเตรียมตัวมาดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาเรื่องของสถานที่มาอย่างดี คำนวนแสง เงา หรือแม้แต่มุมถ่ายภาพ เรียกว่าถูกที่ถูกเวลา แต่เหมือนโชคชะตาไม่อำนวย เนื่องจากฟ้าปิดหมด หรือที่แย่ไปกว่านั้นเพราะบางทีฝนตกลงมา ในสถานการณ์อย่างนี้อภินันท์บอกว่าทำได้อย่างเดียวคือ “ทำใจ”
“นั่นเป็นปัญหาของการถ่ายภาพธรรมชาติ ซึ่งต้องให้ฟ้าฝนเป็นใจด้วย แต่สำหรับการถ่ายภาพวิถีชีวิตผู้คนซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของผมนั้น พูดตรงๆ ว่าต้องประกอบด้วยกันเป็น 2 ส่วนคือ เรื่องของการ Make และเรื่องของทีเผลอ มันก็ต้องได้ทั้ง 2 ส่วน รวมทั้งการร้อยเรียงภาพเข้ามาประกอบเรื่องด้วย เรื่องกับภาพต้องไปด้วยกัน สำหรับการถ่ายสารคดีท่องเที่ยว ความงามของภาพต้องนำมาก่อน ต้องมีอะไรหลากหลายกว่าภาพที่ประกวดทั่วไป ซึ่งภาพประกวดก็อาจจะแค่ภาพเดียวจบ และภาพนั้นต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ในภาพเดียว แต่ภาพสารคดีมันจะเล่าเรื่องจากต้นไปจนจบ”
แต่เหตุการณ์ฟ้าไม่เป็นใจอย่างในกรณีฟ้าปิดนั้น คงจะใช้ไม่ได้กับ นพดล กันบัว ช่างภาพประจำอนุสาร อสท.เหตุเพราะพี่นพดลบอกว่าชอบมากหากมีภารกิจต้องไปถ่ายภาพในป่า เพราะการที่ไม่มีแดดส่องลงมาเลยนั้น ทำให้ภาพต้นไม้ใบหญ้าไม่มีเงาทอดผ่าน ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ทุกซอกทุกมุม แต่ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นการถ่ายภาพน้ำตก ซึ่งพี่นพดลบอกว่าสามารถอยู่ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อ
สำหรับอุปกรณ์ซึ่งถือได้ว่าเปรียบเสมือนเครื่องมือหากินของเหล่าช่างภาพนั้น สำคัญจริงๆ คือกล้องถ่ายรูป นอกจากกล้องแล้ว หลักๆ ก็น่าจะเป็นขาตั้งกล้อง ขาดไม่ได้ แล้วก็ฟิลเตอร์ จำพวกฟิลเตอร์ PL (โพลาไรซ์) ถ้าถ่ายพวกป่าพวกน้ำตก แต่ถ้าถ่ายพวกทะเลหมอกแล้วก็ฟ้าสวยๆ เราก็อาจจะมีฟิลเตอร์สี สีฟ้าครึ่งซีก จะเป็นครึ่งซีกข้างบนจะเป็นสีฟ้า ข้างล่างจะเป็นสีใสธรรมดา ใช้บังท้องฟ้าให้มันมีสีขึ้นมาหน่อย แล้วก็ฟิลเตอร์เกรดูเอท ที่ข้างบนเป็นสีเทา เพราะว่าเราบังไปแล้วทำให้ฟ้ามันไม่สว่างมาก แทนที่จะเป็นสีขาว ฟิลเตอร์พวกนี้ก็ช่วยได้ แล้วก็สายลั่นชัตเตอร์ ก็ถือว่าสำคัญ”
“แต่ก็มีหลายๆ คนที่ดูรูปจากใน อสท.แล้วบอกว่าภาพนี้หลอก ทำไมไปแล้วไม่สวยเหมือนในรูปเลย ความจริงแล้วกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปกว่าจะตื่นมันก็สายหรือบางคนตื่นเช้าจริง แต่ว่าที่ผมสังเกตดูถือว่ากล้องช่วยอย่างหนึ่ง บางครั้งภาพที่ตาคนเรามองไม่เห็น แต่กล้องสามารถช่วยบันทึกได้ เช่น สีต่างๆ ที่เราจะสังเกตว่าช่วงเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจะมีสีสวยมาก ท้องฟ้าหรือเมฆซึ่งบางครั้งตาเรามองไม่เห็น แต่พอถ่ายรูปแล้วกล้องสามารถจับสีจับภาพพวกนั้นไว้ได้ อันนี้เป็นข้อดีของกล้องของฟิล์มที่สามารถบันทึกไว้ได้ ซึ่งช่วงที่สวยจริงๆ มันมีอยู่ซัก 10 นาที 20 นาทีแค่นั้นเอง” พี่นพดลอธิบาย
เช่นเดียวกับ วินิจ รังผึ้ง บรรณาธิการอนุสาร อสท. ที่เห็นด้วยกับพี่อภินันท์และพี่นพดลว่า การเป็นช่างภาพที่ดีต้องมีการเตรียมตัว มีการทำการบ้านก่อนออกไปถ่ายจริง ซึ่งถึงแม้ว่าจะผ่านการถ่ายภาพมากกว่า 20 ปีแล้วก็ตามแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวธรรมชาติซึ่งแน่นอนว่าต้องอยู่บนบก แต่เมื่อสนใจจะลงไปเก็บภาพใต้น้ำ พี่วินิจต้องเริ่มเรียนวิธีการดำน้ำและการถ่ายภาพใต้น้ำใหม่หมด
“เริ่มเรียนดำน้ำพร้อมๆ กับอภินันท์ คือประมาณปี พ.ศ. 2533 หลังจากนั้นก็ดำน้ำมาเรื่อยๆ ชมความงามใต้ท้องทะเล เรียนรู้ชนิดของปลา แต่ยังไม่ถ่ายรูปเพราะอยากให้สภาพร่างกายตลอดจนจิตใจสามารถปรับตัวกับโลกใต้น้ำก่อน หลังจากนั้นปีที่ 3 ถึงค่อยเริ่มถ่ายภาพใต้น้ำ ตรงนี้แหละเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เวลาลงไปอยู่ใต้ท้องทะเลรู้สึกว่าสงบ มีสมาธิมากขึ้น ในขณะเดียวกันธรรมชาติใต้น้ำรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นปลาการ์ตูนตัวเล็กตัวน้อยว่ายไปมา ปะการังอ่อนหลากสี สีสันดูจัดจ้านและสวยแปลกตามาก
ตอนแรกๆ ใช้กล้อง NIKONOS V ซึ่งกล้องรุ่นนี้ไม่ใช่โฟกัสอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นเวลาถ่ายเราต้องกะระยะเอาว่าปลาอยู่ห่างจากเรากี่ฟุต ซึ่งมันจะทำให้การถ่ายภาพยากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันนี้ดีหน่อยเพราะใช้กล้อง NIKON F 90X เวลาใช้ก็ตัวกันน้ำซึ่งมีลักษณะคล้ายกล่องพลาสติกใสๆ มีแฟลชใต้น้ำด้วย กล้องก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมาดูสวยขึ้น” พี่วินิจออกความเห็น
แน่นอนว่าโลกใต้น้ำถึงแม้จะสวยเพียงไร แต่อันตรายที่แฝงอยู่ก็ร้ายพอกัน ยิ่งอันตรายที่มาจากความประมาทของตนเองแล้ว ยิ่งทำให้พี่วินิจจำเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่รู้ลืม
“มีอยู่ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปดำน้ำที่กองหินม่วง ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างกระบี่กับตรัง ครั้งนั้นเราจอดเรือกันอยู่ตรงจุดนั้นถึง 2 วัน ด้วยความเคยชินเพราะดำน้ำตรงจุดนั้นมาหลายไดรฟ์แล้ว วันนั้นระหว่างที่กำลังดำน้ำก็รู้สึกอากาศมันฝืดๆ ก็ปรับวาล์วปรากฏว่าเปิดจนสุดแล้ว แสดงว่าอากาศในถังไม่มี ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการส่งสัญญาณบอกบั๊ดดี้ขอแชร์อากาศ แล้วค่อยๆ ขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งครั้งนั้นถือเป็นบทเรียนว่าถึงแม้เราจะชินกับสภาพใต้น้ำเพียงใดก็ไม่ควรประมาท นอกจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรใต้น้ำขึ้นต้องควบคุมสติให้อยู่ อย่าลนจนทำอะไรไม่ถูก ไม่อย่างนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต” พี่วินิจเท้าความถึงความหลังครั้งที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดให้ฟัง
เมื่อสอบถามถึงการบันทึกภาพในระบบฟิล์มกับระบบดิจิตอล พบว่าช่างภาพส่วนใหญ่ของทีมงานอนุสาร อสท.ต่างยังคงวางใจเลือกใช้ฟิล์มในการบันทึกภาพ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะยังคงมั่นใจในประสิทธิภาพของฟิล์ม เพราะคิดว่าให้คุณภาพดีกว่าในเรื่องของสีสัน และความละเอียดของภาพ แต่ก็ไม่ได้ยึดติดหากในอนาคตกล้องดิจิตอลมีคุณภาพดีพอ
หลายคนๆ อาจจะอิจฉาในความโชคดีในอาชีพของพวกเขา ที่ได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กับการทำงาน แต่กว่าจะได้มาซึ่งชิ้นงานที่มีคุณภาพเหล่านั้น พวกเขาต้องแลกด้วยแรงกายแรงใจ และความทุ่มเทเกินร้อยเลยทีเดียว


