โดย : ปิ่น บุตรี

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ฉันใดก็ฉันรักเธอ ที่เวลาเดินทางท่องเที่ยวเรื่องของอาหารการกินนับเป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่ง
เพื่อนผมคนหนึ่งที่พอเกิดมาลืมตาดูโลกก็พกเอานิสัยกินยากกินเย็นติดตัวมาด้วย เวลามันไปต่างถิ่นต่างที่ โดยเฉพาะต่างประเทศ จะมีปัญหามากเรื่องอาหารการกิน คือ กินอะไรไม่ค่อยได้ เพราะอาหารไม่ถูกปาก รสชาติไม่คุ้นลิ้น
เรื่องนี้มันหาทางออกด้วยการพกพา“ครัวส่วนตัว”ติดกระเป๋าไปในทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ
เท่าที่ผมเคยแอบดู ก็มี น้ำปลา ซอส สารพัดน้ำพริก พริกไทย มะนาว น้ำตาล โดยทุกอย่างบรรจุอยู่ในแพ็คเกจกิ๊บเก๋ ทำเอง มีขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาสะดวก
ไม่เพียงเท่านั้นบางครั้งในครัวส่วนตัวของมันยังมีอาหารสำรอง อย่างบะหมี่ซอง ข้าวเหนียว เนื้อเค็ม ติดครัวส่วนตัวไปด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเรื่องอาหารการกินไปได้เปลาะหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะในบางครั้งเมื่อไม่มีโอกาสที่จะงัดเอาครัวส่วนตัวมาปรุงรสชาติ สุดท้ายก็ต้องกล้ำกลืนฝืนใจกระเดือกอาหารลงคอไปด้วยอาการหัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก
สำหรับผมถือว่ายืนอยู่คนละขั้วกับมัน คือผมเป็นคนประเภทกินง่าย ถ่ายคล่อง เวลาไปเที่ยวไหนมักจะเสาะหาอาหารพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น กินเป็นประจำ เพราะผมถือคติว่าเรื่องของอาหารการกินเป็นเสน่ห์และสีสันอย่างหนึ่งของการเดินทาง ซึ่งแต่ละถิ่นแต่ละที่ต่างก็มีวัฒนธรรมในเรื่องอาหารการกินแตกต่างกันออกไป
และด้วยความที่กินอะไรง่าย และกินได้เกือบหมด ทำให้หลายๆครั้งผมพลาดท่าเปิบเมนูพิสดารที่ไม่อยากจะเปิบโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการไปเมืองจีนนี่จะมีเมนูพิสดารมาให้เราหลงกินอยู่เสมอ
เบสิกๆก็พวก ม้า ลา ซึ่งไส้ลานั้น รูป รส กลิ่น คล้ายตือฮวนมากๆ เมื่อนำมาทำเป็นซุปน้ำข้นนั้นรสชาติไม่เบาทีเดียว
สำหรับเมนูที่ไม่ค่อยอยากกินแต่ว่ากินโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ก็ถูกหลอกให้กินในเมืองจีนที่จำไม่ลืมก็เห็นจะเป็นเมนู“เนื้อเก้งเอ๋ง” หรือ “เนื้อสุนัข” หรือที่ภาษาไฮโซท้ายซอยผมเรียกว่า “เนื้อหมา”นั่นเอง
ครั้งแรกที่กินนั้นจำได้เลยว่า ซุปอะไรนะ น้ำซุปหอมฉุย เนื้อนุ่ม แน่น กินแล้วร้อนท้อง ดีแท้ ซึ่งเมื่อถามไถ่ไกด์แกก็อ้ำอึ้งๆบอกว่าเป็นซุปเนื้อวัว ผมและพรรคพวกในทริปที่กินเนื้อ มื้อนี้ต่างก็หม่ำซุปกันอย่างเอร็ดอร่อย
สุดท้ายความแตกเมื่อเพื่อนคนหนึ่งพูดจีนกลางได้ไปหลอกถามเด็กเสิร์ฟว่าเป็นซุปอะไร คำตอบที่ได้ก็คือ ปรากฏว่าเป็น“ซุปเนื้อหมา” ครับท่าน
เท่านั้นแหละท้องใครท้องมัน
ใครธาตุแข็งก็แค่พะอืดพะอม ส่วนใครธาตุอ่อน มื้อนี้ถึงกับอ้วกแตกอ้วกแตน
กับเรื่องการพลาดท่ากินเนื้อหมาในเมืองจีนนี่ มีผมมีเกิน 2 ครั้งขึ้นไป
แต่ก็จะไปว่าคนจีนในบางพื้นที่ที่กินเนื้อหมาไม่ได้เพราะนี่คือวัฒนธรรมการกินของบ้านเขา เพราะบ้านเขาอากาศหนาว ส่วนเนื้อหมานั้นเมื่อกินเข้าไปจะมีความร้อนอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมของคนบางกลุ่มจึงนิยมกินเนื้อหมาเพื่อแก้หนาว
นอกจากนี้บางพื้นที่เนื้อหมานับเป็นสุดยอดเมนูในระดับอ๋องที่คนธรรมดายากที่จะมีโอกาสได้กิน เมื่อเราเป็นแขกต่างถิ่นไปเขาก็อยากเลี้ยงอย่างเต็มที่
ผลสุดท้ายก็คืออาการชวนอ้วกที่ตามมาหลังอาหาร
และก็ไม่ใช่แค่เมืองจีนเท่านั้นที่ผมได้กินอาหารในเมนูพิสดารในบ้านเราก็มีพลั้งเผลอกินออกบ่อย เหตุผลก็มาจากความไม่รู้ อีกนั่นแหละ อย่างกับที่กินลาบหมา เพราะนึกว่าเป็นลาบเนื้อวัว กินต้มยำลิงเพราะชาวบ้านเขาบอกว่าเป็นต้มยำไก่บ้าน แต่พอกินไปเจอขนและมือที่ไม่ใช่ตีนไก่ เขาถึงเฉลยให้รู้ ว่าเป็นเนื้อลิง สุดท้ายอาการชวนอ้วกก้ตามาอีกแล้วครับท่าน
แต่ก็อย่างว่านี่คือวัฒนธรรมการกินที่หากเราไม่ต้องการกินก็เลี่ยงไปกินเมนูอื่นแทน หรือไม่ก็ยอมอดท้องกิ่วไปหนึ่งมื้อ
เรื่องของการกินอะไรที่มันพิสดารด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผมยังมีอีกครั้งหนึ่งที่ลืมไม่ลงจริงๆ เพราะครั้งนั้นดันไปกินยาดองเหล้าสูตรพิสดารเข้าให้ ซึ่งเรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเรานี่แหละ
มือนั้นผมกับเพื่อนแวะกินอาหารที่ชุมทางรถในระหว่างทาง เมนูที่กินก็พวกข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง พอกินเสร็จเจ้าของร้านก็หิ้วขวดเหล้านอกใส่ยาดองสีแดงมายื่นให้หนึ่งเป็ก พร้อมอวดสรรพคุณว่าเป็นยาดองที่เพิ่งดองเสร็จใหม่ๆ หากินยาก
เพื่อนผมมันได้ยินดังนั้นมันก็กระดกเอื๊อกไปหนึ่งเป็ก ส่วนผมก็ไม่ยอมน้อยหน้ากระดกเอื้อกตามบ้างหนึ่งเป็ก
พอเรากระดกกันเสร็จก็คุยกันว่าแหม ยาดองเจ้านี้ร้อนท้องดีชะมัด ซึ่งเรื่องก็ทำท่าจะลงเอยด้วยดีถ้าทางเมียเจ้าของร้านไม่เดินถือหม้อยาดองมาตวงใส่ขวดกันตรงกลางร้าน เพราะพอผมเห็นเธอตวงยาดองใส่ขวดเหล้านอกก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปดูเคล็ดลับสูตรเด็ดของยาดองเจ้านี้
และเมื่อได้ไปเห็นสูตรเด็ดเคล็ดลับแบบจะจะกับสองตา งานนี้บอกได้คำเดียวว่า อ้วกแทบพุ่ง เพราะในหม้อยาดองนั้นมันใส่ด้วยหัว หนัง และกระดูกของเลียงผาทั้งตัวแบบสดๆใหม่ๆที่เพิ่งเอามาดองยาได้ไม่ถึงอาทิตย์ มองเห็นตาของเลียงผายังใสอยู่เลย(ที่รู้ว่าเป็นเลียงผาเพราะเจ้าของร้านบอก) ซึ่งเจ้าของร้านจับมาใส่สูตรเครื่องดองยาแล้วตวงขายโดยใส่เลือดเลียงผามาด้วย มิน่าหละยาดองที่ผมกระดกจึงมีสีแดงดีแท้
เจ้าของร้านเมื่อเห็นพวกเรายืนตะลึง จึงถามว่า ไม่เอายาดองเลียงผาไปกินสักขวดหรือ กินแล้วเลือดลมดีแถมซูซ่าอีกต่างหาก หรือถ้าจะให้ดีควรซื้อไปครบชุดเลย ยาดองเลียงผา น้ำมันเลียงผา และเนื้อเลียงผาตากแห้งด้วย อร่อยดีนะ
โอว...พระเจ้าจอร์จ เลียงผาบ้านเราถือเป็นสัตว์สงวน แต่นี่เล่นขายเหมาเป็นแพ็คเกจทีเดียว งานนี้ผมยังไม่คิดที่จะเปิบวิตถารแต่อย่างใด รีบออกจรลีในบัดดล โดยในครั้งนั้นนับเป็นการกระดกเหล้าเพียงเป็กเดียวที่ออกอาการอยากอ้วกมากที่สุด งานนี้เล่นเอาเข็ดกับการกินอะไรไม่เลือกหน้าไปกินนาน
ซึ่งจะว่าไปแล้วหากใครที่เดินทางไปที่ยังที่แปลกๆใหม่ๆบ่อยครั้งโอกาสที่จะได้กินอะไรแปลกๆพิสดารก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ก็อย่างที่กล่าวไว้ว่า เพราะวัฒนธรรมการกินของแต่ละชาตินั้นไม่เหมือนกัน
และเมื่อพูดถึงการกินอะไรแปลกๆพิสดารจนถึงเข้าขั้นวิตถาร ผมว่าไอ้พวกทัวร์ต่างชาติอย่างจีน ไต้หวัน เกาหลี ที่ชอบมากินเมนูพิเรนๆอย่าง อุ้งตีนหมี ดีงู ตัวเดียวอันเดียวของช้าง ของเสือ หรืออื่นๆอีกหลายอย่าง นัยว่าเพื่อกระตุ้นเซ็กซ์นี่ ก็ถือว่าเข้าข่ายพวกชอบเปิบวิตถารเหมือนกัน และส่วนใหญ่พวกที่มาทัวร์เปิบวิตถารนี่ก็จะอยู่ในวัยดึกแทบทั้งนั้น
ส่วนกับข่าวเรื่องของ คนกินเนื้อหมาดิบๆที่เพิ่งถูกรถชนมาสดๆใหม่ๆ(จากรายการชั่วโมงพิศวง) หรือเรื่องของคนกินเนื้อผีหรือกินศพที่เผาได้ไม่นานแถมยังบอกว่ามีรสอร่อยเสียด้วย(จากหน้าหนึ่งนสพ.หัวสียักษ์ใหญ่) บางคนก็ว่าเป็นการเปิบวิตถาร ส่วนบางคนก็ว่าที่พวกเขากินนั้นเป็นเพราะความหิวบังคับให้ต้องกิน
ซึ่งผมว่ากรณีนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มคนที่ถูกยกย่องให้เป็นผู้ทรงเกียรติ แต่ว่ามีพฤติกรรมชอบเปิบวิตถารทั้ง อิฐ หิน ดิน ปูน ทราย จากโครงการต่างๆ ที่นับวันดูเหมือนว่าจะหนักข้อขึ้นและเปิบวิตถารกันมากขึ้น เพราะมีทั้ง พวกเปิบวิตถารน้ำมันดีเซล 6,000 ล้านบาท เปิบวิตถารบ่อบาดาล 2,500 ล้านบาท เปิบวิตถารสต๊อคลำไยลม 2,000 ล้านบาท และอีกหลากหลายเมนู
สำหรับพวกเปิบวิตถารพวกนี้ผมถือว่าเป็นพวก “เปิบวิตถาร ล้างผลาญประเทศชาติ”ที่น่าส่งไปปีนต้นงิ้วจริงๆ!!! พับผ่าเหอะ...
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ฉันใดก็ฉันรักเธอ ที่เวลาเดินทางท่องเที่ยวเรื่องของอาหารการกินนับเป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่ง
เพื่อนผมคนหนึ่งที่พอเกิดมาลืมตาดูโลกก็พกเอานิสัยกินยากกินเย็นติดตัวมาด้วย เวลามันไปต่างถิ่นต่างที่ โดยเฉพาะต่างประเทศ จะมีปัญหามากเรื่องอาหารการกิน คือ กินอะไรไม่ค่อยได้ เพราะอาหารไม่ถูกปาก รสชาติไม่คุ้นลิ้น
เรื่องนี้มันหาทางออกด้วยการพกพา“ครัวส่วนตัว”ติดกระเป๋าไปในทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ
เท่าที่ผมเคยแอบดู ก็มี น้ำปลา ซอส สารพัดน้ำพริก พริกไทย มะนาว น้ำตาล โดยทุกอย่างบรรจุอยู่ในแพ็คเกจกิ๊บเก๋ ทำเอง มีขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาสะดวก
ไม่เพียงเท่านั้นบางครั้งในครัวส่วนตัวของมันยังมีอาหารสำรอง อย่างบะหมี่ซอง ข้าวเหนียว เนื้อเค็ม ติดครัวส่วนตัวไปด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเรื่องอาหารการกินไปได้เปลาะหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะในบางครั้งเมื่อไม่มีโอกาสที่จะงัดเอาครัวส่วนตัวมาปรุงรสชาติ สุดท้ายก็ต้องกล้ำกลืนฝืนใจกระเดือกอาหารลงคอไปด้วยอาการหัวร่อมิได้ ร่ำไห้มิออก
สำหรับผมถือว่ายืนอยู่คนละขั้วกับมัน คือผมเป็นคนประเภทกินง่าย ถ่ายคล่อง เวลาไปเที่ยวไหนมักจะเสาะหาอาหารพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น กินเป็นประจำ เพราะผมถือคติว่าเรื่องของอาหารการกินเป็นเสน่ห์และสีสันอย่างหนึ่งของการเดินทาง ซึ่งแต่ละถิ่นแต่ละที่ต่างก็มีวัฒนธรรมในเรื่องอาหารการกินแตกต่างกันออกไป
และด้วยความที่กินอะไรง่าย และกินได้เกือบหมด ทำให้หลายๆครั้งผมพลาดท่าเปิบเมนูพิสดารที่ไม่อยากจะเปิบโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการไปเมืองจีนนี่จะมีเมนูพิสดารมาให้เราหลงกินอยู่เสมอ
เบสิกๆก็พวก ม้า ลา ซึ่งไส้ลานั้น รูป รส กลิ่น คล้ายตือฮวนมากๆ เมื่อนำมาทำเป็นซุปน้ำข้นนั้นรสชาติไม่เบาทีเดียว
สำหรับเมนูที่ไม่ค่อยอยากกินแต่ว่ากินโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ก็ถูกหลอกให้กินในเมืองจีนที่จำไม่ลืมก็เห็นจะเป็นเมนู“เนื้อเก้งเอ๋ง” หรือ “เนื้อสุนัข” หรือที่ภาษาไฮโซท้ายซอยผมเรียกว่า “เนื้อหมา”นั่นเอง
ครั้งแรกที่กินนั้นจำได้เลยว่า ซุปอะไรนะ น้ำซุปหอมฉุย เนื้อนุ่ม แน่น กินแล้วร้อนท้อง ดีแท้ ซึ่งเมื่อถามไถ่ไกด์แกก็อ้ำอึ้งๆบอกว่าเป็นซุปเนื้อวัว ผมและพรรคพวกในทริปที่กินเนื้อ มื้อนี้ต่างก็หม่ำซุปกันอย่างเอร็ดอร่อย
สุดท้ายความแตกเมื่อเพื่อนคนหนึ่งพูดจีนกลางได้ไปหลอกถามเด็กเสิร์ฟว่าเป็นซุปอะไร คำตอบที่ได้ก็คือ ปรากฏว่าเป็น“ซุปเนื้อหมา” ครับท่าน
เท่านั้นแหละท้องใครท้องมัน
ใครธาตุแข็งก็แค่พะอืดพะอม ส่วนใครธาตุอ่อน มื้อนี้ถึงกับอ้วกแตกอ้วกแตน
กับเรื่องการพลาดท่ากินเนื้อหมาในเมืองจีนนี่ มีผมมีเกิน 2 ครั้งขึ้นไป
แต่ก็จะไปว่าคนจีนในบางพื้นที่ที่กินเนื้อหมาไม่ได้เพราะนี่คือวัฒนธรรมการกินของบ้านเขา เพราะบ้านเขาอากาศหนาว ส่วนเนื้อหมานั้นเมื่อกินเข้าไปจะมีความร้อนอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมของคนบางกลุ่มจึงนิยมกินเนื้อหมาเพื่อแก้หนาว
นอกจากนี้บางพื้นที่เนื้อหมานับเป็นสุดยอดเมนูในระดับอ๋องที่คนธรรมดายากที่จะมีโอกาสได้กิน เมื่อเราเป็นแขกต่างถิ่นไปเขาก็อยากเลี้ยงอย่างเต็มที่
ผลสุดท้ายก็คืออาการชวนอ้วกที่ตามมาหลังอาหาร
และก็ไม่ใช่แค่เมืองจีนเท่านั้นที่ผมได้กินอาหารในเมนูพิสดารในบ้านเราก็มีพลั้งเผลอกินออกบ่อย เหตุผลก็มาจากความไม่รู้ อีกนั่นแหละ อย่างกับที่กินลาบหมา เพราะนึกว่าเป็นลาบเนื้อวัว กินต้มยำลิงเพราะชาวบ้านเขาบอกว่าเป็นต้มยำไก่บ้าน แต่พอกินไปเจอขนและมือที่ไม่ใช่ตีนไก่ เขาถึงเฉลยให้รู้ ว่าเป็นเนื้อลิง สุดท้ายอาการชวนอ้วกก้ตามาอีกแล้วครับท่าน
แต่ก็อย่างว่านี่คือวัฒนธรรมการกินที่หากเราไม่ต้องการกินก็เลี่ยงไปกินเมนูอื่นแทน หรือไม่ก็ยอมอดท้องกิ่วไปหนึ่งมื้อ
เรื่องของการกินอะไรที่มันพิสดารด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผมยังมีอีกครั้งหนึ่งที่ลืมไม่ลงจริงๆ เพราะครั้งนั้นดันไปกินยาดองเหล้าสูตรพิสดารเข้าให้ ซึ่งเรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเรานี่แหละ
มือนั้นผมกับเพื่อนแวะกินอาหารที่ชุมทางรถในระหว่างทาง เมนูที่กินก็พวกข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง พอกินเสร็จเจ้าของร้านก็หิ้วขวดเหล้านอกใส่ยาดองสีแดงมายื่นให้หนึ่งเป็ก พร้อมอวดสรรพคุณว่าเป็นยาดองที่เพิ่งดองเสร็จใหม่ๆ หากินยาก
เพื่อนผมมันได้ยินดังนั้นมันก็กระดกเอื๊อกไปหนึ่งเป็ก ส่วนผมก็ไม่ยอมน้อยหน้ากระดกเอื้อกตามบ้างหนึ่งเป็ก
พอเรากระดกกันเสร็จก็คุยกันว่าแหม ยาดองเจ้านี้ร้อนท้องดีชะมัด ซึ่งเรื่องก็ทำท่าจะลงเอยด้วยดีถ้าทางเมียเจ้าของร้านไม่เดินถือหม้อยาดองมาตวงใส่ขวดกันตรงกลางร้าน เพราะพอผมเห็นเธอตวงยาดองใส่ขวดเหล้านอกก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปดูเคล็ดลับสูตรเด็ดของยาดองเจ้านี้
และเมื่อได้ไปเห็นสูตรเด็ดเคล็ดลับแบบจะจะกับสองตา งานนี้บอกได้คำเดียวว่า อ้วกแทบพุ่ง เพราะในหม้อยาดองนั้นมันใส่ด้วยหัว หนัง และกระดูกของเลียงผาทั้งตัวแบบสดๆใหม่ๆที่เพิ่งเอามาดองยาได้ไม่ถึงอาทิตย์ มองเห็นตาของเลียงผายังใสอยู่เลย(ที่รู้ว่าเป็นเลียงผาเพราะเจ้าของร้านบอก) ซึ่งเจ้าของร้านจับมาใส่สูตรเครื่องดองยาแล้วตวงขายโดยใส่เลือดเลียงผามาด้วย มิน่าหละยาดองที่ผมกระดกจึงมีสีแดงดีแท้
เจ้าของร้านเมื่อเห็นพวกเรายืนตะลึง จึงถามว่า ไม่เอายาดองเลียงผาไปกินสักขวดหรือ กินแล้วเลือดลมดีแถมซูซ่าอีกต่างหาก หรือถ้าจะให้ดีควรซื้อไปครบชุดเลย ยาดองเลียงผา น้ำมันเลียงผา และเนื้อเลียงผาตากแห้งด้วย อร่อยดีนะ
โอว...พระเจ้าจอร์จ เลียงผาบ้านเราถือเป็นสัตว์สงวน แต่นี่เล่นขายเหมาเป็นแพ็คเกจทีเดียว งานนี้ผมยังไม่คิดที่จะเปิบวิตถารแต่อย่างใด รีบออกจรลีในบัดดล โดยในครั้งนั้นนับเป็นการกระดกเหล้าเพียงเป็กเดียวที่ออกอาการอยากอ้วกมากที่สุด งานนี้เล่นเอาเข็ดกับการกินอะไรไม่เลือกหน้าไปกินนาน
ซึ่งจะว่าไปแล้วหากใครที่เดินทางไปที่ยังที่แปลกๆใหม่ๆบ่อยครั้งโอกาสที่จะได้กินอะไรแปลกๆพิสดารก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ก็อย่างที่กล่าวไว้ว่า เพราะวัฒนธรรมการกินของแต่ละชาตินั้นไม่เหมือนกัน
และเมื่อพูดถึงการกินอะไรแปลกๆพิสดารจนถึงเข้าขั้นวิตถาร ผมว่าไอ้พวกทัวร์ต่างชาติอย่างจีน ไต้หวัน เกาหลี ที่ชอบมากินเมนูพิเรนๆอย่าง อุ้งตีนหมี ดีงู ตัวเดียวอันเดียวของช้าง ของเสือ หรืออื่นๆอีกหลายอย่าง นัยว่าเพื่อกระตุ้นเซ็กซ์นี่ ก็ถือว่าเข้าข่ายพวกชอบเปิบวิตถารเหมือนกัน และส่วนใหญ่พวกที่มาทัวร์เปิบวิตถารนี่ก็จะอยู่ในวัยดึกแทบทั้งนั้น
ส่วนกับข่าวเรื่องของ คนกินเนื้อหมาดิบๆที่เพิ่งถูกรถชนมาสดๆใหม่ๆ(จากรายการชั่วโมงพิศวง) หรือเรื่องของคนกินเนื้อผีหรือกินศพที่เผาได้ไม่นานแถมยังบอกว่ามีรสอร่อยเสียด้วย(จากหน้าหนึ่งนสพ.หัวสียักษ์ใหญ่) บางคนก็ว่าเป็นการเปิบวิตถาร ส่วนบางคนก็ว่าที่พวกเขากินนั้นเป็นเพราะความหิวบังคับให้ต้องกิน
ซึ่งผมว่ากรณีนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มคนที่ถูกยกย่องให้เป็นผู้ทรงเกียรติ แต่ว่ามีพฤติกรรมชอบเปิบวิตถารทั้ง อิฐ หิน ดิน ปูน ทราย จากโครงการต่างๆ ที่นับวันดูเหมือนว่าจะหนักข้อขึ้นและเปิบวิตถารกันมากขึ้น เพราะมีทั้ง พวกเปิบวิตถารน้ำมันดีเซล 6,000 ล้านบาท เปิบวิตถารบ่อบาดาล 2,500 ล้านบาท เปิบวิตถารสต๊อคลำไยลม 2,000 ล้านบาท และอีกหลากหลายเมนู
สำหรับพวกเปิบวิตถารพวกนี้ผมถือว่าเป็นพวก “เปิบวิตถาร ล้างผลาญประเทศชาติ”ที่น่าส่งไปปีนต้นงิ้วจริงๆ!!! พับผ่าเหอะ...


