xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนอดีตเมืองกรุงฯ ที่ “พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

โดย : หนุ่มลูกทุ่ง

ด้วยความที่เด็กบ้านนอกอย่างฉันเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง (ที่หลายๆคนคิดว่าศิวิไลซ์) หลายปีดีดักแล้ว ซึ่งก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวกรุงเทพฯในปัจจุบันมากมาย ทำให้ฉันอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าวิถีการดำเนินชีวิตของชาวกรุงเทพฯในอดีตจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ แตกต่างจากทุกวันนี้แค่ไหน

ด้วยเหตุนี้ฉันจึงออกเสาะหาว่ามีที่ไหนบ้าง ที่สามารถให้ข้อมูลเรื่องราววิถีชีวิตใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯในอดีต ซึ่งหลังจากสอบถามผู้รู้ก็ได้คำตอบว่า ที่ “พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก” เขตบางรัก นับเป็นอีกแห่งหนึ่งที่รวบรวมเรื่องราวของชาวกรุงฯในอดีตไว้ให้เราชมและศึกษาแบบเข้าใจง่าย แต่ว่าก็ได้อรรถรสไม่น้อย

เมื่อรู้แหล่งแล้ว ฉันก็มุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์บางกอกทันที ซึ่งพอมาถึงก็มีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับและบอกเล่าประวัติของที่นี่เปรียบเสมือนไกด์นำเที่ยวเลยทีเดียว นอกจากนั้นการมาเข้าชมที่นี่ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่น้อย ส่วนบริเวณทั่วไปในพื้นที่พิพิธภัณฑ์แตกต่างกับจินตนาการของฉันโดยสิ้นเชิง เพราะที่นี่มีลักษณะภายนอกแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป เพราะสิ่งที่ฉันเห็นก็คือ บ้านเก่า 4 หลัง แต่ละหลังตั้งแยกออกจากกัน พื้นที่โดยรอบก็ร่มรื่นทำให้รู้สึกเย็นสบายและเป็นธรรมชาติมาก

 

ขณะที่ฉันกำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศโดยรอบนั้น เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็อธิบายให้ฟังว่าพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกได้จัดขึ้นตามความตั้งใจของ อาจารย์วราพร สุรวดี ผู้เป็นเจ้าของบ้านซึ่งอยากจะจัดบ้านหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ดังนั้นจึงได้ปรึกษากับ พลเรือตรี สมภพ ภิรมย์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ 2529) ว่าจะนำบ้านและทรัพย์สินที่ได้รับมรดกจากมารดา คือ ยกให้กับกรมศิลปากรเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ เมื่อตกลงดำเนินเรื่องเรียบร้อยจนพร้อมที่จะโอนให้กรมศิลปากร อ.วราพร ก็ได้ระงับเรื่องการโอนบ้านหลังนี้ไว้เนื่องจากติดปัญหาว่ากรมศิลปากรไม่มีหนังสือราชการออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรให้แน่ใจว่าจะนำไปจัดเป็นพิพิธภัณฑ์จริงๆ ดังนั้นจึงดำเนินการจัดทำพิพิธภัณฑ์ด้วยตัวเอง

ต่อมา อ.วราพร ได้ทำเรื่องยกบ้านหลังนี้ให้เป็นสมบัติของกรุงเทพมหานคร โดยมีเงื่อนไขว่าต้องให้ อ.วราพร พักอาศัยอยู่ที่นี่ได้ในอาคารที่อาศัยปัจจุบัน

ซึ่งฉันว่าเป็นเรื่องดีที่ อ. วราพร ไม่ได้ยกบ้านให้กรมศิลป์ฯ เพราะเท่าที่เห็นอะไรที่อยู่ในการครอบครองของกรมศิลป์ฯส่วนมากจะถอยหลังลงคลองมากกว่าเดินหน้าพัฒนา

กลับมาที่เรื่องของพิพิธภัณฑ์บางกอกต่อดีกว่า สำหรับพิพิธภัณฑ์ฯแห่งนี้ประกอบไปด้วยอาคารจัดแสดงทั้งสิ้น 3 หลัง และอาคารที่พักอาศัยของเจ้าของบ้าน 1 หลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพาฉันไปชมอาคารจัดแสดงทั้ง 3 หลัง อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

อาคารหลังที่ 1 เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นในปี 2480 เป็นสถาปัตยกรรมที่ได้อิทธิพลมาจากตะวันตก หลังคาเป็นทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวสีแดง ผนังอาคารสร้างด้วยไม้ทาสีเลียนแบบผังก่ออิฐถือปูนโดยให้ช่างชาวจีนเป็นผู้ก่อสร้าง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน 2,400 บาท ในสมัยก่อนนะ เพราะถ้าเป็นในสมัยนี้ฉันคิดว่าคงได้แค่กรงนกเท่านั้นเอง ต่อมาอาคารหลังนี้ได้มีการสร้างเพิ่มเติมภายหลังอีกในปี 2503

ชั้นล่างประกอบไปด้วย ห้องหนังสือ ห้องอาหาร ห้องนอน ห้องรับแขก ซึ่งแต่ละห้องก็จะจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆประจำห้องนั้นๆ แต่ที่ฉันให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็คือ เปียโนงาช้าง ซึ่งตั้งอยู่ในห้องรับแขกและยังสามารถใช้งานได้ เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีความเชื่อว่าถ้ามีใครไม่สบายหรือเจ็บไข้ได้ป่วยให้มาเล่นเปียโนงาช้างก็จะหายเพราะเปียโนงาช้างสามารถดูดพิษไข้ได้ เห็นทีถ้าฉันไม่สบายคงจะต้องมานั่งเล่นเปียโนที่นี่บ้างแล้ว จะได้ไม่ต้องไปหาหมอให้เปลืองกะตังค์

อีกจุดหนึ่งที่ฉันสนใจก็คือบริเวณที่พักบันได ซึ่งตั้งแสดง เครื่องอัดผ้า หรือถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งของในปัจจุบันนั่นก็คือ เตารีด นั่นเอง เรียกว่า เป็นเตารีดโบราณรุ่นแรกเลยก็ว่าได้ เห็นแล้วทำให้อดรู้สึกชื่นชมถึงภูมิปัญญาของคนในสมัยก่อนเสียไม่ได้

ชั้นบนประกอบด้วย ห้องแต่งตัวแบบยุโรป มีโต๊ะเครื่องแป้ง อ่างล้างหน้า เครื่องใช้ของผู้ชายที่ใช้ในการโกนหนวดและกระจก โต๊ะเครื่องแป้งในห้องนี้เป็นศิลปะแบบเดโค คือมีกระจกประดับทั้ง 3 ด้าน สามารถมองเห็นได้ทั้งด้านหน้า และซ้ายขวา ตู้อีกหลังจัดแสดงกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือของผู้หญิง ในสมัยนั้น เห็นแบบนี้แล้วทำให้รู้ว่าไม่ว่าจะยุคสมัยใดคนเราก็รักสวยรักงามด้วยกันทั้งนั้น ว่าแล้วฉันก็ขอส่องกระจกซะหน่อยละกัน

อาคารหลังถัดมาเป็น อาคารหลังที่ 2 เดิมบ้านหลังนี้ปลูกที่ทุ่งมหาเมฆ ซอยงามดูพลู เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น มีรูปแบบสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกับหลังแรก สร้างขึ้นในปี 2472 จุดประสงค์ที่สร้างบ้านหลังนี้ คือ เพื่อใช้ชั้นล่างเป็นคลินิกของ คุณหมอฟรานซิส คริสเตียน ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นสามีคนแรกของคุณแม่ของ อ.วราพร ท่านจบการศึกษาทางด้านศัลยแพทย์ จากอังกฤษ แต่ครั้นบ้านหลังนี้สร้างเสร็จยังไม่ทันเข้าอยู่ คุณหมอฟรานซิส ก็ล้มป่วยลง และเสียชีวิต บ้านหลังนี้จึงไม่ได้ใช้เอง คุณแม่ของ อ.วราพร ให้คนเช่าเรื่อยมา จนยกที่ดินนี้ให้แก่ อ.วราพร ในที่สุด

ครั้นเมื่อจะทำพิพิธภัณฑ์นั้นขาดเงินที่จะนำมาปรับปรุง จึงขายที่ดินและขอเอาบ้านไว้ และได้รื้อบ้านที่ทุ่งมหาเมฆ มาจัดสร้างไว้ที่นี่ โดยมีขนาดย่อส่วนลงตามพื้นที่ที่มีจำกัด ตกแต่งบ้านด้วยสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆของคุณหมอ ฟรานซิส คริสเตียน เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับคุณหมอผู้ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้โถงล่างของบ้านจะพบรูปหล่อของคุณหมอฟรานซิส คริสเตียน ซึ่งปั้นโดย อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ชั้นบนของบ้าน จัดเป็นห้องนอน ข้างบันไดมีห้องน้ำและห้องเก็บของใต้ถุนบ้าน

อาคารหลังที่ 3 เดิมเป็นตึกแถวจำนวน 8 ห้อง ซึ่งมารดาของ อ.วราพรปลูกไว้ให้เช่า เมื่อทำพิพิธภัณฑ์จึงบอกเลิกสัญญาเช่า และปรับปรุงอาคารเสียใหม่เพื่อใช้เป็นอาคารจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้และจัดนิทรรศการ

ชั้นล่าง จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้สมัยก่อน เช่น ถ้วยชาม ช้อน กระต่ายขูดมะพร้าว เป็นต้น ของโบราณที่ฉันสนใจชิ้นหนึ่ง คือ ชักลมไม้ ตัวเครื่องมีลักษณะคล้ายกับเครื่องปรับอากาศชนิดติดตั้ง แต่ทำด้วยไม้ มีไม้ยื่นออกมาเพื่อชักเข้า-ออก ลมออกทางช่องออกตรงกลางมากพอที่จะเป่าไฟให้แรงพอที่จะหลอมโลหะเช่นทองได้

ชั้นบน ปัจจุบันจัดแสดงเป็นนิทรรศการต่างในหัวข้อพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเขตบางรัก ซึ่งบริหารจัดการโดยกทม. มีการจัดแสดงนิทรรศการภาพรวมของกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ประวัติความเป็นมาของชื่อ บางกอก ประวัติความเป็นมาของเขตบางรัก

ในที่สุด ฉันก็ได้รู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯในสมัยก่อนว่าเป็นอย่างไร เหมือนกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปในสมัยนั้น ถึงแม้ว่าในสังคมปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่พื้นที่ประมาณ 1 ไร่เศษๆ ตรงนี้ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิต ภูมิปัญญาของคนท้องถิ่นได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง หากใครมีเวลาว่างก็น่าจะลองไปสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆที่ “พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก” แห่งนี้ดูบ้าง

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ตั้งอยู่ เลขที่ 273 ซอยเจริญกรุง 43 ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก จากปากซอยเข้าซอยไปประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอพิพิธภัณฑ์อยู่ทางด้านขวามือ รถประจำทางที่ผ่าน ถนนเจริญกรุง มีรถสาย 1,16,35,75,93 จากนั้นเดินเข้าซอยเจริญกรุง 43 ประมาณ 300 เมตร จะพบพิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ทางด้านขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2234-6740, 0-2246-0301-2 ต่อ 2588