“เป็นลูกผู้หญิงก็ต้องหัดเป็นแม่บ้าน ทำงานบ้าน อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ส่วนเรื่องเสี่ยงๆ โลดโผนน่ะ ให้ผู้ชายเขาทำไปเถอะ”
คุณแม่รุ่นไหนๆ ที่มีลูกสาว ก็มักจะสั่งสอนลูกด้วยประโยคนี้บ่อยๆ จนกลายเป็นค่านิยมสืบต่อกันมาว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ ส่วนผู้ชายจะไปหัวหกก้นขวิดที่ไหนก็ไม่มีใครว่า
แต่ถ้าคุณแม่ในรุ่นก่อนๆ ได้มาเห็นอาชีพของสามสาวแห่งสวนเสือศรีราชา จ.ชลบุรี อาจจะต้องตบอกผาง และอุทานว่า “คุณพระช่วย!!” ก็เป็นได้
อาชีพที่ว่านั้นแม้แต่ผู้ชายบางคนยังไม่กล้าคิดจะทำ แต่เธอเหล่านี้กลับทำได้ นั่นก็คือ การแสดงโชว์กับสัตว์ดุร้ายอย่างถึงพริกถึงขิง!?!
ผู้หญิงล่อตะเข้
สาวๆที่แต่งตัวล่อตะเข้ เมื่อมาเจอกับ เกวลิน เพชรภูเขียว หรือ “ปิ๊ก” สาวอายุ 24 ปี ที่เป็นคนละคนกับปิ๊ก 24 ชม. จากจังหวัดเลย
ณ วันนี้ ปิ๊กได้รับฉายาว่า “สาวบ่อโชว์” แห่งสวนเสือศรีราชา เพราะหน้าที่หลักๆของปิ๊กต้องเอาหัวตัวเองไปใส่ไว้ในปากของจระเข้ทุกๆ วัน มาเป็นเวลา 2 ปีกว่าๆแล้ว
“เคยมาดูการแสดงโชว์จระเข้ของที่นี่แล้ว พอดีที่สวนเสือมีคนลาออก แล้วเพื่อนแนะนำให้มาแสดงโชว์ที่นี่ ก็เลยมาสมัครลองดู มันคงตื่นเต้นดี แต่คิดว่าถ้าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้”ปิ๊กเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่เลือกมาทำงานเสี่ยงชีวิตแบบนี้
เมื่อตกลงปลงใจว่าจะทำอาชีพนี้ เธอก็ได้ตัดสินใจเอาชีวิตมาเสี่ยงกับจระเข้น้ำจืดทั้ง 5 ตัว
“3 เดือนแรกๆ ที่มาก็ต้องฝึกไหว้ครูก่อน เพราะก่อนการแสดงต้องมีการทำความเคารพครูบาอาจารย์ และเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ถ้าไม่ได้ไหว้แล้วก็จะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ พอฝึกไหว้จนคล่องแล้วจากนั้นก็มาฝึกกับหัวจระเข้ปลอม” ปิ๊ก เล่า
สำหรับความรู้สึกครั้งแรกที่ต้องเอาหัวไปใส่ไว้ในปากจระเข้ ปิ๊กบอกว่า
“ก็ตื่นเต้น กลัวบ้างนิดหน่อย ทำอะไรผิดๆ ถูกๆ คนดูก็เยอะ แต่ตอนนี้อยู่กับพวกเขาจนชินแล้ว”
ในการสร้างความคุ้นเคยกับมันนั้น ปิ๊กเล่าว่า เธอต้องเป็นคนให้อาหาร แล้วก็คอยสังเกตท่าทางของเขา ว่าเขา(จระเข้)จะยอมเราไหม เขาดุไหม นอกจากจะดูตาแล้วก็ต้องใช้สัญชาติญาณด้วย
แน่นอนว่าสัตว์เหล่านี้ แม้จะถูกเลี้ยงดูมาด้วยคน แต่ถึงอย่างไรสัตว์ก็ยังเป็นสัตว์ ยังมีความดุร้ายตามธรรมชาติอยู่ ดังเรื่องอุบัติเหตุก็ย่อมเกิดขึ้นได้
“เคยโดนเขาฟาดหางด้วย เพราะหลบไม่ทัน ขาเขียวไปหลายวัน เขี้ยวมันก็เคยโดน เพราะวันนั้นเอาหัวออกไม่ทัน จริงๆ แล้วเราจะรู้จังหวะของตัวเอง ถ้าเวลาเขาไม่ยอม หัวเขาจะส่าย เราก็ต้องรีบเอาหัวออก แต่วันนั้นเอาหัวออกไม่ทัน”
ส่วนเทคนิคในการทำอย่างไรไม่ให้จระเข้งับหัวเอานั้น ปิ๊กบอกว่า
“เราต้องกะเอาว่าจะยื่นหัวเข้าไปมากแค่ไหน เข้าไปลึกมากก็ไม่ได้ เพราะถ้าโดนเพดานปากแล้วมันจะงับเอา คือเวลาเอาหัวเข้าไปต้องไม่ให้โดนอะไรมันเลย ผมก็ต้องเก็บให้หมด วินาทีที่เอาหัวเข้าไปก็ต้องมั่นใจ”
ปิ๊กฝากบอกถึงผู้หญิงที่อยากจะมาทำงานตรงนี้ว่า
“จระเข้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด เมื่อเราอยู่กับเขาทุกวันๆ เราก็จะรู้ว่าเขาเป็นยังไง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องระวังตัวเอง ต้องอาศัยการฝึกฝน ไม่ใช่มาถึงแล้วก็ลงน้ำเลย”
ปิ๊กบอกว่าอยากจะทำอาชีพนี้ไปเรื่อยๆ เพราะยังสนุกกับงานตรงนี้อยู่ มีรายได้คุ้มค่าเสี่ยง ยังดีใจกับคำชื่นชมของคนดูและมีความภูมิใจกับฉายา “ไกรทองหญิง” ที่ทุกคนตั้งให้
เสือผู้หญิงหรือจะสู้ผู้หญิงเล่นกับเสือ
ใครที่เคยร้องเพลง “ตั้งใจมาหลอก” ท่อน “เสือผู้หญิง ที่หยิ่งอย่างทรนง” เมื่อมาเจอกับ “อ้อย” คงจะต้องชิดซ้าย เพราะอ้อย หรือ “สุวรรณี ศรีสวัสดิ์” สาวสุพรรณบุรีอายุเพียง 19 ปี ยังไม่ถึงเกณฑ์บรรลุนิติภาวะ แต่กลับเลือกอาชีพเสี่ยงๆ อย่างการแสดงโชว์กับเสือเพราะต้องการแสดงความสามารถของตัวเองออกมา
“เมื่อก่อนนี้เป็นพนักงานขายของที่ระลึกที่สวนเสือนี้อยู่หนึ่งปี แล้วผู้จัดการทั่วไปของที่นี่เขาชวนให้ลองมาแสดงโชว์เสือ ใช้เวลาฝึกอยู่ 2 ปี ก่อนจะเริ่มออกแสดง”
ครั้งแรกที่ได้จับตัวเสือ อ้อยบอกว่า กลัวจนตัวสั่น แต่มีวิธีข่มความกลัวโดยการทำใจเย็นๆ และพยายามสื่อสารกับเขา
“เสือที่ใช้เป็นเสือพันธุ์รอยัล เบงกอล อายุ 3 ปีขึ้นไป มีทั้งหมด 8 ตัว ต้องแสดงด้วยกันหมดทุกตัว การแสดงโชว์เสือที่นี่ก็จะเป็นการสั่งให้เสือนั่ง ยืน ให้เดิน 2 ขา กลิ้งตัว กระโดดลอดบ่วงไฟ กระโดดข้ามกัน และให้เสือสวัสดี” อ้อยเล่าให้ฟัง
กว่าจะคุ้นเคยกันขนาดออกคำสั่งเสือได้ อ้อยจะต้องทำให้มันไว้ใจ เข้าไปคลุกคลี ไปให้อาหาร และไปเล่นกับมันทุกวัน วันละประมาณครึ่งชั่วโมง ดูเหมือนจะเป็นเวลาสั้นๆ แต่หากอยู่นานกว่านั้นเสือจะเกิดความเครียด เพราะมันก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง
2 ปีที่เริ่มแสดงมา อ้อยยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เพียงแต่ถูกข่วนบ้างเล็กน้อย ไม่ร้ายแรง ส่วนความรู้สึกในการแสดงแต่ละครั้ง อ้อยบอกว่า
“ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ถึงจะกลัวบ้างในแต่ละครั้งแต่ก็ต้องใช้ความสามารถของเรา เพราะบางทีถ้าอากาศร้อนๆ เขาก็จะเครียด เราก็ต้องให้เขาอยู่สบายๆ แต่เขาก็คุ้นเคยกับเราแล้ว กล้าเล่นกับเขาแล้ว เมื่อเราไม่ทำร้ายเขา เขาก็ไม่ทำร้ายเราเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไร สัตว์หน้าขนก็ไว้วางใจมากไม่ได้”อ้อยเล่า
ในเรื่องของการป้องกันตัวเองนั้น อ้อยบอกว่าจะต้องไม่หันหลังให้เสือ แต่ก็มีบางช่วงของโชว์ที่ต้องหัน แต่ว่าก็จะมีคนคอยดูอยู่ข้างหลังตลอด เพื่อระวังอันตรายที่เกิดขึ้น โดยตัวเราต้องไม่ประมาทด้วย
หากจะเกิดอันตรายขึ้นมาก็จะมีคนคอยดูอยู่ข้างหลังตลอด และตัวเราเองก็ไม่ประมาทด้วย
“ด้วยความที่เป็นผู้หญิงแต่มาแสดงโชว์อย่างนี้ทำให้มีคนสนใจมาก เพราะว่าส่วนมากผู้หญิงจะไม่กล้า ยิ่งเป็นเสือก็ยิ่งกลัว แต่สำหรับอ้อยมันคือการท้าทาย อยากรู้ว่าเขาจะรับเราได้ไหม แล้วเราจะรับเขาได้ไหม” อ้อยปิดท้าย
นางพญาแมงป่องผยองเดช
สำหรับหญิงเสี่ยงคนสุดท้าย เธอได้รับฉายาว่า “นางพญาแมงป่อง” แห่งสวนเสือฯ หรือ “บุ๋ม” วิลัดดา แก้วประเสริฐ สาวนครสวรรค์ อายุเพียง 19 ปี ที่ต้องมาใช้ชีวิตกว่า 3 ปี อยู่กับแมงป่องกว่า 100 ตัว เล่าถึงที่มาที่ไปในการมาแสดงโชว์แมงป่องว่า
“เคยมาดูการแสดงแมงป่องของที่นี่มาก่อน ก็รู้สึกว่าคนแสดงเขาเก่ง ในความคิดของเราก็คือเป็นผู้หญิงแต่ก็ยังกล้าอยู่กับแมงป่องซึ่งเป็นสัตว์มีพิษ ถึงจะพิษไม่ร้ายแรงมากแต่คนก็ยังกลัว พอคนแสดงของที่นี่ขาด ญาติก็แนะนำให้มาสมัคร”
ส่วนความรู้สึกเมื่อได้มาแสดงเองจริงๆ นั้น บุ๋มบอกว่า ตอนแรกก็กลัว แต่อยู่ๆ ไปก็เกิดความคุ้นเคย แมงป่องก็ไม่น่ากลัวอย่างที่เราคิดเท่าไร
“ใช้เวลาฝึกอยู่ 3 เดือน ต้องเรียนรู้วิธีการจับ คือต้องจับตัวเขาตรงปลายหาง ใกล้กับเหล็กใน บางทีถ้าจับผิดที่เขาก็จะต่อยเอาเหมือนกัน แล้วก็ต้องคอยเรียนรู้นิสัย และคอยสังเกตกิริยาท่าทางว่าเขาโกรธเราหรือเปล่า ถ้าเขากำลังโกรธแล้วเราเดินเฉียดไปใกล้เขาจะชูหางขึ้น แล้วงอตัว เดินถอยหลัง ถ้าเราเข้าไปใกล้อีกนิดหนึ่งเขาจะวิ่งมาต่อยเราทันที” บุ๋มเล่า
สำหรับการแสดงนั้น ก็จะเป็นการเอาแมงป่องช้างกว่า 100 ตัว มาเกาะบนตัว แล้วก็ให้ผู้ชมถ่ายรูป หรือเอาแมงป่องไปเกาะบนเสื้อหรือบนฝ่ามือของผู้ชมด้วยก็ได้ บุ๋มบอกว่าเวลาแมงป่องเกาะอยู่บนตัวมันก็จะเดินไปเดินมาอยู่บนหลัง บางทีถ้าทำแรงเกินไป ไม่ทันระวัง เขาก็จะงอตัวมาหนีบ หรือต่อยเอาได้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังโดนต่อยอยู่ประมาณวันละครั้ง
“แมงป่องจะสายตาสั้น และสายตาไม่ทนแสงเท่าไร เมื่อเจอแสงในตอนกลางวันเขาก็จะอาศัยดมกลิ่นเอา เวลาอยู่บนตัวเรา เขาได้กลิ่นที่คุ้นเคยเขาก็จะอยู่นิ่งๆ ไม่ต่อย เพราะเขารู้ว่าเราไม่ทำร้ายเขาแน่นอน” บุ๋มบอก
เมื่อถามถึงความประทับใจในการได้มาทำอาชีพนี้ บุ๋มตอบว่า
“มันทำให้เราได้รู้จักกับสัตว์ที่เวลาคนทั่วไปเจอเมื่อไรก็จะตีทันที เพราะเห็นว่าเขาดุร้าย และรู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้า และได้ลองจับเขาแบบนี้ ให้เขามาอยู่บนตัวเรา แม้ตอนแรกจะกลัว แต่ก็คิดซะว่าถ้าเอาความอ่อนโยนเข้าหาเขา เขาก็จะรู้สึกปลอดภัย เพราะแมงป่องไม่สามารถรีดพิษออกได้ ดังนั้นเราต้องเซฟตัวเอง”
บุ๋มปิดท้ายว่า “สัตว์ทุกประเภทไม่ได้จัดว่าชั้นต่ำหรือชั้นสูง แมงป่องก็เป็นสัตว์น่ารักชนิดหนึ่ง เหมือนสุนัขที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน ถ้าเราให้ความเชื่อมั่นว่าเรารักเขา ไม่ทำร้ายเขา เขาก็จะเชื่อมั่น และรักเรา”
เห็นความสามารถของสาวไทยใจกล้าเหล่านี้แล้วก็ต้องขอยกนิ้วให้ด้วยความชื่นชม ตัวของทั้งสามสาวเองก็ยืนยันว่าจะขอทำอาชีพนี้ต่อไปเรื่อยๆ รวมทั้งทางสวนเสือศรีราชาเองก็กำลังคิดชุดการแสดงใหม่ๆ ออกมาเพื่อให้คนดูอย่างเราๆ ต้องคอยลุ้นอย่างใจหายใจคว่ำกันต่อไป เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงรอติดตามชมอยู่ ก็โชว์ดีๆ แบบนี้ หาดูได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวที่เด็กๆไม่ควรลอกเลียนแบบ
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ผู้หญิงกับงู : หญิงไทยใจเกินร้อย
วรรณนภา ป้องขวาพล นักแสดงในชุดผู้หญิงไทยใจเกินร้อย จากบ้านโคกสง่า หรือหมู่บ้านงูจงอาง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งต้องแสดงโชว์การอมหัวงูจงอางมากว่า 6-7 ปีแล้ว เล่าให้ฟังว่า ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีการขายยาสมุนไพร เมื่อเดินทางไปขายที่ไหนก็จะมีการเอางูไปแสดงเพื่อเรียกให้คนมาดู และมาเพื่อขายสมุนไพรไปด้วย
“การแสดงที่ใช้ผู้หญิงก็มีชุด ผู้หญิงไทยหัวใจเกินร้อย คือการโชว์อมหัวงูโดยกลุ่มแม่บ้านประมาณ 10 คน เป็นการเต้นรำโดยมีงูคล้องคอ เสร็จแล้วก็อมหัวมัน”
หลายคนที่ฟังแล้วก็ทำหน้าตาแบบบรรยายไม่ถูก แต่วรรณนภาบอกว่า เคยเลี้ยงงูมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นก็อยู่กับมันมาจนชินแล้ว จึงไม่ต้องมีการเตรียมตัวอะไรมาก
งูที่ใช้แสดงก็มีทั้งงูเหลือมและงูจงอาง แต่ที่น่ากลัวก็คืองูจงอาง เพราะเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในบรรดางูทั้งหลาย แถมงูจงอางเหล่านั้นก็ยังไม่ได้รีดพิษอีกด้วย แต่วรรณนภาบอกว่าที่มันไม่กัดก็เพราะเราเลี้ยงมันมานาน จนมันเชื่องแล้ว แต่ถ้ามันโมโหมันก็กัดเอาเหมือนกัน
“ตัวพี่ยังไม่เคยโดนกัด แต่ถ้าใครถูกกัด วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็คือต้องรีบกินว่านพญางูทันที แล้วฝนว่านกับมะนาวแปะบนแผล แล้วรีบไปอาบน้ำให้ตัวเย็นลง เพราะพิษงูมันร้ายแรงมาก แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็ต้องไปฉีดเซรุ่มที่โรงพยาบาล” วรรณนภาเล่า
“รายได้นั้นก็แล้วแต่ผู้ชมจะให้ ได้มาแล้วก็จะเอาไปเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าอาหารงู ส่วนรายได้อีกทางก็จะได้จากการขายสมุนไพรด้วย” วรรณนภากล่าวก่อนจะบอกว่า จะขอแสดงต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นอาชีพเสริมก่อนการทำนา


