xs
xsm
sm
md
lg

ถามเหล่าเฟรชชี่ : ไปรับน้องกันที่ไหนดี??

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หลังฤดูกาลเอ็นทรานซ์อันเป็นฤดูกาลแห่งความเคร่งเครียดของเด็กม.6 ผ่านพ้นไป ฤดูเปิดเทอมใหม่ก็เข้ามาแทนที่
และไม่ว่าใครจะได้ไปอยู่มหาวิทยาลัยไหนก็ตาม สิ่งที่จะมีตามมาเกือบเหมือนๆ กันทุกที่ก็คือเทศกาลรับน้อง ซึ่งจะว่าไปแล้ว สิ่งนี้ถือว่าเป็นเหมือนการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนๆ และรุ่นพี่รุ่นน้อง

เมื่อก่อนเราอาจจะเคยได้ยินข่าวการรับน้องแบบโหดๆ จนบางครั้งถึงกับทำให้รุ่นน้องเสียชีวิตไปเลยก็มี เช่น รุ่นพี่จับรุ่นน้องโยนบก หรือการรับน้องด้วยวิธีแปลกๆ เช่น บังคับให้รุ่นน้องผู้ชายแก้ผ้า หรือทำอะไรทะลึ่งตึงตังจนถึงขั้นลามกอนาจาร แต่กิจกรรมไม่สร้างสรรค์อย่างนี้ก็ค่อยๆ หมดไป เพราะมาถึงปัจจุบันนี้การรับน้องส่วนมากจะเน้นในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องมากกว่าต้องการจะแกล้งให้ได้เจ็บหรืออาย หรือเพื่อความสะใจของรุ่นพี่อย่างเดียว

เอาล่ะ... ในเมื่อสามารถไปรับน้องได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลกับกิจกรรมแปลกประหลาดที่อาจรับไม่ได้แล้ว คำถามต่อไปคือ “จะไปรับน้องกันที่ไหนดีล่ะ?”
 

สำหรับสถานที่รับน้องสุดฮิตที่มักเป็นตัวเลือกแรกๆ ของนักศึกษาก็คือ ชายทะเล ไม่ว่าจะเป็นชายทะเลทางภาคตะวันออก แถวจังหวัดระยอง ชลบุรี เช่น บ้านเพ พัทยา เกาะเสม็ด หรือจะเป็นชายทะเลทางภาคตะวันตก แถบจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เช่น หาดชะอำ หัวหิน ก็ได้รับความนิยมพอๆ กัน

เหตุผลที่รุ่นพี่มักเลือกทะเลเป็นสถานที่รับน้องก็คือเพราะบรรยากาศดี มีน้ำให้เล่น เพราะถ้ามีน้ำก็จะสามารถเล่นกิจกรรมต่างๆ ได้เยอะ จะให้น้องลงไปทำอะไรในทะเลก็ได้ หรือถ้าเล่นจนเลอะเทอะแล้วจะให้น้องไปล้างตัว ก็ให้วิ่งลงทะเลไปเลยก็ได้สบายมาก

บูม จากคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ ปี 4 เล่าย้อนอดีตให้ฟังถึงเมื่อสมัยอยู่ปี 2 ซึ่งเป็นการรับน้องภาค รุ่นพี่ได้พาไปรับน้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กิจกรรมต่างๆ ที่พี่ได้เตรียมไว้ให้นั้นก็เริ่มกันตั้งแต่บนรถเลยทีเดียว โดยการเอาผ้ามาปิดตา โดยน้องๆ จะไม่รู้ว่าที่หาดนั้นเป็นอย่างไร ถือว่าเป็นสร้างความตื่นเต้นได้อย่างหนึ่งนอกจากนั้นก็เป็นการร้องเพลง และให้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ถ้ารุ่นพี่มาถามแล้วตอบไม่ได้ก็จะโดนทำโทษ เมื่อถึงที่หมายแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการลอดซุ้ม แบ่งให้รุ่นน้องไปเข้าฐานของรุ่นพี่ที่ริมทะเล และมีการแกล้งกันอย่างสนุกสนาน

ส่วน เคน รุ่นพี่ปี 4 คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยไปรับน้องที่หัวหินบอกว่า มักจะเลือกสถานที่รับน้องเป็นทะเล ตามรีสอร์ทต่างๆ ซึ่งปัจจัยในการเลือกสถานที่นั้นก็จะดูเรื่องความจุ จะต้องดูว่ามีน้องไปกี่คน และสถานที่สามารถรับรองจำนวนคนได้หรือไม่ ทำกิจกรรมได้สะดวกหรือเปล่า

“โดยมากพวกเรามักจะเลือกสถานที่ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว เพื่อป้องกันอันตรายจากคนข้างนอก รวมทั้งต้องเช็คด้วยว่าแถวๆ นั้นมีโรงพยาบาลอะไรบ้าง เผื่อเกิดปัญหาอะไรก็จะได้แก้ไขได้ทันที แต่ก็มักไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ่อยนัก และส่วนเหตุผลที่เลือกทะเลนั้นก็เพราะเรื่องของบรรยากาศ และพื้นที่ที่กว้างขวาง และทำกิจกรรมได้หลายอย่าง” เคมอธิบายเพิ่ม
 
แล้วถ้าถามเหล่าเฟรชชี่บ้างว่า ถ้าเลือกได้ อยากจะไปรับน้องกันที่ไหน เขาจะตอบกันว่าอย่างไร?


จิ๊บ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เพิ่งกลับจากการรับน้องจากจังหวัดประจวบฯ บอกว่า ถ้าเลือกได้ก็ยังอยากไปทะเลเหมือนเดิม เพราะชอบบรรยากาศแถวชายทะเล รวมทั้งยังทำกิจกรรมได้เยอะ เล่นฟุตบอลชายหาดก็ได้ วอลเล่ย์บอลชายหาดก็ได้ แต่ถ้าเป็นทางแถบภูเขาคิดว่าน่ากลัว เพราะอาจจะมีสัตว์มีพิษเช่น งู หรือทาก ที่เป็นอันตรายได้

ส่วน นุ๊ก เฟรชชี่จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่เพิ่งผ่านการรับน้องมาจากหัวหิน เล่าให้ฟังว่าในการไปรับน้องนั้นพี่ๆ ก็คอยดูแลเป็นอย่างดี แต่โดยส่วนตัวแล้วนุ๊กบอกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปรับน้องนอกสถานที่ ในมหาวิทยาลัยก็รับน้องได้ ไม่จำเป็นจะต้องออกไปข้างนอกให้สิ้นเปลือง

ส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่คนที่ไปรับน้องที่ทะเล แล้วสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ทะเลล่ะ ไม่มีใครอยากไปบ้างเลยหรือ?
 

อู๋ นักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์การรับน้องจากทั้งภูเขาและทะเล มาเปรียบเทียบทั้งสองที่ให้ฟังว่า “ถ้าเป็นทะเลจะเหมาะกับการรับน้องแบบเด็กปริญญาตรี คือลุยๆ สนุกๆ บ้ากันเต็มที่ มีทั้งการลอดซุ้ม การปะแป้ง และการเข้าฐาน ทะเลก็ถือว่าเหมาะสมมาก เพราะเอาไว้ทำเรื่องเลอะๆ เทอะๆ ก็ได้ หรือถ้าเลอะมากจะลงไปล้างตัวให้สะอาดก็ได้อีก ซึ่งตอนที่เรียนปริญญาตรีก็ไปรับน้องที่ทะเล”

“แต่ตอนเรียนปริญญาโทไปรับน้องกันที่รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี นักศึกษาปริญญาโทส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงานกันแล้ว และคงไม่อยากจะมาเต้น หรือปะแป้ง ลอดซุ้มแล้ว แต่จะเน้นไปทางนั่งพูดคุย ทำความรู้จักกันมากกว่า ซึ่งการรับน้องในลักษณะนี้ก็เพียงแต่ต้องหาสถานที่ที่มีห้องประชุม หรือห้องสัมมนาใหญ่ๆ มานั่งคุยกันเท่านั้น”

ทั้งนี้เหตุผลที่ทะเลได้รับความนิยมในการรับน้องมากกว่า ป่าหรือภูเขา เหล่านักศึกษาก็ให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะว่าในป่าหรือบนภูเขาที่ไม่ใช่รีสอร์ทนั้น ไม่มีสถานที่ที่สะดวกและกว้างขวางพอสำหรับการจัดกิจกรรม รวมทั้งการเดินทางที่ค่อนข้างลำบากมากกว่าพื้นที่อย่างทะเลเพราะกว่าที่จะเดินบุกป่าขึ้นเขาไปจนถึงบริเวณที่จะจัดกิจกรรมได้ก็อาจจะเหนื่อยจนไม่คิดจะร้องเพลง เล่นเกมอะไรแล้วก็เป็นได้

และที่สำคัญ ก็คือการไปส่งเสียงดังโหวกเหวกซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการรับน้องนั้นไม่เหมาะที่จะทำกันในป่า เพราะจะเป็นการรบกวนสิงสาราสัตว์ต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ด้วย แต่ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดเลยถ้าไปรับน้องกันที่ทะเล ยิ่งถ้าเป็นการปิดรีสอร์ทเพื่อการรับน้องโดยเฉพาะด้วยแล้วละก็ ...จะตะเบ็งเสียงกันแค่ไหนก็ไม่มีใครเดือดร้อน

แต่ถ้าถามถึงเรื่องความปลอดภัยล่ะ ไปรับน้องที่ไหนดีถึงจะมีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด
 

อันนี้ก็คงตอบได้เลยว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็อันตรายพอกัน ถ้าคนเรายังมีความประมาท หากเป็นที่ทะเล ใครชะล่าใจไปเล่นน้ำคนเดียวไม่ชวนเพื่อนฝูง หรือไปเล่นน้ำในที่ลึกๆ เพราะคิดว่าตัวเองว่ายน้ำเป็น แต่พอเกิดเหตุคับขันขึ้นมาเอาชีวิตไม่รอดก็มีให้เห็นเยอะแล้ว และอีกสิ่งหนึ่งที่มักเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอันตรายก็คือ เหล้า เครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เวลาไปรับน้อง โดยมากแล้วรุ่นพี่มักเป็นคนเตรียมไป แต่ถ้ารุ่นน้องจะเข้ามาร่วมวงด้วยก็ไม่เกี่ยง พอเหล้าเข้าปากแล้วบางคนก็ถึงกับสติขาด วิ่งลงทะเล หรือวิ่งตกเขาไปโดยที่เพื่อนห้ามไม่ทัน กลายเป็นข่าวรับน้องโหดไปซะอีก

สรุปแล้วไม่ว่าจะไปรับน้องที่ไหน อันตรายหรือไม่อันตรายอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และที่สำคัญก็คืออย่าลืมหัวใจสำคัญของการรับน้อง ที่เน้นในการกิจกรรมร่วมกัน ทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ซึ่งก็ทำให้พอไปรับน้องมาแล้วก็ได้เพื่อนเพิ่มมาเยอะแยะ นอกจากนี้ก็มีน้องๆหลายๆคนที่รู้จักพี่ปีสูงๆ เอาไว้เพื่อเป็นช่องทางในการทำงานในอนาคต

เรียกว่าถ้ารับน้องอย่างถูกวิธี สิ่งดีๆที่แฝงมาจากการรับน้องนั้นมีมากกว่าแค่คำว่า “รับร้องเพื่อความมัน หรือรับน้องเพื่อความสะใจ”