นับจากปี พ.ศ. 2486 เรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2488 มีการอพยพของชาวม้งจากอำเภอแม่แตงและอำเภอฝางสู่ดอยปุยมาอย่างต่อเนื่อง และหลังจากนั้นอีก 5 ปี บรรดา “ม้ง” เหล่านี้ก็ได้รวบรวมรวมกลุ่มม้งและก่อตั้งเป็นชุมชนม้งแห่งบ้านดอยปุยขึ้น จนกลายเป็นชุมชนบนที่สูง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวที่บริษัทนำเที่ยวหลายแห่งทางภาคเหนือต้องบรรจุโปรแกรมเพื่อพานักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของม้งเหล่านี้
หากทว่า ห้วงเวลาที่ผ่านมาไม่มีการเข้มงวดจากภาครัฐ การเดินทางเข้าไปในหมู่บ้าน และการใช้ประโยชน์จากบริษัทนำเที่ยวล้วนแล้วแต่ส่งผลในด้านลบต่อชุมชนเสียเป็นส่วนใหญ่
ถ้าจะพูดถึงการเดินทางท่องเที่ยวบน “ดอยปุย” สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อแห่งนี้ภาพในจินตนาการของคนส่วนใหญ่ที่เคยไปเที่ยว คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเดินดูสินค้าในหมู่บ้าน และชมวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าม้งที่ลงหลักปักฐานอาศัยอยู่บนดอยสูงแห่งนี้มาเนิ่นนาน
แต่โครงการวิจัย การท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับการอยู่รอดของชุมชนชาวม้งบ้านดอยปุย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้พานักท่องเที่ยวหลายกลุ่มไปพบกับมุมมองใหม่ๆ
เป็นมุมมองใหม่ที่นักท่องเที่ยวควรไปเยือน….
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับการอยู่รอดของชุมชนชาวม้งบ้านดอยปุย
งานวิจัยดังกล่าวมี ลีศึก ฤทธิ์เนติกุล นักวิชาการเกษตร จากศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าทีมวิจัยร่วมกับชาวบ้านที่นั่นช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว โดยลีศึก ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นของบ้านดอยปุย ที่ทำให้ทักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ลืมที่ชี้ให้เห็นถึงข้อด้อย ของการท่องเที่ยวที่รุกล้ำเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนี้
“ชุมชนม้งดอยปุยตั้งอยู่ในเส้นทางการท่องเที่ยวที่สำคัญคือวัดพระธาตุดอยสุเทพ ด้วยจุดเด่นข้อนี้ทำให้ทุก ๆ ช่วงเทศกาลการท่องเที่ยวจึงมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นอยู่ตลอด นอกจากนั้นยังมีคนจากภายนอกชุมชนเข้าไปทำมาค้าขายทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมของม้งกำลังจะสูญหาย ความเจริญด้านวัตถุได้บดบังเอกลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของม้งเกือบหมดสิ้น หากไม่มีการศึกษาแนวทางแก้ไขและป้องกัน ในที่สุดการท่องเที่ยวบนบ้านม้งดอยปุยจะเดินทางไปถึงทางตัน และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนในชุมชน”
“เป้าหมายของโครงการวิจัยที่ทำร่วมกับชาวบ้านคือต้องการให้องค์กรต่าง ๆ ในชุมชนบ้านดอยปุยมาร่วมกันคิด และร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนา และกำหนดวิถีชีวิตของชุมชนอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน รวมทั้งต้องการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและมีพัฒนาการทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างยั่งยืนซึ่งจะเป็นผลพลอยได้แก่ชุมชนใกล้เคียง” ลีศึก ย้ำแนวคิดของเขาและคนในหมู่บ้านดอยปุย พร้อมกับเริ่มต้นกระบวนการภายใต้โครงการวิจัยเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมานั้น ลีศึกร่วมกับคนในบ้านดอยปุย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำอย่างพ่อหลวงไตรภพ แซ่ย่าง หรืออดีตผู้นำอย่างพ่อหลวงยิ่งยศ หวังวนวัฒน์ และชาวบ้านคนอื่น ๆ ทำการสำรวจ ศึกษา ทั้งผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยว องค์ความรู้ดั้งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ และยังคงดำรงวิถีดั้งเดิมจวบจนทุกวันนี้
“ภูมิปัญญาส่วนใหญ่ของม้งมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาทีมวิจัยจึงประชุมร่วมกับชาวบ้าน หารือและพูดคุยกันจนกระทั่งในที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าน่าจะมีการกำหนดกรอบในการศึกษาเกี่ยวกับภูมิปัญญาของพวกเรา ในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นกลุ่ม ๆ คือ เรื่องของสมุนไพร อาหารการกิน รวมถึงอาวุธและเครื่องมือที่ใช้ล่าสัตว์หรือหาอาหาร” อดีตพ่อหลวงยิ่งยิ่งยศ ย้อนให้เห็นถึงบรรยากาศในการประชุมร่วมกับชาวบ้านก่อนลงมือเก็บข้อมูล
ข้อมูลทั้งหมดที่ทีมวิจัย และชาวบ้านร่วมกันเก็บ โดยเฉพาะกลุ่มของพืชสมุนไพร อาวุธและอุปกรณ์สำหรับล่าสัตว์ ตลอดจนเครื่องไม่เครื่องมือที่ใช้ในการดำรงชีพมาตั้งแต่อดีต และปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่ ถูกนำมาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ สำหรับกลุ่มของสมุนไพรจะถูกแยกออกไปปลูกและขยายพันธุ์ไว้ในสวน ซึ่งนอกจากจะเปิดให้นักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องสมุนไพรพื้นบ้านเข้าชมแล้วนั้น ยังเป็นสถานที่ที่ให้กลุ่มเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เช่นเดียวกัน
ดอยผากลอง...เส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชุมชน
นอกจากสวนพฤกษศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ที่ชาวบ้านพยายามพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับชุมชนให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของนักท่องเที่ยว และให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าการเป็นตลาดขายสินค้าที่ระลึก การออกสำรวจเส้นทางสู่ดอยผากลองเพื่อเปิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชุมชน จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การจัดการการท่องเที่ยวที่เอื้อประโยชน์ต่อการดูแลรักษาทรัพยากรป่าอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ที่วางไว้
ทางไปผากลองนั้นเป็นเส้นทางเก่า เมื่อก่อนชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาหาสู่กันระหว่างคนที่ดอยปุยกับพี่น้องที่อยู่ทางแม่สา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีคนใช้เดินไปไร่ไปสวน หรือไปทำพิธีฟี้เหย่งที่ดอยผากลอง
การเดินทางสู่ผากลองเริ่มต้นจากหมู่บ้าน ผ่านสวนน้ำตกและพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ลัดเลาะไปตามไหล่เขา บางช่วงเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านป่า ผ่านเรื่องราวการอพยพโยกย้ายของผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ บางจุดเป็นไร่ฝิ่นเก่า ทุกวันนี้ป่าฟื้นสภาพขึ้นมาจนแน่นทึบ ไร้ร่องรอยของดอกฝิ่นบนทุ่งโล่ง และเรื่องราวบนเส้นทางสายนี้ชาวบ้านและทีมวิจัย คาดหวังว่าจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติสวยงาม อีกแห่งหนึ่งของนักท่องเที่ยว
สำหรับดอยผากลอง ปลายทางของเส้นทางศึกษาธรรมชาติ มีลักษณะเป็นหินหน้าตัดเหมือนหน้ากลองขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนชาวม้งบ้านดอยปุยและม้งจากบ้านอื่น ๆ ให้ความเคารพนับถือ เพราะเชื่อกันว่ามนุษย์คู่แรกของโลกเกิด ณ สถานที่แห่งนี้ ด้วยความเชื่อดังกล่าว ชาวบ้านจึงใช้เป็นสถานที่ประกอบ พิธีกรรม “ฟี้เหย่ง” หรือพิธีบนบานศาลกล่าวต่อฟ้าดินก่อนที่จะเข้าฤดูแล้ง พ่อหลวงยิ่งยศเล่าว่า ชาวบ้านจากบ้านดอยปุยและบ้านใกล้เคียงจะมารวมตัวกัน ณ ลานกว้างบริเวณดอยผากลอง เพื่อทำพิธีบนบานให้เทพยดาฟ้าดินปกปักรักษาผืนป่าให้รอดพ้นจากการถูกทำลายทั้งโดยไฟป่าและมนุษย์
“เมื่อฟ้าดินหรือเจ้าพ่อผากลองปกปักรักษาให้ผืนป่ารอดพ้นจากการถูกทำลายตลอดทั้งฤดูร้อน ชาวบ้านก็จะมาตอบแทนด้วยการบูชาวัวหนึ่งตัว หรือ หมู 1 ตัว ขึ้นอยู่กับตอนบนตั้งแต่ทีแรกว่าจะแก้บนด้วยอะไร เราเรียกพิธีกรรมนี้ว่าโป้วเหย่ง”
นอกจากพิธีฟี้เหย่งด้วยคนทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านบางคนก็จะขึ้นมาทำพิธีฟี้เหย่งส่วนตัวด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการบนบานเรื่องให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ การทำมาค้าขาย รวมทั้งการบนบานให้ลูกหลานสอบได้คะแนนดี ๆ ร่วมไปกับการบนบานศาลกล่าวเพื่อให้เจ้าพ่อและฟ้าดินปกปักรักษาผืนป่า สภาพของผืนป่าที่แน่นหนาตลอดสองข้างทางสู่ดอยผากลองยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า “ม้ง” แห่งบ้านดอยปุยล้วนรักษาป่าหลังชุมชนของพวกเขาไว้เป็นอย่างดี
เรียบเรียงข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
การเดินทาง
ชุมชนชาวม้งบ้านดอยปุย อยู่ในเขตอุทยาน แห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 5 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์ไปตามถนนห้วยแก้ว-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่-สวนสัตว์เชียงใหม่ ถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร จากนั้นเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยถึงทางแยกด้านขวามือ มีป้ายบอกทางเข้าที่ทำการอุทยานฯ โดยหมู่บ้านจะตั้งอยู่บนดอยปุย ห่างจากพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ 3 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอด สามารถเข้าไปเที่ยวด้วยตนเองได้ หรือจะเช่ารถสองแถวจากดอยสุเทพขึ้นไปได้ทุกฤดูกาล


