ตลาดหุ้นไทยวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เผชิญแรงขายตั้งแต่เปิดตลาดภาคเช้า ก่อนปิดครึ่งวันร่วงกว่า 24 จุด และเปิดภาคบ่ายยังเคลื่อนไหวในแดนลบ รับแรงกดดันจากหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก หลังนักลงทุนกังวลสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดกำกับธุรกิจ AI และ Data Center ฉุด DELTA–KCE นำตลาดปรับตัวลง ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินดัชนีมีโอกาสทดสอบแนวรับ 1,470 จุด หากยืนไม่อยู่เสี่ยงถอยลงถึง 1,450 จุด แนะเพิ่มความระมัดระวังและเลือกลงทุนหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) เปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 1,479.69 จุด ลดลง 18.30 จุด จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 1,497.99 จุด ก่อนถูกแรงขายกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหุ้นขนาดใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลงไปเคลื่อนไหวบริเวณ 1,470 จุด
ดัชนี SET ปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 1,473.85 จุด ลดลง 24.14 จุด หรือ 1.61% มูลค่าการซื้อขายประมาณ 43,161 ล้านบาท โดยระหว่างวันทำระดับสูงสุดที่ 1,483.20 จุด และต่ำสุดที่ 1,472.75 จุด ก่อนที่การซื้อขายภาคบ่าย ณ เวลา 14.00 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,473.81 จุด ลดลง 24.18 จุด หรือ 1.61% สะท้อนแรงขายที่ยังไม่คลี่คลาย
ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นไทยมาจากการปรับฐานอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมทำให้พรรคเดโมแครตมีอำนาจในสภาคองเกรสมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) อาจเผชิญมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อแผนลงทุนและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีในระยะข้างหน้า
แรงขายดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยเฉพาะ DELTA และ KCE ซึ่งถูกขายตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีโลก ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง TRUE และ GULF เผชิญแรงขายด้วยเช่นกัน ทำให้ดัชนีขาดแรงสนับสนุนในการฟื้นตัว
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยดัชนี Nasdaq ร่วงลง 5.52% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 4.36% สะท้อนความกังวลต่อทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวดัชนี SET ที่ 1,450–1,510 จุด โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะยังเป็นแรงกดดันหลัก แต่หุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ มีโอกาสเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสื่อสาร ธนาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า และการบริโภค รวมถึงหุ้นกลุ่มการแพทย์ที่มีลักษณะป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ (Defensive Stock) ซึ่งมี BDMS เป็นหนึ่งในหุ้นที่แนะนำให้ติดตาม
ด้านนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนได้รับแรงกดดันจากความกังวลต่ออุตสาหกรรม AI และ Data Center ประกอบกับตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ทำให้หุ้นไทยยังมีความเสี่ยงจากแรงขายและความผันผวนระหว่างวัน
โดยประเมินแนวรับแรกของดัชนีอยู่ที่ 1,470 จุด หากหลุดระดับดังกล่าวมีแนวรับถัดไปที่ 1,450 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,500–1,505 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดต้องกลับขึ้นไปยืนให้ได้เพื่อสร้างสัญญาณฟื้นตัวในระยะสั้น
ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประเมินดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,470–1,510 จุด โดยมองว่าแรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีโลกจะยังเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยง นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน และเลือกหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาอยู่ในระดับน่าสนใจ แต่ยังมีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง โดยแนะนำ PR9 และ MINT เป็นหุ้นเด่นสำหรับการลงทุน
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนตุลาคม ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 65,000 ตำแหน่ง จาก 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2% เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ความวิตกกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้มีการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ลงทุน โดยดัชนีความผันผวน VIX ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 28.09 จุด สูงสุดในรอบ 7 เดือน สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในภาวะระมัดระวังสูง ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยยังมีข้อจำกัด
สำหรับแนวโน้มการซื้อขายภาคบ่ายและระยะสั้น ประเมินว่าดัชนี SET ยังมีโอกาสแกว่งตัวผันผวนในแดนลบ โดยระดับ 1,470 จุดเป็นแนวรับสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม หากสามารถรักษาระดับดังกล่าวไว้ได้ อาจมีแรงซื้อกลับในหุ้นที่ปรับตัวลงแรง แต่หากหลุดแนวรับอาจเห็นแรงขายเพิ่มขึ้นและมีโอกาสทดสอบบริเวณ 1,450 จุด ขณะที่การฟื้นตัวจะยังเผชิญแนวต้านบริเวณ 1,500–1,510 จุด
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะปรับตัวลดลงตามปัจจัยต่างประเทศ แต่แรงขายอาจไม่ได้กระทบหุ้นทุกกลุ่มในระดับเดียวกัน โดยหุ้นที่มีรายได้จากธุรกิจในประเทศ มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ อาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากหุ้นเติบโตสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของตลาดเทคโนโลยีโลกในขณะนี้
ทั้งนี้ ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงถัดไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาระดับแนวรับสำคัญ ทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่าการปรับตัวลดลงรอบนี้เป็นเพียงการพักฐานระยะสั้น หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดแรงขายต่อเนื่องในระยะข้างหน้า


