หุ้นหลุด 1,500 จุด ดัชนีร่วง 5 วัน 79.41 จุด โบรกฯ ชี้ SET ลงลึกเข้าโซนน่าดักเก็บ รอลุ้นผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐหนุน Fund Flow ไหลกลับ แนะ Selective Buy 4 ธีมเด่น
ภา่วะตลาดหุ้นไทย (3 พ.ย.) ดัชนีภาคเช้าปรับตัวลงไปกว่า 10 จุด หลุดระดับ 1,500 จุด จากแรงขายหุ้น DELTA ลงตามหุ้นเทคโลก และกลุ่ม PTT ได้แก่ PTT, PTTEP, PTTGC, TOP หลังจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลงแรงกว่า 7% จากที่จะมีการเจรจาสันติภาพระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ขณะเดียวกันรอติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯวันนี้ ที่ยังมีความไม่แน่นอน
โดยเมื่อเวลา 10.02 น. ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,496.56 จุด ลดลง 10.64 จุด (-0.71%)
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา SET ปรับตัวลงแรงจากระดับ 1,586.61 จุด ลงมาสู่ระดับ 1,507.20 จุด หรือ -79.41 จุด (-5.0%) โดยแรงกดดันมาจากสองทางพร้อมกัน ด้านในประเทศ คือ แรงขายหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น หลังภาครัฐปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ภาครัฐ ทำให้นักลงทุนกังวลความเสี่ยงเชิงนโยบาย (policy risk) ที่ประเมินได้ยากขึ้น และความเสี่ยงต่อ margin หรือแนวโน้มกำไรในระยะยาว ขณะที่ด้านต่างประเทศ คือ แรงขายหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตามหุ้นเทคโนโลยีโลกที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน AI
ผลของการปรับฐานรอบนี้ทำให้ Valuation SET ถูกกดลงมาที่ Forward PER เพียง 14 เท่า หรือระดับ -1SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี (ค่าเฉลี่ย 16 เท่า) ขณะที่ในวันนี้ (3 พ.ย.) ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลกกำลังจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) อย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ตลาดทุนโลก และอาจมีนัยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
InnovestX มองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยสถิติจาก Bloomberg บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักตอบรับในเชิงบวกหลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยวันแรก +0.1% ก่อนจะเพิ่มเป็น +1.4% ในระยะ 1 เดือน และ +5.2% ใน 3 เดือน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากผลการเลือกตั้งนำไปสู่ สภาวะรัฐบาลแบ่งแยก (Divided Government) สถิติชี้ว่าดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยใน 3 เดือน สูงถึง +6.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งมีเหตุผลจากการเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง (Gridlock) จะทำให้การผ่านร่างกฎหมายที่สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทำได้ยากขึ้น อาทิ การปรับโครงสร้างภาษีหรือการใช้จ่ายทางการคลังแบบก้าวกระโดด ตลาดจึงตอบรับเชิงบวกต่อทิศทางนโยบายที่คาดเดาได้มากขึ้น ควบคู่ไปกับ การลดลงของความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่คาดคิดจากปัญหาการขาดดุลการคลังและปริมาณพันธบัตรที่ล้นตลาด
สำหรับกลไกการส่งผ่านผลกระทบมายังตลาดหุ้นไทย InnovestX ประเมินเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
กลไกหลัก (Macro & Yield Dynamics): ภาวะ Gridlock จะช่วยลดทอนความกังวลด้านการขยายตัวทางการคลัง ส่งผลให้ US Bond Yield และ Dollar Index มีแนวโน้มชะลอการปรับตัวขึ้นหรือพลิกกลับมาอ่อนค่า ปัจจัยนี้จะปลดล็อกให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นไทย
กลไกรอง (Geopolitical Sentiment): สภาวะที่อำนาจถูกแบ่งขั้ว จะเป็นการเพิ่มต้นทุนทางการเมืองหากฝ่ายบริหารต้องการยกระดับการใช้กำลังทหารในตะวันออกกลาง เนื่องจากถูกคานอำนาจด้านการอนุมัติงบประมาณและการตรวจสอบตามกฎหมาย (War Powers) อย่างไรก็ดี อำนาจดำเนินนโยบายต่างประเทศและการใช้กำลังส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ฝ่ายบริหาร กลไกนี้จึงมีสถานะเป็นปัจจัยด้าน Sentiment สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช่กลไกที่การันตีว่าความเสี่ยงของการขยายวงสงครามจะลดลงจริง
ในทางกลับกัน หากผลออกมาเป็นรัฐบาลเสียงเดียวกัน (Unified Government) ความสามารถในการผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุกจะกลับมา กดดันให้ Bond Yield สูงขึ้น และ Dollar Index แข็งค่า ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อทิศทาง Fund Flow ที่จะไหลเข้าตลาด EM รวมถึงตลาดหุ้นไทย
ประเมิน SET 1,470-1,500 จุด คือโอกาส ทยอยสะสม หุ้นพื้นฐานดี
จากแรงเทขายที่กดดัน SET Index ปรับตัวลงมาอย่างหนัก InnovestX มองว่าดัชนีบริเวณ 1,470-1,500 จุด เป็นระดับที่ น่าสนใจและควรเริ่มทยอยสะสม เนื่องจาก Valuation ของตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่ดึงดูดใจ โดยมี Forward PER เพียง 14 เท่า (เทียบเท่าระดับ -1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี) ซึ่งสถิติในอดีตชี้ว่า เมื่อดัชนีปรับฐานลงมาทดสอบระดับดังกล่าว มักจะเป็นแนวรับสำคัญที่ดัชนีสามารถสร้างฐานและยืนอยู่ได้ จึงมอบ Margin of Safety ที่สูงมากในเชิงสถิติ
ขณะที่ในมุมมองด้านปัจจัยพื้นฐาน InnovestX ประเมินคาดการณ์ SET EPS ปี 2569 ไว้ที่ 106 บาท/หุ้น เมื่ออิงกับระดับ PER เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 16 เท่า จะได้เป้าหมาย SET Index ที่ 1,696 จุด และหากมองข้ามไปยังปี 2570 ที่คาดการณ์ SET EPS ระดับ 107 บาท/หุ้น เป้าหมาย SET Index จะขยับขึ้นสู่ 1,715 จุด ดังนั้น ด้วย Downside Risk ที่จำกัด และ Upside Potential ที่ยังเปิดกว้าง จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ดัชนีปรับฐานลงมาลึกในครั้งนี้ เริ่มทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีเพื่อรอรับการฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว
ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ Selective Buy ผ่าน 4 ธีมเด่น ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน ดังนี้
FDI & Tech-Infra Play ซึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนในประเทศที่เร่งตัวขึ้น และแผนปรับโครงสร้างสู่พลังงานสะอาดของภาครัฐ รวมทั้งเก็งกำไรจากความคืบหน้า ครม. เตรียมพิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์ดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB) กลุ่มนิคม (WHA AMATA) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน (GULF GPSC GUNKUL)
Strong Earnings & Laggard Play ซึ่งเน้นความปลอดภัยโดยโฟกัสหุ้นที่คาดกำไรในช่วง 2H26-2027 จะเติบโตแกร่ง YoY ควบคู่กับ ราคาหุ้นบนกระดานที่ยัง Laggard เพื่อรับ Margin of Safety ที่สูง และมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ AOT AP BCH BDMS CPN TRUE TU
Quality Dividend Play เพิ่มความทนทานให้กับพอร์ตลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน และเตรียมรับอานิสงส์จากเม็ดเงินกองทุนประหยัดภาษี (TESG, RMF, SSF) และเม็ดเงินสถาบันในประเทศที่มักจะไหลเข้าตลาดในช่วงปลายปี (พ.ย.-ธ.ค.) โดยเน้นหุ้นปันผลคุณภาพดีที่มีประวัติการจ่ายปันผลสูงอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และราคาหุ้นปรับฐานลงมาจนให้ Dividend Yield อยู่ในระดับที่จูงใจเกินปีละ 5% ได้แก่ BBL KTB KKP HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC
Geopolitical & Yield Relief Play สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรระยะสั้น หากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ออกมาในรูปแบบรัฐบาลแบ่งแยกในครั้งนี้ คาดจะช่วยบรรเทาความกังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับลง หนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง และทำให้ Bond Yield ปรับลง ได้แก่ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) การแพทย์ (BH BDMS) ท่องเที่ยว (AOT MINT ERW) และไฟแนนซ์ (MTC SAWAD TIDLOR)


