xs
xsm
sm
md
lg

33 ชาติงัดแผนฉุกเฉิน สั่งตุนเสบียง-เงินสดสู้สงครามลูกผสมตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐบาล 33 ประเทศทั่วโลก นำโดยสหราชอาณาจักร ประกาศมาตรการความมั่นคงแห่งชาติแบบพลิกขั้ว สั่งการประชาชนเร่งกักตุนน้ำดื่ม อาหาร และเงินสดอย่างน้อย 3 วัน เพื่อเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดรับมือภัยคุกคาม “สงครามลูกผสม” และการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์จากการขยับตัวครั้งนี้กำลังสร้างภาวะช็อกด้านอุปสงค์ในตลาดค้าปลีกอย่างรุนแรง และส่งสัญญาณเตือนถึงนักลงทุนทั่วโลกว่าระบบสังคมไร้เงินสดอาจกลายเป็นจุดตายหากโครงสร้างหลักล่มสลายกะทันหัน

สหราชอาณาจักรเพิ่งจุดพลุแคมเปญ “Be Ready” อย่างเป็นทางการโดย แดน จาร์วิส (Dan Jarvis) รัฐมนตรีความมั่นคง และ เวส สตรีทติง (Wes Streeting) รัฐมนตรีกลาโหม ออกโรงเตือนประชาชนให้สำรองน้ำดื่ม 9 ลิตรต่อคนสำหรับ 3 วัน พร้อมอาหารและอุปกรณ์ยังชีพ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่การเตรียมพร้อมรับภัยธรรมชาติ ทว่าคือการยกระดับการป้องกันประเทศระดับฐานราก รัฐบาลต้องการซื้อเวลาให้หน่วยกู้ภัยสามารถกู้ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักกลับมาทำงานได้โดยที่สังคมไม่โกลาหล

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนเกาะอังกฤษ แต่ลุกลามไปยัง 33 ชาติที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ประเทศกลุ่มยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ รวมถึงญี่ปุ่น กำหนดมาตรฐานสำรองขั้นต่ำ 3 วัน ขณะที่รัฐบาลสวีเดนแจกคู่มือฉุกเฉินให้ 5 ล้านครัวเรือนเตรียมตัว 7 วัน ส่วนเยอรมนีและสหรัฐอเมริกากำหนดเป้าหมายสูงสุดที่ 14 วัน ความเคลื่อนไหวระดับโลกสะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์ จากการป้องกันภัยข้ามแดนมาสู่การสร้างความยืดหยุ่นให้พลเรือน (Civil Resilience) ท่ามกลางภาวะวิกฤตซ้อนทับ (Polycrisis)

ภัยคุกคามยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบกองทัพรถถัง แต่คืออาวุธล่องหนในพื้นที่สีเทา เวส สตรีทติง ชี้แจงระหว่างลงพื้นที่โรงงานผลิตอาวุธ Rheinmetall ว่าโลกกำลังเผชิญการก่อการร้ายที่สนับสนุนโดยรัฐ (State-sponsored terrorism) จากฝ่ายตรงข้าม สิ่งนี้สอดคล้องกับรายงานข่าวกรองที่พบเรือสายลับรัสเซียวนเวียนใกล้สายเคเบิลใต้ทะเลยุโรป รวมถึงเหตุการณ์โดรนติดระเบิดใกล้เครื่องบินขนส่งสินค้าในไลพ์ซิช (Leipzig) ประเทศเยอรมนี เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ข้อมูลเหล่านี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโครงสร้างพื้นฐานกำลังตกเป็นเป้าหมายหลักในการก่อวินาศกรรม

ความเปราะบางของระบบดิจิทัลคือจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของสังคมยุคใหม่ ล่าสุดเว็บไซต์รัฐบาลอังกฤษ 32 แห่งต้องปิดระบบกะทันหันหลังพบช่องโหว่ในภาษา PHP บีบให้ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (NCSC) ส่งคำเตือนฉุกเฉินกว่า 50,000 ครั้งไปยังภาคองค์กร นอกจากนี้ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในสเปนและโปรตุเกสเมื่อเดือนเมษายน 2568 ซึ่งกระทบประชากร 55 ล้านคน ยังเป็นภาพจำที่ตอกย้ำว่า หากเครือข่ายพลังงานล่มสลาย เศรษฐกิจทั้งระบบจะเข้าสู่ภาวะอัมพาตทันที

ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการการเงินคือการสั่งกักตุนเงินสด ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (DNB) สั่งประชาชนตุนเงินสด 70 ยูโรต่อคน ขณะที่ธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank) แนะนำให้สำรองอย่างน้อย 1,000 โครนา มาตรการนี้เปลือยความจริงที่ว่า บัญชีดิจิทัล โมบายแบงก์กิ้ง หรือแม้แต่คริปโต จะกลายเป็นเพียงอากาศธาตุทันทีที่อินเทอร์เน็ตหรือไฟฟ้าถูกตัดขาด ธนาคารกลางทั่วโลกจึงต้องดึงเงินสดกลับมาเป็นระบบชำระเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อพยุงไม่ให้ความเร็วของการหมุนเวียนเงินหยุดชะงักจนเกิดการค้าอัมพาต

ปัจจัยด้านสภาพอากาศยังเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่กดดันเสถียรภาพระดับชาติ สหราชอาณาจักรเผชิญบทเรียนราคาแพงจากพายุโกเรตติ (Goretti) เมื่อต้นปี 2569 ที่ตัดขาดระบบไฟฟ้าหลายหมื่นครัวเรือน ผนวกกับการคาดการณ์ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2570 ที่อาจบดขยี้ห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก สภาพการณ์เช่นนี้ผลักดันให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปสงค์ ผู้บริโภคแห่กว้านซื้อสินค้าจำเป็นจนภาคค้าปลีกและโลจิสติกส์ต้องแบกรับแรงกดดันอย่างหนักในการบริหารสต็อก

สำหรับภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้คือสัญญาณเตือนระดับชาติที่ไม่อาจเพิกเฉย แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิความขัดแย้งโดยตรง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและระบบสังคมไร้เงินสดที่ฝังรากลึก ทำให้เราเปราะบางต่อวิกฤตห่วงโซ่อุปทานโลกและการโจมตีทางไซเบอร์ นักลงทุนและภาคธุรกิจต้องเร่งรื้อแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ทิ้งแนวคิดการพึ่งพาระบบคลาวด์เพียงมิติเดียว และหันมาลงทุนในระบบสำรองกายภาพ (Physical Backup) ทั้งพลังงานและเซิร์ฟเวอร์ออฟไลน์ ยุคนี้ความอยู่รอดของธุรกิจไม่ได้วัดกันที่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี แต่วัดที่ความสามารถในการดำเนินกิจการได้จริงในวันที่โลกไร้สัญญาณอินเทอร์เน็ต